บทความ

ดาการ์ แรลลี 2009 อาร์เจนตินา-ชิลี


ดาการ์ แรลลี การแข่งขันรถยนต์ประเภทครอสส์คันทรี เริ่มมาตั้งแต่ปี 1979 ได้รับการยกย่องให้เป็นตำนานของการแข่งขันรถยนต์ที่มีความหฤโหดที่สุด ท้าทายความสามารถของนักแข่ง ทีมงาน และเทคโนโลยียานยนต์ของผู้ผลิต ว่าจะสามารถผ่านบททดสอบจากปราการธรรมชาติที่เลวร้าย ฝ่าฟันไปให้ถึงเส้นชัยในท้ายที่สุดได้หรือไม่ !

ดาการ์ แรลลี ครั้งนี้ย้ายสังเวียนชิงชัย จากเดิมที่ออกสตาร์ทจากทวีปยุโรปมุ่งหน้าสู่เมืองดาการ์ ประเทศเซเนกัล ทวีปแอฟริกา มาเป็นทวีปอเมริกาใต้ โดยมีประเทศอาร์เจนตินา และประเทศชิลี เป็นเจ้าภาพ ชื่อการแข่งขันปีนี้เปลี่ยนเป็น “ดาการ์ แรลลี 2009 อาร์เจนตินา-ชิลี” (DAKAR RALLY 2009 ARGENTINA-CHILE) มีขึ้นระหว่างวันที่ 3-18 มกราคม 2552 ที่ผ่านมา รวมระยะทางทั้งสิ้น 9,574 กิโลเมตร โดยแบ่งเป็น 15 สเตจ

การแข่งขันออกสตาร์ท ณ กรุงบัวโนส ไอเรส (BUENOS AIRES) ประเทศอาร์เจนตินา โดย 4 สเตจแรก ใช้พื้นที่แถบฝั่งตะวันออกของประเทศอาร์เจนตินา เป็นสนามทดสอบ สภาพเส้นทางส่วนใหญ่เป็นทุ่งหญ้าโล่ง สลับกับดินลูกรังและก้อนกรวด ซึ่งยังไม่สาหัสมากนัก ถือเป็นการอุ่นเครื่องให้กับนักแข่งและรถยนต์

บททดสอบความทรหดที่แท้จริงมาเริ่มที่ สเตจ 5 เมื่อต้องวิ่งจากฝั่งตะวันออกของประเทศอาร์เจนตินา ข้ามไปฝั่งตะวันตก ผ่านทะเลทรายปาตาโกเนีย (PATAGONIA) ซึ่งสภาพของทรายมีความนุ่มละเอียด จึงเป็นอุปสรรคต่อการนำรถผ่าน ทำให้รถนักแข่งกว่าร้อยคันติดหล่มทรายในสเตจนี้กว่า 24 ชม. ที่ฝ่ายจัดการแข่งขันจะให้ความช่วยเหลือ ทำให้นักแข่งที่รอคอย ต้องทนกับสภาพอากาศที่เลวร้าย ท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนระอุของทะเลทรายในตอนกลางวัน และหนาวถึงขั้นติดลบในตอนกลางคืน โดยที่เจ้าหนึ่ง มานะ พรศิริเชิด นักแข่งหนึ่งเดียวจากประเทศไทย ก็ร่วมชะตากรรมในนั้นด้วย โดยในสเตจนี้มีรถแข่งเพียง 28 คันเท่านั้นที่สามารถผ่านไปได้ ทำให้ฝ่ายจัดการแข่งขันต้องประกาศยกเลิกผลการแข่งขันในสเตจนี้

ด้วยความช่วยเหลือที่ล่าช้าของฝ่ายจัดการแข่งขัน ทำให้รถนักแข่งกว่าร้อยคันไม่สามารถนำรถกลับมาทันเวลาที่จะออกสตาร์ทในสเตจที่ 6 ตามกฎกติกาแล้วต้องออกจากการแข่งขัน แต่ด้วยความโหดของเส้นทางในสเตจที่ 5 ทำให้รถแข่งส่วนใหญ่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ฝ่ายจัดการแข่งขันต้องยกเลิกการแข่งขันสเตจที่ 6 อีกครั้ง เพื่อให้ทีมเซอร์วิศแต่ละทีมนำรถแข่งไปซ่อมแซม เตรียมรับมือกับความโหดในสเตจที่ 7 และจากการประกาศยกเลิกผลการแข่งขันในสเตจที่ 5 และ 6 จึงทำให้รถที่มาสตาร์ทในสเตจที่ 6 ไม่ทัน ยังคงได้ลงแข่งขันต่อไป

ขณะเดียวกันก็เกิดเรื่องสลดขึ้น เมื่อตำรวจท้องถิ่นพบ เทอร์รี ปาสกาล (TERRY PASCAL) นักบิดชาวฝรั่งเศส สังกัดทีม ยามาฮา หมายเลข 192 กลายเป็นศพบนเส้นทางการแข่งขัน หลังจากขาดการติดต่อตั้งแต่ 2 วันแรก สร้างความหดหู่ให้กับเพื่อนนักแข่งด้วยกัน และนี่ก็คือความโหดที่แท้ หนึ่งในมนต์ขลังของการแข่งขันรายการนี้

