บทความ

มีนี คูเพอร์ ไฟฟ้าล้วน


ผมเป็นคนที่ไม่ให้ความสำคัญและความหวังกับรถไฮบริดนัก เพราะเมื่อพิจารณาคุณสมบัติโดยรวมทุกๆ ด้านแล้ว ข้อดีไม่มากกว่าข้อเสียในระดับที่จะเป็นรถสำหรับอนาคตได้

รถไฮบริดได้เปรียบรถใช้เครื่องยนต์ล้วน เมื่อใช้งานในเมือง เพราะสามารถเอาพลังงานที่จะสูญเสียไปในตอนเบรค มาป้อนเป็นพลังงานไฟฟ้าให้แก่แบทเตอรี ไว้ใช้ในการเร่งความเร็วครั้งต่อไป การลดความสูญเสียพลังงานส่วนนี้ ก็คือ ส่วนที่เราประหยัดเชื้อเพลิงได้นั่นเองครับ

ถ้าไม่มีการเบรค เช่น เมื่อขับรถความเร็วคงที่นอกเมือง หรือเมื่อเดินทางไกล ข้อได้เปรียบของรถไฮบริดก็หมดไปทันที หรือถ้าใช้งานแบบผสมกัน คือ ทั้งในเมืองและนอกเมือง ข้อได้เปรียบของรถไฮบริดในเรื่องประหยัดค่าเชื้อเพลิง ก็จะเหลือไม่มากพอที่จะเลือกใช้ เมื่อเทียบกับรถเครื่องยนต์ดีเซล

รถไฮบริดที่ได้เปรียบจริงในระดับที่คุ้มค่า ต้องเป็นรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก มีเครื่องยนต์สำรองไว้ เมื่อต้องการใช้กำลังสูง เช่น ตอนเร่งความเร็ว หรือเมื่อระยะทางที่ใช้งานยาวนานจนพลังงานไฟฟ้าในแบทเตอรีไม่พอ นอกเหนือจากที่ว่านี้ ใช้พลังงานไฟฟ้าล้วนที่ได้จากการ “อัด” หรือประจุไฟฟ้าตามบ้านที่เราใช้กันอยู่นี่แหละครับ โดยอาศัยหลักการที่ว่า พลังงานไฟฟ้าที่เราซื้อใช้ ถูกกว่าพลังงานที่อยู่ในน้ำมันเชื้อเพลิง

ผลพลอยได้ที่ตามมาก็คือความเงียบ เพราะไม่ต้องให้เครื่องยนต์ทำงาน และไม่มีสารพิษจากไอเสีย เพราะไม่มีการปล่อยไอเสีย ในช่วงที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวสิ่งที่เจ้าของรถต้องทำ คือ การอัดไฟเมื่อกลับถึงบ้าน ทิ้งไว้ทั้งคืน เช้าขึ้นมาก็ปลดออกรถแบบนี้เราเรียกว่ารถไฮบริดแบบเสียบพลัก หรือ PLUG-IN ครับ

และถ้าแน่ใจว่าเป็นการใช้งานในเมืองล้วน หรือผสมกับนอกเมือง แต่ระยะทางในแต่ละวันไม่ยาวนัก เช่น ไม่เกิน 80 ถึง 100 กม. ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องยนต์มาเป็นหน่วยกำลังสำรองเมื่อเอาเครื่องยนต์ออก รถไฮบริดแบบอัดไฟฟ้าที่บ้านหรือที่ใดก็ตาม ก็จะกลายเป็น “รถไฟฟ้า”ที่ปราศจากมลพิษ และเสียงรบกวน และผมเชื่อว่าจะเป็นรถแห่งอนาคต ถ้าเป็นการใช้งานในเมืองล้วนๆ ผมเคยแนะนำรถไฟฟ้าชื่อ เตสลา มาแล้ว เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นรถสปอร์ท 2 ที่นั่ง สมรรถนะสูงมาก อัตราเร่งอยู่ในระดับเดียวกับรถสปอร์ทราคาสูง ที่ใช้เครื่องยนต์

