บทความ

ย่ำทะเลหมอก บนยอดดอยอ่างขาง


ดอยอ่างขาง เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่นของจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ใน ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศเหนือราวๆ 137 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นแอ่งเหมือนท้องกระทะหรืออ่าง อยู่บนแนวเทือกเขาตะนาวศรี ติดกับพรมแดนสหภาพพม่า บริเวณอ่างมีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 1,400 เมตร ส่วนยอดดอยสูงสุดสูงถึง 1,928 เมตร

ทริพนี้เป็นการเดินทางสู่ยอดดอยสูงของจังหวัดเชียงใหม่ คณะเราใช้เวลาตลอดทั้งคืนอยู่บนเจ้า มาซดา บีที-50 ที่พาวิ่งห้อตะบึงผ่านเส้นทางสายเอเชีย แม้จะมีสัมภาระมาก แต่ด้วยห้องโดยสารที่กว้างขวางตามแบบฉบับของรถพิคอัพสมัยใหม่ จึงไม่ทำให้เมื่อยล้าแต่อย่างใด เรามาเลี้ยวซ้ายอีกครั้งที่จังหวัดลำปาง เพื่อตัดเข้าทางหลวงหมายเลข 11 มุ่งหน้าสู่ตัวเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะตัดเข้าทางหลวงหมายเลข 107 มุ่งตรงสู่อำเภอฝาง ใช้เวลาอีกเกือบ 2 ชั่วโมง ก่อนจะถึงจุดหมายแรกของการเดินทาง

แม้ว่าก่อนเดินทางเราจะได้ตั้งเข็มทิศการเดินทางชี้ไปที่ดอยผ้าห่มปก แต่ตอนที่เราไปถึงนี้สิ กลับมีฝนตกลงมา แม้จะไม่มากมายนัก แต่ก็พอทำให้เส้นทางลูกรังที่มีความชันและแคบนั้นลื่น เจ้าหน้าที่จึงไม่อนุญาตให้ขึ้น เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายได้ แต่ความต้องการที่จะท้าทายลมหนาว มันอัดอั้นมาตลอดทั้งปี เกินกว่าจะหันหลังกลับได้ ที่สำคัญภูมิประเทศในแถบนี้ ก็มียอดดอยสูงอยู่มากมาย ทั้งยังมีความหนาวเหน็บและสวยงามไม่แพ้กัน เป้าหมายของเราจึงถูกเบนเข็มไปที่ดอยอ่างขางแทน

เมื่อหันหลังออกจากอุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก เราแวะเข้าตลาดสดที่ตัวอำเภอฝาง เพื่อซื้อข้าวสาร เนื้อสัตว์ ซอสปรุงรส และของใช้ที่จำเป็น ส่วนผักต่างๆ นั้น บนดอยอ่างขางมีจำหน่ายให้นักท่องเที่ยวอยู่แล้ว ทั้งสดและปลอดสารพิษ ไม่จำเป็นต้องหิ้วขึ้นไป หลังจากหาซื้อเสบียงได้มากพอที่จะเลี้ยงชีพทั้งคณะได้ประมาณ 2 วัน เราจึงวิ่งย้อนกลับตามทางหลวงหมายเลข 107 แวะเติมน้ำมันและเชครถเพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างพร้อม

กายพร้อม ใจพร้อม และรถพร้อม พวงมาลัยรถจึงเริ่มหมุนเลี้ยวขวาตรง กม. ที่ 137 เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1249 เป็นเส้นทางที่ได้รับการยกยอว่ามีความชันและหวาดเสียวที่สุดอีกแห่งหนึ่งของเมืองไทย เห็นป้ายบอกระยะทางถึงดอยอ่างขางอีก 25 กิโลเมตร เสียงจากหัวใจที่พองโต ดังเสียยิ่งกว่ากลองศึกลั่น เลือดลมแผ่ซ่านไปทั่วอณู กระตุ้นให้ร่างกายกลับมากระฉับกระเฉงอีกครั้ง เมื่อวิ่งจากปากทางมาได้เกือบๆ 10 กิโลเมตร ก้มมองดูจีพีเอสบอกระดับความสูงขณะที่อยู่นี้เพียงไม่กี่ร้อยเมตร แต่เหลือระยะทางให้เราได้ไต่ความสูงขึ้นไปแตะในระดับ 1,400 เมตร อีกเพียง 10 กิโลเมตรกว่าๆ เท่านั้น คงพอจะนึกภาพออกว่าเส้นทางจะมีความชันและคดโค้งขนาดไหน

