บทความ

ISUZU D-MAX GOLD SERIES PRESS TRIP


บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด จัดคาราวาน ISUZU D-MAX GOLD SERIES PRESS TRIP พาคณะสื่อมวลชนเดินทางท่องเที่ยว อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ราชธานีแห่งแรกของชาติไทย เมื่อ 700 ปีมาแล้ว และได้รับประกาศเป็นมรดกโลก ร่วมกับอุทยานประวัติศาสตร์ที่กำแพงเพชร และศรีสัชนาลัย

 

ขบวนคาราวานเดินทางออกจากกรุงเทพ ฯ มาถึงหน้าอุทยาน ฯ ตอนบ่ายแก่ๆ จากนั้นก็ขึ้นรถรางเพื่อชมโบราณสถานของเมืองสุโขทัย โดยไกด์ช่วยอธิบายความเป็นมาตลอดการเที่ยวชม

 

สุโขทัย มาจากคำ 2 คำ คือ สุข+อุทัย หมายถึง “รุ่งอรุณแห่งความสุข” ผังเมืองสุโขทัยมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาวประมาณ 2 กิโลเมตร กว้างประมาณ 1.6 กิโลเมตร มีประตูเมืองอยู่ตรงกลางกำแพงเมืองแต่ละด้าน ภายในยังเหลือร่องรอยพระราชวังและวัดอีก 26 แห่ง “วัดมหาธาตุ” ซึ่งเป็นวัดใหญ่ที่สุด และเป็นวัดสำคัญของกรุงสุโขทัย มีพระเจดีย์มหาธาตุทรงดอกบัวตูม หรือทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ เป็นศิลปะแบบสุโขทัยแท้ ตั้งเป็นเจดีย์ประธาน ล้อมรอบด้วยเจดีย์ 8 องค์ บนฐานเดียวกัน นอกจากนี้บริเวณวัดยังมีเจดีย์แบบต่างๆ มากถึง 200 องค์ วิหาร 10 แห่ง ซุ้มพระ 8 ซุ้ม พระอุโบสถ 1 แห่ง ตระพัง 4 แห่ง คำว่า ตระพัง หมายถึง สระน้ำ หรือหนองน้ำ ด้านตะวันออกบนเจดีย์ประธานมีวิหารใหญ่ก่อด้วยศิลาแลง มีแท่นซึ่งเคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คือ พระศรีศากยมุนี จากการสอบถามได้ความว่าได้รับการเคลื่อนย้ายไปอยู่ที่วัดสุทัศน์ ฯ กรุงเทพ ฯ และด้านใต้ของเจดีย์ มีพระพุทธรูปยืนภายในซุ้มพระ เรียกว่า “พระอัฏฐารศ”

 

ฝั่งตรงวัดมหาธาตุทางทิศตะวันออก เป็น “เนินปราสาท” หรือเขตพระราชวังในสมัยสุโขทัย สันนิษฐานว่าบริเวณนี้เคยเป็นฐานปราสาทราชวัง ของกษัตริย์เมืองสุโขทัย

 

ถัดไปทางด้านทิศตะวันตกของวัดมหาธาตุ ประมาณ 300 เมตร เป็น “วัดตระพังเงิน” โบราณสถานแห่งนี้ไม่มีกำแพงแก้ว ประกอบด้วย เจดีย์ทรงดอกบัวตูมเป็นประธาน มีจระนำที่เรือนธาตุทั้ง 4 ด้าน ประดิษฐานพระพุทธรูปยืน และพระพุทธรูปปางวิหารประกอบอยู่ด้านหน้า และทางด้านตะวันออกของเจดีย์เป็นเกาะมีโบสถ์ตั้งอยู่กลางน้ำ

 

เลยออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวัดมหาธาตุ เป็นที่ตั้งของ “วัดสระศรี” อยู่บริเวณกลางสระน้ำที่มีขนาดใหญ่ ชื่อว่า ตระพังตระกวน และสิ่งสำคัญของวัด ประกอบด้วย เจดีย์ประธานทรงลังกา ด้านหน้าวิหารขนาดใหญ่ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย มีเจดีย์ขนาดเล็ก ศิลปศรีวิชัยผสมลังกา ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ มีซุ้มพระพุทธรูป 4 ทิศ ด้านหน้ามีเกาะกลางน้ำขนาดย่อม เป็นที่ตั้งของพระอุโบสถขนาดเล็ก วัดแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นจุดที่มีทัศนียภาพสวยงาม

 

ส่วนทางตอนใต้ของวัดมหาธาตุ ห่างออกไปประมาณ 350 เมตร เป็น “วัดศรีสวาย” เป็นปรางค์ 3 องค์ รูปแบบศิลปะลพบุรี ตั้งอยู่บนฐานเตี้ยๆ ลวดลายปูนปั้นบางส่วนเหมือนลายบนเครื่องถ้วยจีน สมัยราชวงศ์หยวน ได้พบทับหลังสลักเป็นรูปนารายณ์บรรทมสินธุ์ ชิ้นส่วนของเทวรูป และศิวลึงค์ที่แสดงให้เห็นว่าเคยเป็นเทวสถานในศาสนาฮินดูมาก่อน แล้วแปลงเป็นพุทธสถานโดยต่อเติมวิหารขึ้นที่ด้านหน้า แล้วเป็นวัดในพุทธศาสนาภายหลัง

