บทความ

THE WRESTLER “เมื่อแพ้…ใจต่างหากที่เจ็บ”


THE WRESTLER
“เมื่อแพ้…ใจต่างหากที่เจ็บ”

“แรนดี เดอะ แรม” นักมวยปล้ำแก่ๆ ซึ่งเคยมีอดีตที่รุ่งเรือง (รับบทโดย MICKEY ROURKE ที่กลับมาเล่นหนังอีกครั้งด้วยหน้าตาอิ่มซิลิโคน แต่เข้ากันได้ดีกับบทที่ทุ่มเทจนคว้าไปหลายรางวัล) แรนดี ผ่านวันอันเจ็บปวดด้วยการถูกทิ้งเข่าใส่หน้า โดนฟาดด้วยเก้าอี้ โดนตีสารพัด บางครั้งต้องล้มทับเศษแก้ว และบางทีต้องเจอกับอาวุธแปลกๆ ซึ่งล้วนฝากแผลไว้บนร่างกาย

แต่ 20 ปีผ่านไป เขาก็ยังไม่เลิกรา ซ้ำยังโหยหาการขึ้นไปยืนบนพื้นสังเวียนเดิมอีกครั้งและอีกครั้ง

แน่นอนว่ามวยปล้ำก็คือ การแสดง และมันคือ การแสดงที่เต็มไปด้วยความป่าเถื่อน ยิ่งเจ็บคนดูยิ่งชอบ บางครั้งนักมวยปล้ำจึงต้องแสร้งทำท่าว่าเจ็บเจียนขาดใจ ถ้าอยากให้คนดูชอบใจมาก ก็อาจถึงขั้นกรีดหัวตัวเองให้เลือดท่วมหน้าก็เป็นได้ ฉะนั้นมวยปล้ำจึงอาจเรียกง่ายๆ ว่า การโชว์ทำร้ายร่างกายกันนั่นเอง

และความที่มันเป็นแค่โชว์ นักมวยปล้ำอย่าง แรนดี จึงต้องพึ่งพายาเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด ทั้งยาทา ยากิน ยาฉีด และยาต้องห้ามแห่งวงการนักกีฬา เช่นเดียวกับการซักซ้อมความเข้าใจก่อนขึ้นเวที นักมวยปล้ำทั้ง 2 ฝ่ายจึงต้องมาพูดคุยกันก่อนขึ้นสังเวียน อะไรที่จะใช้และอะไรที่ขอความกรุณาว่าอย่าทำ

เช่น ขณะนี้หลังของผมกำลังแย่ แต่ผมจะเปิดหน้าให้คุณอัดได้เต็มที่ หรือเราจะปล้ำกันอย่างช้าๆ แต่เป็นไปได้ไหม ถ้าผมจะใช้ที่เย็บกระดาษกดเข้าใส่หลังของคุณสัก 10-20 แผล เพื่อเรียกความสะใจ

นอกจากความเจ็บปวดที่ว่าแล้ว นักมวยปล้ำแก่ๆ อย่าง แรนดี ยังต้องเผชิญวิกฤติแบบปุถุชนทั่วไป ซึ่งมีทั้งจนทั้งเจ็บป่วย แม้จะเคยยิ่งใหญ่ในวงการ แต่เวลานี้เขาก็เป็นได้แค่นักมวยปล้ำจนๆ เมื่อหัวใจวายหลังจากขึ้นปล้ำแมทช์เล็กๆ ในโรงยิม เขาจึงต้องเลิกขึ้นสังเวียนแล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ให้กับการทำงาน ซึ่งเขาก็อายเกินกว่าจะให้ใครรู้