ขณะที่ไต่ระดับความสูงขึ้นเรื่อยๆ เสียงเครื่องยนต์ รหัส MZR-CD ที่มีขนาดความจุ 3.0 ลิตร ของเจ้า มาซดา บีที-50 ยังคงทำงานเต็มประสิทธิภาพ ห้องโดยสารเก็บเสียงไม่ให้เล็ดลอดเข้ามารบกวนสมาธิขณะขับ แม้จะโค้งหนัก ขึ้นทางชันขนาดไหน ยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นเพราะมีฝูงม้าตัวล่ำๆ อยู่มากถึง 156 ตัว และให้แรงบิดถึง 38.7 กก.-ม. จึงทำให้เครื่องยนต์ทำงานที่รอบไม่สูงนัก ง่ายต่อการควบคุม

สมาธิของผมยังคงแน่วแน่กับเส้นทาง มือบังคับรถให้เลี้ยวซ้ายที ขวาที ไต่ขึ้นไปตามไหล่เขา จนจำไม่ได้แล้วว่าผ่านมากี่โค้ง และใช้เวลานานเท่าใด แต่ด้วยความงามของทิวทัศน์ทั้ง 2 ข้างทางนั้น ช่วยทำให้การขับขี่ไม่น่าเบื่อเลยแม้แต่น้อย

เมื่อมาถึงด่านไม้กั้นของเจ้าหน้าที่ทหาร ก็เป็นสัญญาณบอกว่าคณะเราได้ขึ้นมาถึงบนยอดดอยแล้ว เราวิ่งเลยผ่านจุดกางเทนท์มุ่งตรงสู่หมู่บ้านคุ้ม ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กับสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง โดยเป็นแหล่งจับจ่ายของนักท่องเที่ยว มีของฝากมากมายให้เลือกซื้อ รวมทั้งผักชนิดต่างๆ ก่อนจะวกกลับมาบริเวณลานกางเทนท์จุดพักของคณะเราในคืนนี้

หลังอาหารมื้อเย็นข้างๆ กองไฟ อาการอ่อนล้าจากการเดินทางตลอด 1 คืน กับอีก 1 วัน ส่งผลทำให้หนังตาเริ่มไม่ยอมทำงาน คอยจะริบหรี่ลงทุกขณะ เราจึงใช้เวลานั่งสนทนากันไม่นานนัก ก่อนจะแยกย้ายกันเข้านอน แต่ก็ไม่ลืมที่จะเชคอุณหภูมิดู แม้ไม่ใช่ช่วงที่หนาวเย็นที่สุดของฤดูแต่ตัวเลขก็บอกไว้ที่ 12 องศาเซลเซียส เวลาในตอนนี้ประมาณ 3 ทุ่มเศษๆ คิดในใจว่าคืนนี้ต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียสแน่นอน เสื้อไหมพรมและถุงนอนคู่กาย คงได้ใช้งานอีกครั้ง

ความเงียบสงัดของผืนป่าและความหนาวเหน็บของอากาศ ทำให้เช้านี้แทบจะไม่อยากลุกออกจากเทนท์ แต่เมื่อมีทะเลหมอกรออยู่เบื้องหน้า คงไม่มีใครอยากพลาด เพราะกว่าจะมาถึงที่นี่ต้องดั้นด้นเดินทางจากเมืองหลวงมาหลายร้อยกิโลเมตร

จากที่พักใช้เวลาประมาณ 10 นาที ก็มาถึงจุดชมวิวกิ่วลม ซึ่งอยู่ทางด้านซ้ายมือ ก่อนถึงทางแยกไปหมู่บ้านนอแล ของชาวเขาเผ่าปะหล่อง และบ้านขอบด้ง ของเผ่ามูเซอ สามารถชมวิวได้ทั้งพระอาทิตย์ขึ้นและตก มองเห็นทิวเขารอบด้าน

เมื่อลงจากรถก้าวแรก ก็ได้รับการต้อนรับด้วยสายลม ที่หอบเอาไอหมอกมาปะทะใบหน้าเป็นระลอกๆ ความหนาวเหน็บที่อยากสัมผัส สมดังปรารถนา เบื้องหน้าเต็มไปด้วยทะเลหมอกสีขาวบริสุทธิ์ดั่งปุยนุ่น กว้างไกลมองสุดลูกหูลูกตา แสงแรกจากพระอาทิตย์บัดนี้ได้ฉาบลงบนผืนพรมสีขาวประกายแสงทองระยิบระยับ เหมือนยืนอยู่บนสวรรค์ชั้นวิมาน กาแฟร้อนๆ ที่ชงใส่ขวดเก็บความร้อนก่อนมา ถูกเทลงแก้วแบ่งสันกันไป ส่งกลิ่นหอมโชยไปตามลมให้คนรอบข้างพอได้อิจฉาเล่นๆ

