บทความ

60 ปี กรุงเทพ ฯ


เมื่อ 60 ปีมาแล้ว ผมเข้ามาเรียนหนังสือที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เชิงสะพานพุทธเริ่มเป็น “ชาวกรุง” ตั้งแต่นั้นมา

บ้านพักหลังแรก เป็นบ้านเช่าอยู่ฟากถนนอรุณอมรินทร์ แถวบ้านขมิ้น ใกล้กับโรงพยาบาลศิริราช ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เส้นทางไปโรงเรียนของผม เดินด้วยเท้าจากบ้าน มาขึ้น“เรือหัวเกี๊ยะ” ข้ามฟากที่ท่าน้ำพรานนก ไปท่าช้างวังหลวง ฝั่งกรุงเทพ ฯ

จากนั้นก็อาศัยการขนส่งระบบราง คือ รถราง จากสถานีท่าช้างวังหลวง ผ่านท่าราชวรดิฐท่าเตียน โรงเรียนราชินีล่าง ปากคลองตลาด และเชิงสะพานพุทธ

อาคารเรียนของโรงเรียนสวนกุหลาบ ทอดตัวยาวคู่ขนานไปกับวัดเลียบ ซึ่งมีการไฟฟ้าเป็นหน่วยราชการ เพื่อนบ้าน เรียกกันว่า “การไฟฟ้าวัดเลียบ”

“รถราง” หรือ “ทแรมเวย์” (TRAMWAY) ความภาคภูมิใจของชาวสยาม ก่อตั้งโดยชาว เดนมาร์ค เริ่มตั้งแต่ปี 2431 ในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นประเทศแรกในทวีปเอเชีย

สิ่งที่ประทับใจคนโดยสารรถรางอย่างผมขณะนั้น คือ ได้เห็นประกายไฟฟ้าบนหลังคารถรูปลักษณะโค้ง ซึ่งชาวกรุง เรียกรถรางว่า “ไอ้โม่ง” ทุกครั้งที่ “ลูกรอก” บนหลังคาแล่นผ่านลูกถ้วยไฟฟ้าจากเสาไฟฟ้าแต่ละต้น

รถรางชาวสยามมี 2 ระบบ แรกทีเดียวเป็น “รถรางม้าลาก” เป็นรถรางที่ใช้ม้าเทียมไว้ด้านหน้าของตัวรถ ต่อมาเป็น “รถรางไฟฟ้า” ซึ่งเริ่มกิจการได้ในเดือนพฤษภาคม ปี 2437

ระยะที่ผมอาศัยรถราง ซึ่งเป็นกิจการอยู่ภายใต้การดำเนินการของบริษัท การไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด สังกัดกรมโยธาเทศบาล กระทรวงมหาดไทย

กรมโยธาเทศบาล เป็นตึกตระหง่านอยู่ผ่านฟ้า ส่วนกระทรวงมหาดไทยอยู่ย่านถนนตะนาวศรี มีกระทรวงกลาโหมกับศาลหลักเมือง และวัดพระแก้วเป็นเพื่อนบ้าน

บริษัท การไฟฟ้า ฯ เริ่มเป็นเจ้าของรถรางตั้งแต่มกราคม ปี 2493 ดูแลให้ความสะดวกในขณะผมเริ่มเป็นนักศึกษาคณะพาณิชยศาสตร์ และการบัญชีของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ท่าพระจันทร์

รถรางแล่นไปทั่วกรุงเทพ ฯ ประกอบด้วยตัวรถสองโบกี มีพนักงานขับรถยืนขับจับพวงมาลัยก้านอยู่หัวรถ เสียงกระดิ่งสัญญาณดังกึง-กึง เกิดจากการกระแทกสัญญาณด้วยรองเท้าของคนขับรถลงไปที่พื้น และในคันเดียวกันแท้ๆ แต่สามารถขับได้ทั้งหน้าและหลัง แต่ต้องพึ่งพาการสลับสับเปลี่ยนหน้าที่ของลูกรอกบนหลังคา กลับไปกลับมาได้ตามความประสงค์

รถรางสายที่ผมใช้เดินทางไปโรงเรียนสวนกุหลาบ เป็นประจำ เป็นรถรางสายรอบเมืองวิ่งผ่านท่าพระจันทร์ มาจากตลาดบางลำพู ถ้าผมจะไปบางลำพูก็ด้วยรถรางสายนี้ แต่ถ้าจะไปเยาวราช-ราชวงศ์ ผมต้องอาศัยรถรางสายสามเสน

เป็นศิลปะอย่างหนึ่งในการวางรางรถ เพราะชาวกรุงทั้งหลายไม่รู้สึกเดือดร้อนในการเดินทางไปทั่วกรุงเทพ ฯ