ในสเตจที่ 7 นักแข่งต้องเผชิญกับสภาพเส้นทางที่หลากหลาย ผ่านทะเลทรายซึ่งว่ากันว่ามีความโหดร้ายกว่าสเตจที่ 5 เสียอีก ทั้งยังวิ่งอยู่บนทางสูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 3,000 เมตร เพื่อข้ามพรมแดนสู่ประเทศชิลี

เมื่อจบสเตจ 7 ผู้ทำเวลารวมดีที่สุด 3 อันดับแรก มาจากทีม โฟล์คสวาเกน ทั้งหมด คือ การ์โลส เซนซ์ (CARLOS SAINZ) นักแข่งชาวสเปน กีเนียล เดอ วิลเลียร์ส์ (GINIEL DE VILLIERS) ชาวแอฟริกาใต้ และมาร์ค มิลเลอร์ (MARK MILLER) ชาวสหรัฐอเมริกา

หลังผ่านศึกหนักมาตลอด 7 วัน รวมระยะทาง 4,956 กม. จากรถผู้เข้าร่วมแข่งขันทั้งหมดทุกประเภทมีประมาณ 500 คัน สามารถผ่านบททดสอบสุดโหดในช่วงครึ่งแรกมาได้เพียง 262 คัน ยังเหลือระยะทางในครึ่งหลังอีกกว่า 4,600 กม.

ในสเตจที่ 8 และ 9 เส้นทางส่วนใหญ่เป็นหินและทรายค่อนข้างแข็ง จึงทำให้นักแข่งสามารถใช้ความเร็วได้อย่างเต็มที่ ก่อนที่จะไปวัดดวงกันที่สเตจ 10 ซึ่งความหฤโหดที่รออยู่เบื้องหน้า คือทะเลทรายอตากามา (ATACAMA) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความร้อนระอุและแห้งแล้งที่สุดในโลก

การขับเคี่ยวแย่งตำแหน่งผู้นำยังคงเป็นไปอย่างดุเดือด ซึ่งโฟคัสไปที่นักแข่งจากทีม โฟล์คสวาเกน ซึ่งมีคะแนนนำอยู่ 3 อันดับแรก โดยยังไม่มีทีมไหนสามารถขึ้นไปเบียดได้ แต่เมื่อจบสเตจที่ 12 ผู้นำกลับถูกเปลี่ยนมือมาเป็น กีเนียล เดอ วิลเลียร์ส์ ส่วนอันดับ 2 คือ มาร์ค มิลเลอร์ จากทีม โฟล์คสวาเกน ทั้งคู่ ส่วนผู้ที่นำมาตั้งแต่แรกอย่าง การ์โลส เซนซ์ รถเกิดปัญหาไม่สามารถแข่งต่อไปได้ ทำให้ รอบบี กอร์ดอน (ROBBY GORDON) จากทีม ฮัมเมอร์ ขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 3 ทันที

สเตจที่เหลือทั้งกลุ่มผู้นำ และนักแข่งที่เหลือต่างได้รับความบอบช้ำทั่วหน้าทั้งรถและคน จึงขับเพียงประคองเพื่อให้ผ่านธงตราหมากรุกที่กรุงบัวโนส ไอเรส ทำให้เมื่อจบการแข่งขันอันดับหัวตารางไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ส่วนเจ้าหนึ่ง มานะ พรศิริเชิด นักแข่งหนึ่งเดียวจากประเทศไทยก็สามารถจบการแข่งขันหฤโหดครั้งนี้ โดยผ่านธงตราหมากรุกมาเป็นอันดับที่ 73 โอเวอร์ออลล์

 

สรุปตารางการแข่งขัน
อันดับ คนขับ/ผู้นำทาง หมายเลข รถ ทีม
1 กีเนียล เดอ วิลเลียร์ส์ 305 โฟล์คสวาเกน ตูอเรก TEAM VOLKSWAGEN MOTORSPORT II
เดิร์ค ฟอน ซิทเซวิทซ์
2 มาร์ค มิลเลอร์ 308 โฟล์คสวาเกน ตูอเรก TEAM VOLKSWAGEN MOTORSPORT I
ราล์ฟ พิทช์ฟอร์ด
3 รอบบี กอร์ดอน 309 ฮัมเมอร์ เอช 3 TEAM DAKAR USA
แอนดี กริเดอร์
4 อีวาร์ เอริค โทลเลฟเซน 327 นิสสัน นาวารา TEAM OVERDRIVE RACING
ควิน อีวานส์
5 คริสสตอฟ ฮอลอว์ซิซ 317 นิสสัน นาวารา TEAM OVERDRIVE RACING
จีน-มาร์ค ฟอร์ทิน
73 มานะ พรศิริเชิด 368 มิตซูบิชิ ปาเจโร TIBAU TEAM/RALLIART
เธียร์รี ลากอมเบร์


------------------------------
เรื่องโดย : ธนกฤต นรพันธุ์พงศ์
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน มีนาคม ปี 2552
คอลัมน์ : เจาะสนามแข่งต่างประเทศ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/7BWZT
อัพเดทล่าสุด
24 Oct 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
489,000
2.
1,199,000
4.
2,490,000
5.
479,000
6.
939,000
7.
24,500,000
8.
34,000,000
9.
23,795,000
12.
18,900,000
13.
18,999,000
14.
3,199,000
15.
3,399,000
16.
2,549,000
17.
4,499,000
18.
2,299,000
19.
3,199,000
20.
3,299,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th