บทความ

จะเท่าปี 50 ไหมนี่ ?


ถ้าเราถือเอาตัวเลขยอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศ ปี 2550 ที่บรรดาผู้ค้าผู้ขายรถยนต์ร่วมกันทำยอดไว้ที่ 6 แสน 3 หมื่นกว่าคัน เป็นตัวตั้ง และอยากให้ปี 2551 ดีเลิศประเสริฐศรีไปกว่านั้นแล้วละก็ เห็นทีคงไปไม่ถึงดวงดาวอย่างแน่นอน

ก็ผ่านไป 11 เดือนแล้ว ปรากฏว่ายอดจำหน่ายรวมรถยนต์ทุกประเภททุกยี่ห้อ ยังมีอยู่เพียง 556,268 คัน ขาดหายไปร่วม 7-8 หมื่นคัน กับเวลาที่เหลืออยู่อีกเพียงเดือนเดียวจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้แน่ๆ

ทั้งนี้การที่ยอดจำหน่ายถดถอยลงไป มีมาจากหลากหลายปัจจัยที่รุมเร้า ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ทั้งวิกฤติทางด้านเศรษฐกิจ และการเมือง รวมไปถึงปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้ผู้บริโภคจำเป็นต้องรัดเข็มขัดกันท้องกิ่วสุดฤทธิ์สุดเดช เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่จะเริ่มปรากฏให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นในปี 2552

รถยนต์รุ่นเก่าจำนวนมาก ที่หมายตาว่าถึงเวลาต้องอำลาจากกันเสียที ถูกนำมาปรับปรุงเสริมแต่งให้อายุการใช้งานยาวนานมากขึ้น แทนการเปลี่ยนเป็นรถยนต์รุ่นใหม่ป้ายแดงที่หมายหมั้นปั้นมือไว้ก่อนหน้านี้ บางคนต้องจอดนิ่ง หันมาใช้บริการขนส่งสาธารณะมากยิ่งขึ้น

ปรากฏการณ์ดังกล่าว ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในบ้านเราเพียงแห่งเดียว แต่แพร่กระจายไปในเกือบจะทั่วทุกมุมโลก แม้กระทั่งในบ้านเกิดเมืองนอนของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลกไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา เยอรมนี หรือ ญี่ปุ่น ต่างประสบปัญหาวิกฤติยอดจำหน่ายตกต่ำกันโดยถ้วนหน้า ยักษ์ใหญ่บางรายต้องบากหน้าขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล เพื่อนำเงินมาพยุงกิจการของบริษัทก่อนที่จะประสบปัญหา จนอาจถึงขั้นต้องประกาศล้มละลาย ซึ่งจะส่งผลเสียหายร้ายแรงต่อไป

หันมาดูด้านของยอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศไทยของเรา ท่ามกลางสภาพบ้านเมืองที่ผู้คนเกาะติดกับปัญหาทางด้านการเมือง แบ่งฝักแบ่งฝ่ายออกเป็น 2 ขั้ว ตามปกติ เมื่อย่างเข้าฤดูหนาว หรือช่วงปลายปี การซื้อขายจำหน่ายสินค้าจะไหลลื่นกว่าในช่วงหลายๆ เดือนแต่ในปี 2551 กลับไม่ใช่อย่างนั้น

สำหรับตลาดรถยนต์ ยอดจำหน่ายรถยนต์รวมทุกประเภท เดือนพฤศจิกายน ลดน้อยลงจากเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว 20.2 % โดยปี 2551 จำหน่ายรวมกันได้ 46,068 คัน ขณะที่ในเดือนเดียวกันนี้ของปีที่แล้ว จำหน่ายไปได้ถึง 57,719 คัน เกือบจะทุกยี่ห้อ มียอดจำหน่ายที่น้อยกว่าปีที่แล้วแทบทั้งสิ้น ในบรรดาบแรนด์ใหญ่ๆ มีเพียง ฮอนดา เท่านั้นที่มียอดจำหน่ายเพิ่มมากขึ้น นอกนั้นไม่ว่าจะเป็น โตโยตา อีซูซุ นิสสัน มิตซูบิชิ หรือ เชฟโรเลต์ล้วนมียอดจำหน่ายที่ลดลงทั้งสิ้น

โตโยตา จำหน่ายรถยนต์ทุกโมเดลในเดือนพฤศจิกายนไป 19,744 คัน ลดลง 24.5 % เมื่อเทียบกับเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว อีซูซุ จำหน่ายไปได้ 10,208 คัน ลดลง 36.3 % นิสสัน จำหน่ายไป 2,046 คัน ลดลง 36.2 % มิตซูบิชิ ลดลง 32.3 % จากยอดจำหน่าย 1,665 คัน ส่วนเชฟโรเลต์ จำหน่ายไป 1,270 คัน ลดลง 37.8 % ในขณะที่ ฮอนดา ที่กระแส ซิที ยังแรงดีไม่มีตก ทำให้ยอดจำหน่ายของ ฮอนดา เดือนพฤศจิกายนปรับสูงขึ้น 124.0 % มียอดจำหน่ายที่ 7,855 คัน ส่วนบรรดาน้องใหม่ของตลาดรถยนต์ในบ้านเรา อาทิ ปโรตอน นาซา หรือเหล้าเก่าในขวดใหม่ ฮันเด ก็เนิบๆ ไปได้เรื่อยๆ ไม่หวือหวา

