บทความ

เซนิก เซดอีวี เอช 2 เทคนิครถปลอดมลพิษ จาก นิสสัน-เรอโนลต์


หลังจาก นิสสัน ร่วมทุนกับ เรอโนลต์ เมื่อหลายปีก่อน ได้เกิดการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาการในหลายๆ ด้าน ประเด็นหนึ่งที่เป็นเป้าหมายของผู้ผลิตรถยนต์ทั้งหมด มวลรวมของรถยนต์ทั้ง 2 คือ เรื่องสิ่งแวดล้อม ทุกบริษัทต่างพยายามคิดค้น และพัฒนา เพื่อหาหนทางการแก้ปัญหา เพราะรถยนต์เป็นสิ่งที่ก่อมลพิษเคลื่อนที่ได้ตัวฉกาจ

ปัญหาไอเสียที่ปล่อยออกมาจากเครื่องยนต์ ถือว่าเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้โลกร้อนขึ้น ดังนั้นผู้ผลิตรถยนต์ต่างต้องแสดงความรับผิดชอบ และเป้าหมายในการพัฒนารถยนต์ยุคใหม่ คือ รถปลอดมลพิษที่เรียกว่า ซีโร เอมิสชัน เวฮิเคิลส์ (ZERO EMISSION VEHICLES) เป็นรถสำหรับการขับเคลื่อนในยุคต่อไป วันนี้เราจะแนะนำเทคโนโลยีในการขับเคลื่อน ซึ่งไม่นานจากนี้บ้านเราคงจะได้สัมผัสอย่างแน่นอน

นานมาแล้วที่ค่าย เรอโนลต์ แห่งเมืองน้ำหอม ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง แต่ในบ้านเรากลับไม่ค่อยจะได้รู้กันนัก เพราะส่วนหนึ่งเป็นรถที่ไม่ได้ทำตลาดในบ้านเราอย่างจริงๆ จังๆ แต่รู้ไหมว่าเทคโนโลยีต่างๆ เหล่านั้น ไม่ได้เป็นรองผู้ผลิตรถยนต์หลายๆ ทวีปเลย

หลังจาก นิสสัน เข้าร่วมทุนเรียบร้อย ก็ได้มีการพัฒนา โดยใช้เทคโนโลยีทั้งฝั่งยุโรป และญี่ปุ่นเข้าด้วยกัน เป็นการเสริมความแข็งแกร่งเรื่องเทคโนโลยีได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะทั้ง 2 ค่าย ต่างมีจุดแข็ง และจุดด้อยในเรื่องเทคโนโลยีที่แตกต่าง การผสมผสานจุดดีเข้าด้วยกัน จึงกลายเป็นรถยนต์ เซนิก เซดอีวี เอช 2 (SCENIC ZEV H2)

รถรุ่นดังกล่าวเป็นรถพลังงานสะอาดที่อยู่ในกลุ่ม เซดอีวี (ZEV) หรือ ZERO EMISSON VEHICLES หมายถึง รถปลอดมลพิษ ภายใต้เป้าหมายที่ต้องสามารถใช้งานในชีวิตประจำวันได้จริง พลังการขับเคลื่อนใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนเหลว ความจุของถังสามารถทำให้รถขับเคลื่อนได้เฉลี่ยราว 350 กม.

เรื่องของสมรรถนะ ถือว่าไม่ธรรมดา สามารถเร่งจากจุดหยุดนิ่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 14.65 วินาที และไต่เพดานความเร็วสูงสุดได้ถึง 160 กม./ชม. นั่นหมายความว่า รถคันนี้สามารถใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างพอดิบพอดี

รถคันนี้จัดอยู่ในกลุ่มของ ฟิวล์ เซลล์ (FUEL CELL) นั่นก็คือ รถเซลล์เชื้อเพลิง นั่นเอง โดยใช้ไฮโดรเจนเหลวเป็นพลังงานขับเคลื่อน กระบวนการสร้างพลังงานไฟฟ้านั้น ไฮโดรเจนเหลวจะถูกนำไปผ่านกระบวนการทางเคมี เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับป้อนให้กับมอเตอร์ กระบวนการทางเคมีในการผลิตกระแสไฟฟ้า เกิดจากการรวมตัวของ ไฮโดรเจน และ ออกซิเจน ปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นทำให้ได้กระแสไฟฟ้า และน้ำ (H2O) เท่านั้น

กระแสไฟฟ้าส่งไปขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า และสำรองไว้ในแบทเตอรี ส่วนน้ำก็จะถูกปล่อยทิ้งไป ซึ่งไม่เป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมเลย อุปกรณ์สำคัญประกอบไปด้วย ถังไฮโดรเจนคุณภาพสูง สามารถทนความดันถึง 350 บาร์ ความจุแกสเหลวคิดเป็นน้ำหนัก 3.5 กก. น้ำ ส่วนแบทเตอรีแรงเคลื่อนสูงแบบลิเธียม-ไอออน สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า ส่วนตัวเซลล์เชื้อเพลิงนั้นคือส่วนสำคัญในการทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมี ระหว่างไฮโดรเจนกับออกซิเจน ก่อให้เกิดพลังงานไฟฟ้า