อีกด้านหนึ่งเขาจึงเริ่มตามหาตัวลูกสาว ซึ่งเกือบทั้งชีวิตของเธอ เขาแทบไม่เคยใยดีด้วยเลย พร้อมกันนั้นก็เริ่มสานสัมพันธ์กับนักเต้นระบำเปลื้องผ้ารุ่นใหญ่ คาสซิดี (รับบทโดย MARISA TOMEI นักแสดงสาวสุดเซกซีที่เล่นได้เปลืองตัวสุดๆ ซ้ำยังเล่นได้จัดจ้านร้อนแรงจนได้เข้าชิงอีกหลายรางวัลใหญ่) ด้วยความคิดที่เดาว่า แรนดี คงอยากมีครอบครัวอบอุ่นในบั้นปลายชีวิต ส่วนหนึ่งมาจากการที่เขาได้เข้าร่วมงานนักมวยปล้ำพบปะแฟนๆ (คล้ายๆ กับที่นักเขียนตั้งโต๊ะแจกลายเซ็น) และได้เห็นว่าสภาพของนักมวยปล้ำที่เคยดังในอดีตนั้นเป็นเช่นไร หลายคนพิการ บ้างก็หมดสภาพ บางคนก็อับจนราศีที่เคยรุ่งจนน่าสมเพชก็มี

แต่ แรนดี ก็ไม่สามารถฝืนใจตนเองให้ชินกับโลกนอกสังเวียนได้ เขารู้สึกขัดใจเหลือเกินกับคำสั่งง่ายๆ ในการทำงาน แล้วจึงเริ่มรู้สึกว่า สิ่งที่เขากลัวนั้นมันไม่ใช่ความตาย โลกภายนอกต่างหากที่ทำให้เขากลัว เพราะมีแต่บนสังเวียนเท่านั้นที่ทุกคนจะชื่นชม และเห็นคุณค่าในตัวเขา ไม่ใช่แค่ไอ้แก่ร่างยักษ์ไว้ผมยาวหลงยุค

ความเจ็บปวดทางกาย และความเสี่ยงหัวใจวายตายระหว่างขึ้นปล้ำ จึงเป็นเพียงสิ่งที่ แรนดี รับทราบเท่านั้น เพราะลึกๆ แล้วเขาย่อมรู้สึกว่า การล้มเลิกต่างหากที่พ่ายแพ้ หาใช่การขึ้นสังเวียนแล้วถูกกดทับนับแพ้ แม้มันจะเป็นแค่การแสดงจำอวดก็ตามที

 

VICKY CRISTINA BARCELONA
“หากรัก คือ การท่องเที่ยว สิ่งที่ควรเก็บเกี่ยว ก็คือ ความสัมพันธ์”

วิคคี และคริสตินา 2 สาวชาวอเมริกัน เดินทางมาพักผ่อนที่บาร์เซโลนา เมืองชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอันโด่งดังของสเปน วิคคี นั้นหลงใหลในศิลปะของชาวคาตาลัน และกำลังจบปริญญาโททางศาสตร์ด้านนี้ ส่วน คริสตินา หนังบอกเพียงแค่ว่าเธอเคยทำหนังสั้น และเพิ่งจะเลิกกับแฟนไม่นาน

ย้อนผ่านมาที่คาตาลัน ซึ่งก็คือคนในชุมชนปกครองตนเองคาตาโลนีอา โดยมีบาร์เซโลนาเป็นเมืองหลวง ศิลปินชาวคาตาลันที่มืชื่อเสียง ได้แก่ ซัลวาดอร์ ดาลี เจ้าของภาพนาฬิกาหยดย้อยอันลือเลื่อง และ อันโตนี กาอูดี สถาปนิกอาร์ทนูโว ผู้สร้างโบสถ์ซากราดา ฟามิลีอา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำเมือง

เพราะฉะนั้นเมื่อมาถึงที่หมาย วิคคี (รับบทโดย REBECCA HALL) จึงเพลิดเพลินกับอาคารบ้านเรือน อาหารการกิน รวมถึงเสียงบรรเลงกีตาร์อันน่าพิสมัยในท้องถิ่น ผิดกับ คริสตินา (รับบทโดย SCARLETT JOHANSSON) ที่ดูจะเฝ้ามองหาแต่สิ่งที่ตื่นเต้นและดึงดูดความรู้สึกโดยมีพลังทางเพศเป็นตัวขับเคลื่อน

