บทความ

เอียงกระเท่เร่


เปรียบเทียบยอดจำหน่ายรถยนต์
เดือน พฤศจิกายน ปี 51 กับ 50
ตลาดโดยรวม ลด 20.2 %
รถยนต์นั่ง เพิ่ม 36.6 %
รถกระบะขับเคลื่อน 2 ล้อ ลด 39.9 %
รถอเนกประสงค์ (MPV) ลด 37.8 %
รถกิจกรรมกลางแจ้ง (SUV) ลด 13.6 %

เปรียบเทียบยอดจำหน่ายรถยนต์
เดือน มกราคม-พฤศจิกายน ปี 51 กับ 50
ตลาดโดยรวม ลด 1.9 %
รถยนต์นั่ง เพิ่ม 30.2 %
รถกระบะขับเคลื่อน 2 ล้อ ลด 15.8 %
รถอเนกประสงค์ (MPV) ลด 11.0 %
รถกิจกรรมกลางแจ้ง (SUV) ลด 0.6 %

ออกอาการการเมืองเป็นพิษ ที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองแม้แต่น้อย แต่ยอดการขายเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา ตัวเลขหด เอียงกระเท่เร่ เพราะยอดร่วงลงไปถึง 20.2 % ขายกันแค่เพียง 46,068 คัน เท่านั้นเอง

จะว่าไปแล้ว ผลพวงมันเกี่ยวเนื่องถึงกันไปหมดแทบจะทั่วโลก เริ่มกันตั้งแต่สภาวะเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกา ที่หดตัวครั้งใหญ่จากภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ราคาร่วงกราวรูด แถมด้วยพอได้ตัวประธานาธิบดีคนใหม่ ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ 3 ค่าย พากันแห่ร้องขอเงินอัดฉีด แต่ท้ายสุดก็ไม่ผ่านสภาคองเกรส เพราะฟากทางสหภาพยานยนต์ไม่ยอมลดราวาศอก ไม่ยอมลดรายได้ของตัวเอง

หันไปหาราคาน้ำมัน ก็เริ่มหดตัวลง หลังพุ่งสูงอยู่นาน ส่วนบ้านเราเอง ข่าวคราวการลดกำลังการผลิต เพราะภาคการส่งออกเริ่มได้รับผลกระทบ นั่นก็เป็นเรื่องหนึ่ง ที่ทำให้ผู้คนเก็บเงินไว้กับตัว ไม่ยอมควักออกมาจ่าย หรือไม่ยอมเป็นหนี้ เพราะก็ยังไม่รู้ว่า จะมีความสามารถชำระหนี้ได้หมดหรือเปล่า

แถมล่าสุด โรงงานประกอบที่ระยอง คุยกันเรื่องเงินโบนัสไม่จบ เพราะสหภาพเรียกร้องจะต้องการให้ได้เท่ากับยี่ห้ออื่น ซึ่งเป็นไปไม่ได้แน่นอน ก็เลยมีการปิดกั้นทางเข้า/ออกโรงงาน จนเรื่องถึงโรงถึงศาล ต้องตั้งกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทกัน กว่าจะจบคนที่เกี่ยวข้องก็เสียหายกันแบบคำนวณเป็นเงินไม่ได้
เอาเป็นว่า แค่เดือนพฤศจิกายน เดือนเดียว ผลกระทบของแชร์ลูกโซ่ภาคเศรฐกิจ ก็ทำเอายอดการขายรถยนต์หดตัวไปมากโข ก็ได้แต่หวังว่า เดือนธันวาคม เดือนสุดท้ายของปี ที่เป็นเดือนเก็บเกี่ยวยอดขายเดือนสุดท้าย จะพอเงยหน้าอ้าปากกันได้บ้าง

คุยเรื่องทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้รถใช้ถนนสักเล็กน้อย เรื่องแรกเป็นเรื่องของบรรดารถกระบะป้ายเขียวทั้งหลาย โดยเฉพาะที่ต่อเติมกั้นทำเป็นคอก หรือติดตั้งฝาครอบกระบะท้าย และไม่มีการแจ้งเปลี่ยน หรือแจ้งติดตั้งโครงเหล็ก โครงหลังคากับกรมขนส่งทางบก อันทำให้ท่านต้องควักกระเป่าเสียเงินตรา เวลาผ่านด่านตรวจพอสมควร