ส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนนั้น คือ มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 90 กิโลวัตต์ มอเตอร์ตัวนี้จะรับและแปลงแรงเคลื่อนไฟฟ้าเป็นกระแสไฟฟ้าแรงเคลื่อนสูง เพื่อให้มอเตอร์มีแรงบิดในการฉุดลาก และด้านความปลอดภัยนั้นมีการติดตั้งเซนเซอร์ภายในห้องโดยสาร เพื่อตรวจสอบการรั่วซึมของไฮโดรเจน ข้อด้อยของรถประเภทนี้ ก็คือ เรื่องของน้ำหนักตัวที่ออกจะมากอยู่สักหน่อย

ระบบการทำงานของรถ เซนิก เซดอีวี เอช 2 เหมือนๆ กับรถประเภทเดียวกัน จังหวะที่ต้องการแรงบิดสูงๆ อย่างเช่น ตอนออกตัว หรือตอนขึ้นทางชัน น้ำหนักรถที่ค่อนข้างมาก จะทำให้มอเตอร์ทำงานหนัก เป็นจังหวะที่ต้องใช้กระแสไฟฟ้าสูงมากๆ จังหวะนี้ แบทเตอรี และเซลล์เชื้อเพลิงจะจ่ายไฟให้กับมอเตอร์พร้อมๆ กัน จนกระทั่งจังหวะที่รถลอยตัวแล้วต้องการแรงบิดน้อยลง ระบบแบทเตอรีจะเป็นตัวจ่ายไฟให้กับมอเตอร์โดยตรง เนื่องจากมีความสม่ำเสมอในการจ่ายไฟมากกว่า เซลล์เชื้อเพลิงก็จะผลิตกระแสไฟฟ้าป้อนให้กับแบทเตอรีตลอดเวลา จนกว่าจะเข้าภาวะที่ต้องการแรงบิดสูงอีกครั้ง เช่น จังหวะเร่งแซง อีซียู (ECU) ก็จะสั่งให้เซลล์เชื้อเพลิงจ่ายไฟเพิ่มให้กับมอเตอร์อีกทางหนึ่ง

นอกจากนี้ยังมีระบบการจัดการเพื่อลดการสูญเสียพลังงาน หรือการนำพลังงานที่สูญเสียกลับมาใช้งานใหม่ จังหวะที่ชะลอความเร็ว หรือเบรค มอเตอร์ไฟฟ้าจะกลับขั้ว ทำให้เปลี่ยนหน้าที่จากมอเตอร์ไฟฟ้ากลายเป็นเจเนอเรเตอร์ แรงเฉื่อยของตัวรถที่เกิดขึ้นนั้น จะทำให้มอเตอร์กลายเป็นเจเนอเรเตอร์ผลิตกระแสไฟฟ้าไปเก็บไว้ที่แบทเตอรีอีกทางหนึ่ง เพื่อเปลี่ยนพลังงานจากแรงเฉื่อยในการเคลื่อนที่ของรถกลับเป็นพลังงานไฟฟ้าเพื่อป้อนกลับเข้าสู่แบทเตอรี

ระบบของรถคันนี้จัดว่าเป็นเซลล์เชื้อเพลิงที่ถูกปรับปรุงใหม่ให้มีขนาดกะทัดรัดขึ้น และไม่ซับซ้อน สามารถเพิ่มเนื้อที่ภายในห้องโดยสาร และพื้นที่เก็บสัมภาระให้มากขึ้น คาดว่าในราวๆ 3-4 ปีข้างหน้าจะกระโจนเข้าสู่ตลาดรถยนต์พลังงานทางเลือกอย่างเต็มตัว

รถยนต์ในกลุ่ม เซดอีวี เป็นเป้าหมายในอนาคต ที่ค่ายรถยนต์ต่างให้ความสำคัญ เพื่อให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่ง แต่ที่สำคัญเหนือกว่านั้น คือ เรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคม และแก้ไขปัญหาเชื้อเพลิงจากน้ำมันที่อีกไม่นานนัก ก็น่าจะถึงขั้นวิกฤต ยังมีพลังงานทางเลือกอีกหลากหลาย ที่กำลังรอการพัฒนาให้พร้อมในการใช้งานจริง แต่เกือบจะทั้งหมด มุ่งเน้นไปที่พลังงานไฟฟ้า เพราะสามารถหา และนำมาใช้งานได้ง่าย มีความปลอดภัยสูง

คงต้องติดตามกันต่อไป เพราะต่อนี้ไป เรื่องเหล่านี้จะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปแล้ว



------------------------------
เรื่องโดย : พหล ฯ 30
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน มีนาคม ปี 2552
คอลัมน์ : เทคนิคตีนโต
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/EhfkY
อัพเดทล่าสุด
22 Oct 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
489,000
2.
1,199,000
4.
2,490,000
5.
479,000
6.
939,000
7.
24,500,000
8.
34,000,000
9.
23,795,000
12.
18,900,000
13.
18,999,000
14.
3,199,000
15.
3,399,000
16.
2,549,000
17.
4,499,000
18.
2,299,000
19.
3,199,000
20.
3,299,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th