ชาวกรุงสมัยนั้นจะไปตลาดบางลำพู ก็ต้องรถราง จะไปซื้อทอง กินข้าวจีน ก็ต้องรถรางจะไปลงเรือไอท่าเตียน ก็ต้องรถราง บ้านนอกอย่างผมเป็นหนี้บุญคุณรถราง ล้นเหลือสมัยเรียนรร. สวนกุหลาบ ก็เริ่มรู้สึกว่า กรุงเทพ ฯ เป็นเมืองกว้างใหญ่ ไปเที่ยวบ้านเพื่อนด้วยรถรางจากเฉลิมกรุงไปถึงถนนตก รู้สึกว่าเป็นการเดินทางอันยาวนานเสียเหลือเกิน

ผมเรียนหนังสือที่รร. สวนกุหลาบ ได้ 2 ปี ถึงปี 2493 ก็เข้าธรรมศาสตร์ได้ ใช้รถรางเป็นยานพาหนะ สลับกับรถเก๋งทรงแตงโมของเพื่อน กับรถ เฟียต เล็ก ก็ของเพื่อนอีกนะแหละ

รถเก๋งก็เป็นเรื่องแปลกสำหรับบ้านนอกอย่างผม เพราะยามนั้นไม่มีใครในกรุงเทพ ฯ รู้จักแอร์คอนดิชัน รถเก๋งมีหน้าต่างเล็ก ด้านหน้าเรียกว่า “หูช้าง” เวลาขับก็ต้องหันหูช้างให้ได้มุมรับลมเข้ามาภายในตัวรถ

นอกจากรถเก๋ง ต่อมาผมก็อาศัยรถเมล์ประจำทาง เริ่มตั้งแต่สมัยติดเครื่องยนต์ด้วยการปั่นที่ท้ายรถ

รถเมล์ที่จำได้มี รถเมล์บุญผ่อง รถเมล์ขาว จนถึง รถ รสพ. ซึ่งวิ่งถนนเจริญกรุง และเป็นสายรถเมล์ประจำทางที่ผมอาศัยจากท่าช้างวังหลวงไปเยาวราช-ราชวงศ์ เพื่อไปดูหนังฝรั่งที่โรงภาพยนตร์ศรีเยาวราช และศรีราชวงศ์

รถ รสพ. เป็นปรากฏการณ์เกี่ยวกับการขนส่งระบบล้อที่น่าตื่นเต้นของชาวกรุง วิ่งระเบิดเถิดเทิงอลหม่านอยู่ทุกวัน ด้วยการตะโกนแย่งผู้โดยสาร จอดป้ายไหนก็จะมีเด็กประจำรถลงมาเรียกคนโดยสารเป็นประจำทุกป้าย

วันหนึ่งขับท่าไหนไม่ทราบ ทับคนตาย และคนที่ตายก็เป็นพระ รถ รสพ. ก็เลยถูกเรียก“รถสังหารพระ”

สู้รถรางของผมไม่ได้ วิ่งยังไงก็ไม่มีเรื่อง เป็นยานพาหนะที่โก้เก๋ อยากแสดงตัวว่ารวยหรือล่ำซำก็ต้องนั่งชั้นที่หนึ่ง แต่ถ้าไม่รวยจริงก็ต้องชั้นประหยัด จำนวนพลเมืองของกรุงเทพ ฯ สมัยนั้น ยังไม่หนาแน่น สองโบกีก็รับผู้โดยสารพอเพียง อนุญาตให้ยืนได้แต่ต้องระวังอย่าให้พลัดตกเวลาที่รถรางเข้ารางหลีก หรือเลี้ยวโค้ง

ห้องโดยสารชั้นที่หนึ่งอยู่ด้านหน้า ที่นั่งมีเบาะที่นั่งอย่างดี คลุมด้วยผ้าสีขาว เดินขอบผ้าคลุมด้วยสีน้ำเงินวางเรียงไปตามทางยาวของตัวรถ

ผมจำไม่ได้ว่าค่าโดยสารเท่าไร ดูเหมือนจะ 25 สตางค์ สำหรับชั้นสอง และชั้นหนึ่งก็ 50 สตางค์ อะไรทำนองนั้น

ยานขนส่งระบบล้ออีกชนิดหนึ่งของกรุงเทพ ฯ เมื่อ 60 ปีที่แล้ว คือ สามล้อถีบ คนที่นั่งสามล้อได้ ถือว่าเป็นคนพอมีอันจะกิน เพราะแพงกว่ายานโดยสารอย่างอื่น

ถ้าจะลำดับชั้นยานโดยสารกันแล้ว ชาวกรุง ต่ำสุดก็รถราง ขึ้นมาเป็นรถเมล์ สามล้อถีบจนถึงรถแทกซี