ตามกฎหมายระบุไว้ว่า การแก้ไขรายการทางทะเบียน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การแจ้งเปลี่ยนสีรถ แจ้งเปลี่ยนเครื่องยนต์ หรือแจ้งติดตั้งโครงเหล็ก เจ้าของรถสามารถนำรถเข้ารับการตรวจสภาพ ได้ที่สำนักงานขนส่งทุกแห่งทั่วประเทศ โดยต้องมีสำเนาบัตรประชาชน หลักฐานการทำสี หรือค่าติดตั้งโครงเหล็ก หรือโครงหลังคา โดยจะมีสมุดคู่มือจดทะเบียนหรือไม่ก็ได้

ส่วนการแจ้งเปลี่ยนเครื่องยนต์ ก็เช่นกัน ต้องมีหลักฐานว่าท่านได้เครื่องยนต์ใหม่นี้ ท่านได้แต่ใดมา หากเป็นเครื่องที่ซื้อมา ต้องนำหลักฐานการแจ้งจำหน่ายเครื่อง ไปขอตัดบัญชีเครื่องยนต์ที่จตุจักรก่อน ถึงจะสามารถนำรถเข้าตรวจสภาพได้

เรื่องพวกนี้ก็เพียงแต่นำรถเข้าตรวจสภาพ ให้เจ้าพนักงานตรวจความมั่นคงว่า ติดตั้งแข็งแรงเรียบร้อย โดยที่เจ้าโครงเหล็กหรือโครงหลังคานั้น จะไม่กระเด็นกระดอนจากรถ ไปกระทบกระแทกกับผู้อื่น เท่านั้นเอง ท่านก็จะสามารถใช้รถได้อย่างสบายอารมณ์ เวลาท่านเจ้าพนักงานขอตรวจ ก็ควักเอกสารของกรมขนส่งทางบกออกมาแสดง ท่านก็จะรอดปลอดภัยจากการต้องควักกระเป๋า แถมไม่เสียอารมณ์ด้วย

อันนี้ ก็แบบเดียวกับเจ้าฝาครอบกระบะท้าย หรือหลังคาไปเบอร์ ที่ท่านต้องใช้แบบที่ทางกรม ฯ กำหนด ส่วนที่เห็นเป็นแบบลู่ลม แบบเรียบเสมอไปกับหลังคาด้านหน้า ที่ทำขายกันเป็นล่ำเป็นสันอยู่ในปัจจุบัน กรุณารับทราบด้วยว่า ผิดกฎหมายนะครับ แต่ก็ไม่ทราบว่าเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานฝ่ายใด ที่ยังปล่อยให้มีการผลิตจำหน่ายอยู่ได้ โดยไม่มีการควบคุม หรือห้ามปราม

สนุกดีออกนะครับ ประเทศไทยเนี่ย ของผิดกฎหมายก็สามารถทำออกจำหน่ายได้ ส่วนผู้ที่นำของผิดกฎหมาย หรือหลังคาไฟเบอร์ ที่ไม่มีแบบตามที่กรมขนส่งทางบกกำหนดเอาไปใช้ ก็เห็นวิ่งกันทั่วบ้านทั่วเมือง ไม่ต้องแจ้ง ไม่ต้องตรวจสภาพกัน ไม่เห็นเป็นอะไรบ่นไปก็เท่านั้น เจ้าพนักงานที่มีหน้าที่ตรวจตรา ก็ไม่เห็นท่านจะเดือดร้อนอะไรด้วยเลย คุยกันเรื่องตัวเลขดีกว่า

ยอดการจำหน่ายรถยนต์เดือนพฤศจิกายน ไม่เป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะบรรดานักการตลาดก็คาดเดากันอยู่แล้ว ว่าตัวเลขจะไม่ค่อยสวยงามเท่าที่ควร แต่ก็คาดไม่ถึงว่า ผลกระทบหลากหลายเรื่อง มันจะรุนแรง และรวดเร็วขนาดนี้ ทำเอาตลาดตกไปถึง 20.2 % ขายกันได้เพียง 46,068 คันเท่านั้นเอง ทำเอายอดรวมทั้งปี ลดลงจากเดิม 1.9 % ขายได้เพียง 556,268 คัน

โหรต่องแต่งแถวหลังสถานทูตจีน ก็ออกมาฟันธงทันที ว่าถ้าเดือนธันวาคม ขายได้อีก 5 หมื่นคัน ยอดรวมก็จะเป็น 6 แสนคันเล็กน้อย เท่านั้นเอง

ตัวเลขหนนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ส่วนใหญ่แล้วยอดการขายจะตกมากกว่าตลาด แต่ก็ยังมีผู้กล้าหาญ ขายได้มากกว่าตลาด ลองดูกันไปเรื่อยๆ เพราะน่าสนใจว่า เดือนสุดท้ายของปี จะมีรายการแคมเปญเทกระจาดเพิ่มขึ้นอีกหรือเปล่า เพื่อเป็นการรักษายอดขายของตัวเอง

ตำแหน่งแชมพ์ประจำเดือน ยังคงได้แก่ โตโยตา ขายได้ 19,744 คัน ขายลดลง 24.5 % ส่วนแบ่งตลาด 42.9 % อันดับสอง อีซูซุ ขายเพียง 10,208 คัน ลดมากกว่า 36.3 % ส่วนแบ่ง 22.2 % อันดับสาม ฮอนดา ขาย 7,855 คัน เพิ่มมากกว่าตลาดถึง 124.0 % เพราะยอดส่งมอบรถมีเป็นกอบเป็นกำ ส่วนแบ่ง 17.1 % อันดับสี่ นิสสัน ขาย 2,046 คัน ลดเยอะ 36.2 % ส่วนแบ่ง 4.4 % และอันดับห้า มิตซูบิชิ ขาย 1,665 คัน ลดลง 32.3 % ส่วนแบ่ง 3.6 %

แยกออกมาเป็นประเภทรถยนต์นั่ง กลับโตมากกว่าตลาดรวม 36.6 % ขายกันถึง 17,783 คัน ทำให้ยอดรวม 11 เดือน ขายดิบขายดี เพิ่ม 30.2 % คิดเป็นตัวเลข 196,658 คัน

ตำแหน่งแชมพ์รถยนต์นั่งยังคงเดิมหลังพลาดท่าไป 1 เดือน โตโยตา ขาย 7,821 คัน บวก 1.0 % ส่วนแบ่ง 44.0 % ที่สอง ฮอนดา ขาย 7,480 คัน เพิ่มเยอะ 136.6 % ส่วนแบ่ง 42.1 % ที่สาม นิสสัน ขาย 579 คัน เพิ่มขึ้น 58.6 % ส่วนแบ่ง 3.3 % ที่สี่ เชฟโรเลต์ ขาย 551 คัน ลดลง 10.3 % ส่วนแบ่ง 3.1 %และที่ห้า มาซดา ขาย 317 คัน เพิ่ม 52.4 % ส่วนแบ่ง 1.8 %

แชมพ์ผู้เสียภาษีมากสุด โพร์เช ขายได้ 4 คัน และ แจกวาร์ ขายได้ 3 คัน

ประเภทรถกระบะ 1 ตัน ขับเคลื่อน 2 ล้อ ร่วงไป 39.9 % ขายได้ 20,741 คัน แชมพ์เดือนนี้เป็น อีซูซุ ขาย 8,881 คัน ลด 34.6 % ส่วนแบ่ง 42.8 % อันดับสอง โตโยตา ขาย 8,519 คัน ลด 38.0 % ส่วนแบ่ง 41.1 % ที่สาม นิสสัน ขาย 1,332 คัน ลด 44.9 % ส่วนแบ่ง 6.4 %

รถอเนกประสงค์ หรือ เอมพีวี ขายลดลง 37.8 % กับ 398 คัน เท่าเดือนตุลาคมเป๊ะ รวม 11 เดือน ลดลง 11.0 % ขาย 6,388 คัน มี โตโยตา นำโด่ง 4,217 คัน

นั่นคือความเป็นไปในรอบ 11 เดือน ก็คาดเดากันอีกว่า เดือน 12 ยอดส่งมอบรถที่จองกันตั้งแต่งาน “มหกรรมยานยนต์” ที่ผ่านมา คงสามารถส่งมอบได้เป็นกอบเป็นกำ อันจะช่วยให้ยอดการขายโดยรวม ไม่ตกต่ำลงมากนัก

มองโลกในแง่ดีกันเอาไว้ก่อนนะครับ



------------------------------
เรื่องโดย : มือบ๊วย
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กุมภาพันธ์ ปี 2552
คอลัมน์ : มาตรวัดตลาดรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/mnvwK

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด
23 Sep 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
2,549,000
3.
1,749,000
4.
2,249,000
5.
4,590,000
6.
1,999,000
7.
3,990,000
8.
3,065,000
9.
2,790,000
10.
5,490,000
11.
1,354,000
12.
3,399,000
13.
750,000
14.
1,129,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th