แล้ว 2 สาวก็ได้พบกับ ฮวน อันโตนิโอ (รับบทโดย JAVIER BARDEM ที่คว้ารางวัลออสการ์สมทบชายจากบทนักฆ่าหน้าตาย ในหนังเรื่อง NO COUNTRY FOR OLD MEN เดาว่าด้วยความหน้านิ่ง บวกกับความเป็นชาวสเปนของเขานี่เอง ทำให้ผู้กำกับ WOODY ALLEN ถูกใจจนชวนมาเล่นเป็นศิลปินผู้มีรักอื้อฉาวไปทั้งเมือง) เริ่มแรกที่ ฮวน เจอกับ 2 สาว เขาก็เอ่ยปากชวนพวกเธอตรงๆ ให้ไปเที่ยวด้วยกัน และหวังจะมีอะไรๆ ร่วมกันทั้ง 3 คน ส่วนที่ว่าอื้อฉาวก็เพราะเขาเคยถูก มารีอา เอลีนา ภรรยาเก่าผู้มีรักร้อนแรงแทงเอา (แสดงโดย PENELOPE CRUZ ซึ่งเพิ่งคว้ารางวัลออสการ์สบทบหญิงไปหมาดๆ จากหนังเรื่องนี้ เพราะเธอถ่ายทอดอารมณ์ขึ้น/ลงแบบวูบวาบโวยวายได้ดี)

เมื่อถึงคราวที่ คริสตินา หลงลมตาม ฮวน มาเที่ยว จนเลยเถิดเกิดความพิสวาสยาวนาน เมียเก่าของ ฮวน ก็หวนกลับมาสร้างเรื่องราวให้ซึมลึกมากยิ่งขึ้น

ทั้ง 3 คนร่วมสร้างเรื่องราวความรักแบบ 1 ชาย 2 หญิง อันละเมียดละไม ใครที่ยึดติดกับศีลธรรมจรรยาแบบเก่า ดูแล้วอาจถึงกับหน้าร้อนผ่าว เพราะพวกเขาได้ร่วมเปิดใจสร้างศิลปะแห่งรักและเซกซ์ในมุมมองใหม่ ซึ่งถ้าแค่พูดอาจจะมองว่าเป็นเรื่องสกปรก แต่ถ้าได้ดูก็จะรู้ว่าความรัก และความเข้าใจ นั้นเกิดขึ้นได้ทุกที่

ต่างจาก วิคคี ที่ดูจะเป็นตัวละครที่สมจริงที่สุดในหนังรักดิบห่ามเรื่องนี้ เพราะนอกจากเธอจะไม่ยอมตกร่องปล่องชิ้นง่ายๆ กับเสน่ห์ทางเพศอันดุเดือดของ ฮวน เธอยังเป็นคนเดียวในเรื่องที่สื่อสารความเป็นมนุษย์ทั่วไป เมื่อมีบางอย่างเกินเลยจากกรอบแห่งสังคมก็ควรเก็บเอาไว้ ไม่เหมือนกับตัวละครอันแปลกประหลาดตามบุคลิกหนังของผู้กำกับ WOODY ALLEN

แต่ความเป็นมนุษย์ธรรมดานี่เองที่ทำให้ วิคคี พลาด เธอไม่อาจแข็งขืนต่อสิ่งเร้าได้ และในที่สุดความรู้สึกของเธอก็กลายมาเป็นโครงเรื่องสำคัญ หลังจากกลับสหรัฐอเมริกาไปพบคู่หมั้น เธอก็เฝ้าคิดถึงคืนวันที่ได้อยู่ในบาร์เซโลนา จนถึงขั้นรำพันว่า

“คงมีแต่รักไม่สมหวังที่จะสร้างความรัญจวนใจได้”

หากการไปเที่ยวครั้งนี้ เปรียบได้กับความรัก บางสิ่งที่ วิคคี เก็บเกี่ยวมามากกว่าภาพถ่าย อาจเป็นความสัมพันธ์ที่เธอซ่อนไว้ ซึ่งมันคงลึกเกินกว่าที่เธอจะยอมให้เป็นเพียงแค่ความทรงจำ

 

ศิลปิน : VARIOUS ARTISTS
อัลบัม : OST. ALMOST FAMOUS
แนวดนตรี : ROCK
“อีกกี่ปีก็ยังไหว”