รถยนต์นั่งส่วนบุคคล กลายเป็นตลาดที่มีการขยายตัวเป็นอันดับ 1 ของบรรดารถยนต์ประเภทต่างๆ ที่มีจำหน่ายอยู่ในประเทศไทยไปเสียแล้ว โดยในเดือนพฤศจิกายน เก๋งเล็ก เก๋งใหญ่มียอดจำหน่ายรวมกันอยู่ที่ 17,783 คัน ขยายตัวขึ้นกว่าเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วถึง 36.6 %ในบรรดารถเก๋งที่สามารถทำยอดจำหน่ายได้มากที่สุด 5 อันดับแรก มีเพียงรถยนต์นั่งจากค่ายเชฟโรเลต์ บแรนด์เดียวที่ทำยอดจำหน่ายได้น้อยกว่าปีที่แล้ว แบบว่าพอน้ำมันราคาถูกลงก็ด้อยความสำคัญลงไปเสียอย่างนั้น สำหรับรถยนต์นั่งที่ใช้เชื้อเพลิงได้ 2 ระบบ ที่ถือว่าเชฟโรเลต์ เป็นผู้นำเสนอทางเลือกนี้อย่างเป็นทางการ และเป็นรายแรกของตลาดรถยนต์ในบ้านเราก็ว่าได้

โตโยตา จำหน่ายได้มากขึ้นกว่าเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว 1.0 % โดยจำหน่ายรถยนต์นั่งโมเดลต่างๆ ได้ 7,821 คัน ได้ส่วนแบ่งตลาดไป 44.0 % ฮอนดา ยอดจำหน่ายพุ่งแบบก้าวกระโดด ขยายตัวสูงขึ้นถึง 136.6 % จาก 3,162 คัน ในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วเป็น 7,480 คัน ในปีนี้ อันดับที่ 3 เป็นของ นิสสัน มียอดจำหน่ายที่ 579 คัน จำหน่ายได้มากขึ้น 58.6 % มากกว่า เชฟโรเลต์ ที่เข้าป้ายมาในอันดับที่ 4 อย่างฉิวเฉียด เชฟโรเลต์ จำหน่ายไปได้ทั้งสิ้น 551 คัน ลดลงจากเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว 10.3 % และอันดับที่ 5 มาซดากลับเข้าสู่ความนิยมอีกวาระหนึ่ง ทำยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งที่มี มาซดา 3 เป็นตัวเดินยอดได้ไปทั้งสิ้น 317 คัน เติบโตสูงขึ้น 52.4 %

แต่สำหรับตลาดรถพิคอัพ ไม่มีใครน้อยหน้ากว่าใคร ปรับตัวลดลงจากเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วกันอย่างถ้วนหน้า เหลือไว้ให้เพียง ทาทา บแรนด์เดียว ที่พอจะคุยได้ว่าไม่มียอดติดลบเพราะปีที่แล้วยังอยู่ในขั้นตอนเตรียมการออกจำหน่าย จึงไม่มียอดจำหน่ายมาให้เปรียบเทียบไม่งั้นก็คงไม่รอดสันดอนเช่นเดียวกัน ตลาดรถพิคอัพ 1 ตัน ขับเคลื่อน 2 ล้อ ทั้งตลาดมียอดจำหน่ายรวมกันในเดือนพฤศจิกายน 20,741 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันนี้ของปีที่แล้วถึง 39.9 %

ดี-แมกซ์ พแลทินัม ของ อีซูซุ มาวิน เข้าป้ายเป็นอันดับที่ 1 อีกครั้งในเดือนพฤศจิกายนมียอดจำหน่ายที่ 8,881 คัน กินส่วนแบ่งตลาดไป 42.8 % แต่ถึงกระนั้นก็ยังทำได้น้อยกว่าปีที่แล้ว 34.6 %

ขณะที่ โตโยตา ไฮลักซ์ วีโก ใหม่ ที่มีแคบเปิดได้เป็นทางเลือก อยู่ในอันดับที่ 2 จำหน่ายไปทั้งสิ้น 8,519 คัน มีส่วนแบ่งตลาด 41.1 % ลดลงจากเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว 38.0 %

ส่วน นิสสัน ก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน ในเดือนพฤศจิกายน ขบวน นิสสัน นาวารา รุ่นต่างๆทำยอดจำหน่ายรวมกันได้ 1,332 คัน ได้ส่วนแบ่งตลาด 6.4 % เป็นยอดจำหน่ายที่ลดลง 44.9 %