คนเรามีความรู้ มีฝีมือดีอย่างเดียวยังไม่พอครับ ในการที่จะประสบความสำเร็จ ต้องมีโชคดีมาเสริมด้วย ทีมผู้พัฒนา เตสลา มีแต่อย่างแรกครับ เพราะพอจะได้นายทุนมาสนับสนุนก็เกิดวิกฤติการเงินในสหรัฐอเมริกาพอดี นายทุนที่พร้อมมีอยู่มากมาย แต่ยังไม่มีนายทุนที่กล้าเสี่ยงลงทุนกับโครงการนี้ เพราะจำนวนลูกค้าศักยภาพพอ หดหายไปเหลือไม่ถึงครึ่งของที่ประมาณการไว้

น่าเสียดายมากครับ สำหรับผลงานคุณภาพสูงระดับนี้ แม้ เตสลา จะเป็นรถสปอร์ทราคาสูงที่ไม่ใช่สินค้าสำหรับคนส่วนใหญ่ก็ตาม

เดือนนี้เลยขอเอารถไฟฟ้าระดับ “ติดดิน” มาแนะนำบ้าง ไม่ใช่โครงการเพ้อฝัน หรือสร้างภาพลวง แบบของผู้สมัครชิงผู้ว่า ฯ กทม. แต่เป็นโครงการจริงจัง ของบริษัทรถชั้นนำของโลก คือ บีเอมดับเบิลยู โดยใช้รถ มีนี คูเพอร์ เอส จำนวน 500 คัน มาดัดแปลงเป็นรถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วน เป็นทั้งการทดสอบและเป็นโครงการนำร่องไปในตัวด้วย

ตลาดใหญ่ที่สุดของ บีเอมดับเบิลยู คือ สหรัฐอเมริกา จึงต้องไปนำเสนอกันถึงที่ โดยเปิดตัวในงานมหกรรมยานยนต์ลอสแองเจลิสที่ผ่านมา หลังจากนั้นจะเปิดให้ผู้สนใจและมีความพร้อมได้ลองใช้ “มีนี ไฟฟ้า” นี้ ที่ผมบอกว่าต้องมีความพร้อมด้วยนั้น คือ ต้องเสียค่าธรรมเนียมใช้หรือค่าเช่า หรือที่เรียกว่าอะไรก็ตาม เดือนละ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ ฯ ผมเชื่อว่าบริษัทอาจจะไม่ได้ต้องการเงินส่วนนี้ แต่ที่ต้องเก็บ คงเป็นเพราะต้องการคัดสรร ให้ได้ลูกค้าที่สนใจและมีความตั้งใจจริงเท่านั้น ขืนให้ฟรี พรึบเดียวก็คงเกลี้ยง แล้วคงมีจำนวนไม่น้อยที่เอาไป “ถลุง”

มอเตอร์ไฟฟ้า 150 กิโลวัตต์ (ประมาณ 204 แรงม้า) ถูกนำมาวางแทนที่เครื่องยนต์ เกียร์ใช้ของรุ่น คูเพอร์ เอส เดิม แต่ผ่าแล้วรื้อเอาชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็นออก เหลือเพียงเกียร์ 2 เท่านั้นเพราะมอเตอร์ไฟฟ้าให้แรงบิดได้ตั้งแต่ตอนเพลาเริ่มหมุน หรือแม้แต่ยังไม่หมุน แล้วหมุนได้ 1 หมื่นกว่ารอบต่อนาทีอย่างสบายๆ โรงงานจำกัดความเร็วไว้ที่ 152 กม./ชม. ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับรถไฟฟ้า

แบทเตอรีที่ใช้เป็นแบบทันสมัยรุ่นล่าสุด คือ ลิเธียม-ไอออน จำนวน 18,650 ก้อน แต่ละก้อนมีแรงเคลื่อนไฟฟ้า 3.7 โวลท์ เชื่อมต่อกันเป็นชุด รวม 5,088 ชุด รวบเป็นหน่วยละ 106 ชุด ได้ 48 หน่วย แล้วบรรจุไว้ตรงที่เป็นเบาะหลังของรุ่นใช้เครื่องยนต์ ได้พลังงานเมื่ออัดไฟเต็ม 35 กิโลวัตต์ชั่วโมง โรงงานจำกัดให้ใช้แค่ 80 % ของประจุเต็มเพื่อไม่ให้อายุใช้งานของแบทเตอรีสั้น ก็ยังเพียงพอสำหรับระยะทาง 250 กม.