สิ่งเหล่านี้ คือ ความสุขที่นักเดินทางล้วนแสวงหา แม้หลายคนจะเคยสัมผัสมานักต่อนักแล้วก็ตามที แต่ทุกครั้งที่อยู่ในบรรยากาศแบบนี้ ก็ไม่เคยรู้สึกถึงความเบื่อหน่ายเลยแม้สักครั้ง ถึงจะเหนื่อยจากการเดินทางขนาดไหน ก็คุ้มค่าทุกครั้งเมื่อถึงจุดหมาย นี่แหละที่เขาเรียกว่า วิถีของนักเดินทาง

การเดินทางครั้งนี้แม้จะได้เสพกับความหนาวถึงใจ และความงามน่าพิสมัย แต่นักเดินทางอย่างผมก็ไม่เคยรู้สึกอิ่มหนำและเบื่อหน่ายกับการเดินทาง เมื่อความอยากยังมีมากอยู่ เข็มทิศของการเดินทางจึงเริ่มทำงานอีกครั้ง ที่แห่งใหม่นี้ได้ถูกกล่าวขานจากนักเดินทางคนแล้วคนเล่าตลอดระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา ว่ามีความสวยงามไม่แพ้ที่ใด แต่ก่อนที่จะได้สัมผัสกับความงามเหมือนในเทพนิยายนั้น ต้องผ่านกับบททดสอบบนเส้นทาง 2 โค้ง (ซ้าย/ขวา) อีกเกือบ 2,000 ครั้งตลอดทาง ที่แห่งนั้น คือ ปางอุ๋ง ซึ่งได้รับการขนานนามว่า สวิทเซอร์แลนด์เมืองไทย นั่นคือจุดหมายครั้งใหม่ของการเดินทางต่อจากนี้ (ติดตามต่อฉบับหน้า)

ขอบคุณ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด สนับสนุนการเดินทาง

สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง (ดอยอ่างขาง) เป็นสถานีวิจัยแห่งแรกของโครงการหลวง ตั้งอยู่บนเทือกเขาตะนาวศรี ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,400 เมตร และมียอดดอยสูงที่สุดถึง 1,928 เมตร พื้นที่รับผิดชอบประมาณ 26.52 ตารางกิโลเมตร หรือ 16,577 ไร่ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พศ. 2512 ตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ที่ว่า “ให้เขาช่วยตัวเอง” เปลี่ยนพื้นที่จากไร่ฝิ่น มาเป็นแปลงเกษตรเมืองหนาวที่สร้างรายได้ดีกว่าเก่าก่อน

ปัจจุบันเปลี่ยนสภาพจากภูเขาที่ถูกตัดไม้ทำลายป่า มาเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์ไม้ผลกว่า 12 ชนิด ผักเมืองหนาวกว่า 60 ชนิด และไม้ดอกเมืองหนาวมากกว่า 20 ชนิด สภาพอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี มีชาวไทยภูเขาเผ่าจีนฮ่อ ไทยใหญ่ มูเซอดำ และปะหล่อง อาศัยอยู่โดยรอบกว่า 600 ครัวเรือน ใน 6 หมู่บ้าน

 

การเดินทาง

จากเชียงใหม่ ใช้ทางหลวงหมายเลข 107 ทางแยกเข้าดอยอ่างขาง มี 2 เส้นทาง คือ แยกซ้ายที่ กม. 79 เป็นเส้นทางใหม่ที่ไม่ชันมากแต่ทางจะเปลี่ยวหน่อย มีระยะทางประมาณ 50 กม. อีกเส้นทางหนึ่ง คือ แยกที่ กม. 137 มีระยะทางประมาณ 25 กม. เป็นเส้นทางที่สั้นแต่ชันมาก ทั้ง 2 เส้นทางได้มีการลาดยางอย่างดี รถยนต์ส่วนตัวสามารถไปได้ ไม่ว่าจะเป็น เก๋ง พิคอัพ หรือรถตู้ ส่วนนักเดินทางที่ไม่มีรถยนต์ก็สามารถนั่งรถ 2 แถว หรือเหมารถขึ้นไปได้



------------------------------
เรื่องโดย : ขุนเดช หมื่นลี้
ภาพโดย : เอกลักษณ์ จุลสุคนธ์
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน มีนาคม ปี 2552
คอลัมน์ : ชีวิตอิสระ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/1XYde

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด
18 Oct 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
489,000
2.
1,199,000
4.
2,490,000
5.
479,000
6.
939,000
7.
24,500,000
8.
34,000,000
9.
23,795,000
12.
18,900,000
13.
18,999,000
14.
3,199,000
15.
3,399,000
16.
2,549,000
17.
4,499,000
18.
2,299,000
19.
3,199,000
20.
3,299,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th