เห็นการประกาศรางวัลออสการ์ เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา นอกจากรางวัลเกี่ยวกับตัวหนังมากมายแล้ว อีกรางวัลหนึ่งซึ่งน่าสนใจไม่แพ้กัน ก็คือ รางวัลเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เพราะแม้ภาพจะบอกเรื่องราวได้ดีเพียงใด แต่หากไร้ซึ่งเสียงประกอบ โดยเฉพาะเสียงดนตรีที่ดีแล้ว ย่อมเป็นไปได้ยากมากที่หนังเรื่องไหนจะตราตรึงใจผู้ชมได้ตราบนานเท่านาน

คิดได้ดังนี้ก็เลยทำให้นึกถึงภาพยนตร์เรื่อง ALMOST FAMOUS ของผู้กำกับ CAMERON CROWE เมื่อปี 2000 ซึ่งว่าด้วยชีวิตวัยเยาว์ของเขาที่เคยอยู่กับนิตยสารดนตรีชื่อดัง ในหนังนั้นเขาเล่าเรื่องผ่านเด็กหนุ่มซึ่งหลงใหลในดนตรี จนได้เป็นนักข่าวเฝ้าติดตามวงรอคหน้าใหม่ที่ชื่อว่า STILLWATER แปลแบบบ้านเราก็น่าจะประมาณ…ยังเป็นวุ้นอยู่

ทีเด็ดของหนังเรื่องนี้ ก็คือ การร้อยเรียงบทเพลงในช่วงปี 1970 เข้าไว้อย่างกลมกลืน จากความทรงจำของผู้กำกับ ผู้ซึ่งสุดท้ายแล้วเขาก็ได้เป็นบรรณาธิการแห่งนิตยสาร ROLLING STONE ก่อนจะก้าวมาเป็นนักสร้างหนัง มีผลงานเป็นที่น่าจดจำอย่าง JERRY MAGUIRE แล้วจึงมาสร้างหนังเรื่องนี้

โดยบทเพลงที่เลือกมาไว้ในอัลบัมนี้ทั้ง 17 เพลง ล้วนเป็นเพลงดังแห่งยุค หลายบทเพลงยังถือเป็นเพลงแห่งตำนานที่สืบทอดมาจนถึงแนวเพลงใหม่ๆ ในยุคนี้ด้วย ยกเว้นก็แต่เพลง FEVER DOG ซึ่งเป็นเพลงของวงในเรื่องก็เท่านั้น

อย่างเพลง AMERICA ของ SIMON & GARFUNKEL ที่เหมือนเป็นเพลงฝึกหัดของนักอคูสติคกีตาร์ยุคเก่า ใครที่ไม่เคยฟัง หรือเล่นไม่ได้ ก็ควรต้องไปทบทวนความรู้กันใหม่ หรือเพลง SIMPLY MAN ของ LYNYRD SKYNYRD ที่คนส่วนใหญ่จะรู้จักกันแค่เพลง FREE BIRD กับ SWEET HOME ALABAMA ก็เป็นเพลงที่มีเมโลดีเก่าแก่คล้ายคลึงกับสำเนียงเพลงของ GUN N’ ROSES, METALLICA และถ้าจะให้พูดว่าคล้ายใครมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเพลง ALWAYS SOMEWHERE ของแมงป่องผยองเดช SCORPION นั่นล่ะ

แต่ถ้าจะให้พูดกว้างๆ ถึงสไตล์ หรือไอดอล อันเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลัง อัลบัมนี้ก็ยังมีอีกหลายวงชั้นเทพ เช่น LED ZEPPELIN กับเพลง THAT’S THE WAY ที่ได้เสียงร้องหวานบาดหูของ ROBERT PLANT ผสมมากับสำเนียงกีตาร์โปร่งโล่งของ JIMMY PAGE ตามด้วยวงรุ่นใหญ่อย่าง THE WHO พร้อมกับรอคโอเปราด้วยเสียงกีตาร์โปร่งสุดหลอนในเพลง SPARKS และ DAVID BOWIE ในเพลง I’M WAITING FOR THE MAN