 

นอกจากโบราณสถานภายในกำแพงเมืองนอก กำแพงเมืองด้านเหนือยังมี “วัดศรีชุม” ซึ่งเป็นวัดที่ประดิษฐาน พระอจนะ เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยขนาดใหญ่ หน้าตักกว้าง 11.30 เมตร ลักษณะของวิหารสร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมลักษณะคล้ายมณฑป แต่หลังคาพังทลายลงมาหมดแล้ว เหลือเพียงผนังทั้ง 4 ด้าน ผนังแต่ละด้าน ก่ออิฐถือปูนอย่างแน่นหนา ผนังทางด้านใต้มีช่องให้คนเข้าไปภายใน และเดินขึ้นไปตามทางบันไดแคบๆ ถึงผนังด้านข้างขององค์พระอจนะ หรือสามารถขึ้นไปถึงสันผนังด้านบนได้ ภายในช่องกำแพงตามฝาผนังมีภาพเขียนเก่าแก่ แต่เลอะเลือนเกือบหมด ภาพเขียนนี้มีอายุเกือบ 700 ปี นอกจากนี้แล้วบนเพดานช่องบันได ยังมีแผ่นหินชนวนขนาดใหญ่แกะสลักลวดลายเรื่องชาดกต่างๆ มีจำนวนทั้งหมด 50 ภาพ เมื่อเดินตามช่องทางบันไดขึ้นไป จะโผล่บนหลังคาวิหาร มองเห็นทิวทัศน์อันงดงามของเมืองเก่าสุโขทัยได้โดยรอบ

 

เหตุที่วิหารวัดศรีชุม มีช่องลับซ่อนอยู่เพราะว่า พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์พระร่วง ทรงใช้ในการปลุกปลอบใจทหารหาญ และด้านอื่นๆ เพราะผนังด้านข้างขององค์พระอจนะมีช่องเล็กๆ ถ้าหากใครแอบเข้าไปทางอุโมงค์แล้วไปโผล่ที่ช่องนี้ และพูดออกมาดังๆ ผู้ที่อยู่ภายในวิหารจะต้องนึกว่าพระอจนะพูดได้ และเสียงพูดนั้นจะกังวานน่าเกรงขาม เพราะวิหารนี้ไม่มีหน้าต่าง

 

ห่างจากวัดศรีชุม ไปทางทิศตะวันออก 800 เมตร เป็น “วัดพระพายหลวง” เป็นโบราณสถานขนาดใหญ่ มีความสำคัญเป็นอันดับ 2 รองจากวัดมหาธาตุ วัดนี้มีคูน้ำล้อมรอบ 3 ชั้น มีปรางค์ 3 องค์ เป็นปรางค์ประธานของวัด ทำด้วยศิลาแลง แบบศิลปะลพบุรี ยังคงเห็นลายปูนปั้นที่ปรางค์ด้านทิศเหนือ ด้านหน้าปรางค์มีฐานวิหารเจดีย์ที่ปรักหักพัง ทางด้านประติมากรรม มีพระพุทธรูปปูนปั้นปางต่างๆ เช่น นั่ง ยืน เดิน นอน ซึ่งส่วนใหญ่ชำรุดแล้วประดิษฐานที่มณฑป และซุ้มเจดีย์ ปิดท้ายการเดินทางในครั้งนี้ด้วยการไปเยี่ยมชม “สาธร พิพิธภัณฑ์ผ้าทองคำ” บ้านหาดเสี้ยว ที่นี่ได้จัดแสดงผ้าโบราณนานาชนิด อาทิ ผ้าตีนจกบ้านหาดเสี้ยวลายโบราณ ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป ซิ่น ผ้าห่ม หรือผ้าในพิธีกรรม เช่น ผ้ากราบพระ ผ้ากั๊ง และที่สำคัญยังมี “ซิ่นทองคำ” ซึ่งเป็นซิ่นเจ้านายเชียงตุง ทอด้วยดิ้นผสมทองคำ 50 เปอร์เซนต์ และอีกผืนเป็นซิ่นสั่งทอขึ้นมาใหม่ด้วยดิ้นทองคำ 80 เปอร์เซนต์ นับเป็นของหายาก และสำคัญยิ่ง ส่วนบริเวณภายนอกอาคารพิพิธภัณฑ์ ยังจัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้พื้นบ้านอีกด้วย

 

ก่อนเดินทางกลับขบวนคาราวานได้แวะซื้อของฝากที่ “สุเทพสังคโลก” แหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาสังคโลก ที่ขึ้นชื่อของสุโขทัย



------------------------------
เรื่องโดย : ถาวร พรมพิทักษ์
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน พฤศจิกายน ปี 2551
คอลัมน์ : พิเศษ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/BcBen

Follow autoinfo.co.th