ประสบการณ์ในการโดยสารรถสามล้อถีบของผม ทั้งนั่งไขว่ห้างอย่างสบาย จนถึงนั่งหนาวหลบฝนกับหญิงสาว กอดกันกลมไม่มีใครเห็น เพราะมีผ้าใบคลุมทั้งด้านข้างด้านหลัง และด้านหน้า

สามล้อถีบจะลำบากทุกครั้งเมื่อจะต้องขึ้นสะพานสองสะพานของกรุงเทพ ฯ หนักขนาดเบาก็เป็นสะพานกษัตริย์ศึก หนักขนาดหนัก ก็คือ สะพานพุทธ ต้องมีเด็กรับจ้างช่วยเข็นสามล้อขึ้นสะพานทุกเที่ยว

กรุงเทพ ฯ เมื่อ 60 ปี มีสภาพเมืองเป็น TWO CITIES คือ มีฝั่งพระนคร และฝั่งธนบุรี โดยมีแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเส้นแบ่งเขตแดน พรมแดนระหว่างจังหวัดอยู่ที่สะพานพุทธ ผ่านไปมาได้โดยไม่จำเป็นต้องมี “บอร์เดอร์ พาสส์”

คนฝั่งธนบุรี จะไปกรุงเทพ ฯ ก็ต้องสะพานพุทธ คนฝั่งพระนคร จะข้ามไปฝั่งธนบุรีก็ต้องสะพานพุทธ ทั้งสองกรณีนี้หมายถึงไม่ใช้บริการเรือหัวเกี๊ยะข้ามฟาก

เรือข้ามฟาก ขณะนั้นใช้เรือยนต์ หัวเรือมีรูปร่างเหมือนเกี๊ยะ ก็เลยถูกเรียกว่าเป็นเรือหัวเกี๊ยะ จากท่าพระจันทร์ไปท่าศิริราช ไปท่าบางกอกน้อย ไปท่าพรานนก ไปท่าวัดระฆัง ก็เยอะแยะ ส่วนจากฝั่งธนบุรี ก็มาที่ท่าพระจันทร์เป็นท่าหลัก ถัดไปก็เป็นท่าช้างวังหลวง ท่าช้างวังหน้า ท่าพระอาทิตย์

กลับมาเรื่องรถราง ซึ่งชาวกรุง รู้จักดีก็สายถนนเจริญกรุง อันเป็นถนนสายเดียวที่ชาวกรุงคุ้นเคยมาก เพราะเป็นถนนสายแรกของเมือง

ถนนเจริญกรุง มีทุกอย่างของเมือง มีศาลาเฉลิมกรุง มีตลาดบ้านหม้อ ขายเครื่องเพชรผ่านสี่กั๊กพระยาศรี มีเวิ้งนาครเขษม มีศาลาเฉลิมบุรี ไปจนถึงถนนตก

รถรางหมดอายุลงในปี 2511 สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นผู้นำรัฐบาล เริ่มสร้างเมืองให้เจริญทันสมัย

ผมเห็นว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายมากที่กรุงเทพ ฯ ขาดรถราง อันเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของเมืองถ้าอยู่ถึงวันนี้ก็คงเป็นของเก่าที่มีคุณค่ามหาศาล แม้กรุงเทพ ฯ วันนี้มีรถรางไฟฟ้า แต่ก็ไม่ใช่ของแท้ เป็นรถรางเทียมถูกจำลองขึ้นมาเพื่อการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ

อย่างน้อยหนึ่งสายรถราง ก็น่าจะอยู่คู่กับกรุงเทพ ฯ เหมือนซานฟรานซิสโกของสหรัฐ ฯ มีรถรางไฟฟ้ายังไงยังงั้น

ปิดท้ายจำได้แม่น วันหนึ่งผมขึ้นรถรางที่ท่าช้างวังหลวง ยืนอยู่ชั้นสองเพื่อไปโรงเรียนสวนกุหลาบตามปกติ มีพลทหารเรือคนหนึ่งยืนมองผม ครั้นสายตาของเราพบกัน เขาก็มีตาสีขุ่นขึ้นมาทันที พร้อมกับตวาดใส่ผมว่า

“มองอะไรวะ เดี๋ยวกูเตะตกรถเลย”



------------------------------
เรื่องโดย : บรรเจิด ทวี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มีนาคม ปี 2552
คอลัมน์ : เล่นท้ายเล่ม
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/eihV5
อัพเดทล่าสุด
23 Oct 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
489,000
2.
1,199,000
4.
2,490,000
5.
479,000
6.
939,000
7.
24,500,000
8.
34,000,000
9.
23,795,000
12.
18,900,000
13.
18,999,000
14.
3,199,000
15.
3,399,000
16.
2,549,000
17.
4,499,000
18.
2,299,000
19.
3,199,000
20.
3,299,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th