กระทั่งรุ่นใหญ่ที่ยังหายใจอย่าง ROD STEWART ก็ถูกจับมารวมด้วยในเพลง EVERY PICTURE TELLS A STORY ถ้าใครได้ดูพี่แกขึ้นคอนเสิร์ทที่เมืองไทยไม่นานมานี้ ก็จะเห็นเลยว่า เกือบ 40 ปีผ่านไปเคยซ่าอย่างไรก็ยังเป็นอย่างนั้น

แต่ถ้ารู้สึกว่าอัลบัมนี้กำลังจะรอคมากเกินไป ก็ให้ฟัง TINY DANCER เพลงเพียโนซึ้งไม่หยอกของท่านเซอร์ ELTON JOHN ก่อน แล้วค่อยต่อด้วยเพลงสุดท้ายของ THUNDERCLAP NEWMAN กับ SOMETHING IN THE AIR เพลงเมโลดีสวยๆ ที่ชวนนึกถึงวงอัลเตอร์เนทีฟยุคใหม่ ซึ่งถ้าใครไม่รู้จักก็คงไม่แปลก เพราะวงนี้เขาดังเพลงเดียวแล้วดับไปเลย

และที่ไล่เรียงมาทั้งหมดนี้ก็เป็นแค่เพลงบางส่วนในอัลบัม ซึ่งยังมีอีกหลายเพลงที่น่าฟัง น่าสะสม แนะนำให้ลองหามาฟังกันยามบ่ายแก่ๆ จิบน้ำชา หรือน้ำอำพันก็ดี กระตุกขานิดๆ โยกหัวหน่อยๆ แล้วค่อยหัวเราะให้กับวันที่มันไม่ย้อนกลับมาแล้ว…ก็เพลินดีนะจะบอกให้

 

ศิลปิน : DEPAPEPE
อัลบัม : DEPAFUYU HARE TOKIDOKI YUKI
แนวดนตรี : ACOUSTIC GUITAR INSTRUMENT
“กีตาร์ 2 ตัว ที่พูดกับคนทั่วโลก”

ใครคนหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า “ดนตรี คือ ภาษาสากล” จนคำๆ นี้ถูกใช้อย่างกว้างขวางทั่วโลก และถ้าใครคนนั้นกลับมาได้ยินบทเพลงจากอัลบัมนี้อีกครั้ง เขาคงอยากจะพูดประโยคเด็ดๆ แบบประมาณว่า

“กีตาร์ก็พูดภาษาสากลได้เหมือนกัน โดยเฉพาะถ้ามันพูดกัน 2 ตัว”

ย้อนกลับไปเมื่อปลายปีที่แล้ว ตอนที่ภาพยนตร์โฆษณาของบริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่งปรากฏบนจอโทรทัศน์ได้ไม่นาน หลายคนถึงกับหลั่งน้ำตาให้กับเรื่องราวอันสุดซึ้งของแม่ต้อย ผู้นิยามคุณค่าชีวิตในรูปแบบใหม่ ถ้าใครยังจำได้ถึงเพลงบรรเลงประกอบที่ทั้งสนุกและชวนติดตาม…นั่นล่ะคือ ฝีมือของนักกีตาร์คู่นี้

ทาคูยะ มิอูระ (เดปาซัง) และโยชินาริ ทาคูโอกะ (เปเป้ซัง) 2 หนุ่มจากเมืองโกเบ แห่งแดนอาทิตย์อุทัย ใช้เวลาวัยเยาว์ขัดเกลาฝีมือกีตาร์ของตน คนหนึ่งเริ่มจากความชอบในวงรอคชื่อดังอย่าง X-JAPAN และอีกคนสืบเชื้อสายจากพ่อผู้เป็นครูสอนกีตาร์ พวกเขาร่วมงานกันตั้งแต่ปี 2002 มีอัลบัมออกมามากมายทั้งบนดินและใต้ดิน แต่ทั้งหมดล้วนเป็นดนตรีในแนวทางอคูสติคกีตาร์ 2 ตัว ไม่มีเสียงร้อง ไม่มีเครื่องดนตรีชนิดอื่น (ถึงมีบ้างก็แค่เล็กน้อยจนแทบไม่ได้ยิน)