รายนี้ลักปิดลักเปิดเดี๋ยวยอดพุ่งเดี๋ยวยอดหดสำหรับ มิตซูบิชิ ทไรทัน เดือนที่แล้ว ตุลาคมทำตัวเป็นพระเอก พอมาเดือนพฤศจิกายน กลายเป็นพระอันดับไปเสียอีกแล้ว โดยจำหน่ายไปได้เพียง 605 คัน ได้ส่วนแบ่งตลาดไป 2.9 % เป็นยอดจำหน่ายที่ลดลงจากเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วถึง 63.1 %

ส่วน เชฟโรเลต์ โคโลราโด ยอดจำหน่ายหายไป 47.0 % โดยเดือนพฤศจิกายน ทำยอดจำหน่าย
ได้ 561 คัน รับส่วนแบ่งตลาดไป 2.7 %

ส่วนรถพิคอัพ 1 ตัน ขับเคลื่อน 4 ล้อ ทั้งตลาดปรับตัวลดลงจากเดือนพฤศจิกายนปี 2550ที่ 39.8 % และเป็นอีกตลาดหนึ่งที่ทุกบแรนด์ มียอดจำหน่ายลดลงทั้งสิ้น โตโยตา ลดลง25.6 % อีซูซู ลด 55.0 % นิสสัน 62.6 % มิตซูบิชิ 68.3 % ฟอร์ด 71.0 % เชฟโรเลต์ 55.6 % และมาซดา ลดลง 88.9 % ซึมกันไปทั้งตลาด

ยอดจำหน่ายรวมของตลาดนี้ในเดือนพฤศจิกายนอยู่ที่ 1,397 คัน แบ่งเป็นของ โตโยตา 992 คันส่วนแบ่งตลาด 71.0 % อีซูซุ 277 คัน ส่วนแบ่ง 19.8 % นิสสัน 70 คัน ได้ส่วนแบ่งตลาด 5.0 % มิตซูบิชิ จำหน่ายไป 40 คัน ส่วนแบ่งตลาด 2.9 % ฟอร์ด จำหน่ายได้ 9 คันส่วนแบ่งตลาด 0.6 % เชฟโรเลต์ 8 คัน ส่วนแบ่งตลาด 0.6 % เท่ากับ ฟอร์ด และ มาซดาคันเดียวโดดๆ กินส่วนแบ่งตลาด 0.1 %

ตลาดรถเอสยูวี ติดลบจากเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว 13.6 % มียอดจำหน่ายรวมกันที่ 2,750 คัน เป็นเพียงตลาดเดียวในเวลานี้ที่ มิตซูบิชิ ทำได้ดี จากกระแสความนิยมของมิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ท ทำให้ปิดยอดจำหน่ายเดือนพฤศจิกายนได้ในอันดับที่ 2

อันดับ 1 ของตลาดนี้เป็นของ โตโยตา ที่มีรถเอสยูวีหลายเวอร์ชัน หลากโมเดลให้เลือก ทำได้ 1,093 คัน รับส่วนแบ่งตลาดไป 39.7 % อันดับที่ 2 เป็นของ มิตซูบิชิ จำหน่ายไปได้626 คัน ได้ส่วนแบ่งตลาดไป 22.8 % อันดับที่ 3 เป็นของ อีซูซุ จำหน่ายได้ 396 คัน
มีส่วนแบ่งตลาด 14.4 % ส่วนอันดับที่ 4 เป็นของ ฮอนดา ยอดจำหน่าย 375 คันส่วนแบ่งตลาด 13.6 % และอันดับที่ 5 เชฟโรเลต์ จำหน่าย แคพทีวา ไป 150 คันรับส่วนแบ่งตลาด 5.5 %

ส่วนตลาดรถเอมพีวี ปิดยอดจำหน่ายเดือนพฤศจิกายนที่ 398 คัน แบ่งเป็น โตโยตา 249 คันมิตซูบิชิ 108 คัน เกีย 13 คัน ซูซูกิ 13 คัน ซังยง 11 คัน และ เมร์เซเดส-เบนซ์ 4 คันส่วนแบ่งตลาด 62.6 % 27.1% 3.3 % 3.3 % 2.8 % และ 1.0 % ตามลำดับ

ยอดจำหน่ายจากงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 25” จะไปปรากฏรวมอยู่ในยอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศ เดือนธันวาคม เดือนสุดท้ายของปี และรวมถึงยอดจำหน่ายจากตามโชว์รูมของผู้จำหน่ายรถยนต์บแรนด์ต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่ายอดรวมจะต้องสูงกว่ายอดจำหน่ายเดือนพฤศจิกายน หรืออีกหลายต่อหลายเดือนที่ผ่านมา แต่จะส่งผลให้ผลรวมทั้งปีแตกต่างจากผลรวมปี 2550 มากน้อยเพียงไร ฉบับหน้ารู้กันครับ



------------------------------
เรื่องโดย : ขุนสัญจร
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน กุมภาพันธ์ ปี 2552
คอลัมน์ : วิถีตลาดรถยนต์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/YGqbs

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด
26 Sep 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
2,549,000
3.
1,749,000
4.
2,249,000
5.
4,590,000
6.
1,999,000
7.
3,990,000
8.
3,065,000
9.
2,790,000
10.
5,490,000
11.
1,354,000
12.
3,399,000
13.
750,000
14.
1,129,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th