ลองหักออกสัก 20 % ให้น่าเชื่อถือขึ้นก็ยังเหลือ 200 กม. ครับ เหลือเฟือสำหรับการใช้งานในเมือง ในแต่ละวัน ที่สามารถทำระยะทางได้ขนาดนี้ เพราะรถนี้มีการใช้มอเตอร์ช่วยเบรคทุกครั้งที่ต้องการเบรค ผู้ขับยังไม่ต้องเหยียบแป้นเบรค แค่ส่งสัญญาณบอกระบบควบคุมโดยการถอนคันเร่งอย่างเร็ว มอเตอร์จะเปลี่ยนหน้าที่เป็น “เครื่องปั่นไฟ” สร้างแรงบิดต้านการหมุนของล้อ และผลิตกระแสไฟฟ้าป้อนกลับเข้าสู่แบทเตอรีด้วย แรงเบรคที่ได้ ให้ความหน่วงระดับ 0.3 จี ซึ่งไม่เกินการเบรคปกติทั่วไปของการใช้รถ ถ้าต้องการเบรคแรงกว่านี้ค่อยเหยียบแป้นเบรคช่วยครับ

อัตราเร่งของ มีนี ไฟฟ้า เกียร์เดียวนี้ อยู่ในระดับดีมาก 0-100 กม./ชม. ใช้เวลาเพียง 8.5 วินาที เป็นตัวเลขที่เชื่อถือได้ เพราะน้ำหนักของรถเพียง 1,465 กก. เท่านั้น ชุดอัดไฟที่ให้มากับรถเป็นแบบ 3 เฟส ปล่อยกระแสได้ 50 แอมแปร์ อัดไฟได้เต็มในเวลา 2.5 ชม. ถ้าเสียบปลั๊กไฟฟ้าเฟสเดียว 220 โวลท์ เท่าที่พวกเราใช้ในบ้าน จะเต็มในเวลาราว 5 ชม.

แต่ในสหรัฐอเมริกา ที่เป็นสนามทดสอบหลักของ มีนี ไฟฟ้า ทั้ง 500 คันนี้ ซึ่งใช้ไฟฟ้า 110 โวลท์ จะกินเวลาอัดไฟจนเต็มถึง 20 ชม. ซึ่งหมายความว่า ผู้สมัครร่วมทดสอบรถนี้ ที่ใช้ไฟจนเกือบหมดในแต่ละวัน จะต้องมีรถคันอื่นมาใช้งานแทนในวันรุ่งขึ้น แต่ถ้าใช้งานเพียงวันละประมาณ 100 กม. ก็สามารถอัดไฟได้เต็มในช่วงกลางคืน

บีเอมดับเบิลยู กำหนดทดสอบรถทั้ง 500 คัน ตลอดปีนี้ ไปจนถึงต้นปีหน้า และถ้าผลลัพท์ประทับใจ ก็จะต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 2 ปี จึงจะนำออกจำหน่ายได้ครับ



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา ตัณฑเศรษฐี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มีนาคม ปี 2552
คอลัมน์ : รอบรู้เรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/X0FfA

บทความที่เกี่ยวข้อง

เรื่องไร้สาระของการใช้
วิธีใช้
ใครเกลียด
ขับเคลื่อนล้อหน้า
จงหวงแหนถนนของพวกเรา
อัพเดทล่าสุด
24 Oct 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
489,000
2.
1,199,000
4.
2,490,000
5.
479,000
6.
939,000
7.
24,500,000
8.
34,000,000
9.
23,795,000
12.
18,900,000
13.
18,999,000
14.
3,199,000
15.
3,399,000
16.
2,549,000
17.
4,499,000
18.
2,299,000
19.
3,199,000
20.
3,299,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th