ตอนที่พวกเขามารับรางวัลศิลปินหน้าใหม่ที่มีพรสวรรค์ทางดนตรีจากงาน CHANNEL [V] THAILAND AWARDS 2006 เมื่อถูกถามว่าทำไมไม่ร้องเพลงบ้าง เดปาซัง ในอายุ 20 ปีกว่า บอกแบบไม่ลังเลว่า “เพราะผมร้องเพลงไม่เพราะ” ส่วน เปเป้ซัง ผู้มีอายุเกือบ 30 ปีในตอนนั้นก็บอกว่า “ผมก็ร้องแย่เช่นกัน”

ฉะนั้นทุกบทเพลงของพวกเขาจึงรังสรรค์ผ่านกีตาร์โปร่งหน้าตาธรรมดา 2 ตัว คนหนึ่งดีด คนหนึ่งลีด ไม่มีร้อง บางลีลาพวกเขาอาจสาดพรมนิ้วลงบนคอกีตาร์หนักหน่วง เรียกความคึกคักเกินเลยไปบ้าง แต่บางครั้งพวกเขาก็ปล่อยให้ห้วงแห่งทำนองพลิ้วไหวไปอย่างช้าๆ เฉกเช่นสายน้ำอันชุ่มฉ่ำ ที่เพิ่งพัดผ่านให้เราคลายเศร้าใจ

เทคนิคการแต่งเพลงของพวกเขา ก็คือ เมื่อใครคนหนึ่งจับกีตาร์ขึ้นมาเล่น และใครอีกคนเล่นตาม เมื่อนั้นพวกเขาก็จะได้เพลงดีๆ ออกมาจากเสียงหัวเราะและความสนุกสนาน แต่กระนั้นพวกเขาก็ไม่ได้ปล่อยให้อารมณ์นำพาดนตรีจนมีแต่ความพึงใจของตน พวกเขายังได้ผสมเทคนิคซึ่งอาจไม่เพริดแพร้วแพรวพราว แต่ก็ทำเอาผู้ฟังเพลิดเพลินเจริญหูด้วยเช่นกัน

เมื่อตบะกล้าแกร่ง และรู้จังหวะรู้ใจกันมากขึ้น ปี 2007 พวกเขาจึงออกมีนีอัลบัม โดยนำเอาเพลงคลาสสิคของศิลปินระดับโลกอย่าง BACH, BEETHOVEN และ SATIE มาทำใหม่ในสไตล์ของตน สำหรับคนที่เคยฟังบทเพลงอมตะอย่าง CANON IN D MAJOR หากได้มาฟังพวกเขาเล่น คงลืมกลิ่นอายของยุโรปไปเลย

จากนั้นพวกเขาก็ออกอัลบัมในปี 2008 แบบหัวปีท้ายปี มีเพลงฮิทในภาพยนตร์โฆษณาดังที่ได้กล่าวไปแล้ว

จนมาถึงอัลบัมชุดนี้ที่เป็นการรวมเอาบทเพลงไพเราะจากหลายอัลบัมที่ผ่านมา และมีบ้างที่แต่งขึ้นมาใหม่ ทั้งหมด 14 บทเพลง เลือกสรรโดยการคัดเอาเพลงที่ฟังแล้วรู้สึกเย็นสดชื่น ไม่คึกคักแต่ผ่อนคลาย ฟังสบายแต่ไม่น่าเบื่อ อารมณ์รวมของอัลบัมออกแนวเน้นไปในฤดูหนาว รับกับอากาศของญี่ปุ่นตอนออกอัลบัมชุดนี้ ถ้าท่านผู้อ่านหามาฟังหลังจาก CAR STEREO เล่มนี้วางแผงได้ไม่นาน คงช่วยคลายร้อนได้ดีเลยทีเดียว



------------------------------
เรื่องโดย : ปัญญ์
นิตยสาร CAR STEREO ฉบับเดือน เมษายน ปี 2552
คอลัมน์ : แนะนำเพลง
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/MsJR2

Follow autoinfo.co.th