บทความ

ดีเซล V แกสธรรมชาติ V แกสหุงต้ม V แอลกอฮอล


ผมเชื่อว่าผู้อ่านเกือบทุกคน คงได้อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับเชื้อเพลิงทางเลือกกันมาค่อนข้างมาก ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ถ้าไม่นับรวมผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรงแล้ว ผมยังไม่พบใครที่เข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี

 

ไม่ใช่เพราะไม่มีความสามารถพอครับ แต่เป็นเพราะข้อมูลที่ได้รับนั้นคลุมเครือ ไม่มีความถูกต้องแม่นยำเพียงพอ เพราะแม้แต่บุคลากรของหน่วยงานของรัฐบาล ที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง ก็ยังให้ข้อมูลที่ผิดต่อสื่อมวลชน เช่น ยังไม่เข้าใจเลยว่า แกสหุงต้มที่จำหน่ายให้ผู้ใช้ยานพาหนะนั้น คิดราคาตามปริมาตร ส่วนแกสธรรมชาติคิดราคาตามมวล โดยเทียบจากน้ำหนัก แล้วจะให้ผู้บริโภคมีความรู้ที่ถูกต้องได้อย่างไรครับ บางรายก็ยกค่าทางวิชาการมาใช้แบบคนอ้างเองก็ยังไม่รู้เรื่อง ทั้งค่าความร้อน ค่าพลังงานสัมพันธ์ ฯลฯ ผู้ใช้รถก็เลยปวดหัวหนักเข้าไปอีก

 

เมื่อเดือนที่แล้วผมอ่านพบรายงานการทดสอบเปรียบเทียบ ความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงชนิดต่างๆด้วยรถรุ่นเดียวกัน ซึ่งหาได้ยากมาก แล้วยังเป็นการทดสอบแบบเปรียบเทียบในสภาพใช้งานจริงอีกด้วย เป็นการทดสอบโดยคณะทดสอบรถของนิตยสาร AUTO MOTOR UND SPORT ซึ่งเป็นนิตยสารรถยนต์เยอรมัน โดยใช้รถ ฟอร์ด โฟคัส 5 รุ่น ด้วยกัน

 

ผมเชื่อว่า ฟอร์ด น่าจะเป็นบริษัทรถยนต์รายเดียวของโลก ที่ผลิตรถรุ่นเดียวกัน แต่มีให้ลูกค้าเลือกว่าจะซื้อรุ่นที่ใช้เชื้อเพลิงทางเลือกแบบไหน คันแรกเป็นรุ่น “ธรรมดา” ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลในชื่อรุ่นว่า 1.6 ทีดีซีไอ ใช้เครื่องยนต์ 1,600 ซีซี กำลังสูงสุด 109 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100กม./ชม. 12.2 วินาที

 

คันที่สองชื่อรุ่น ซีเอนจี ใช้เครื่องยนต์ 2,000 ซีซี เลือกใช้เชื้อเพลิงเบนซิน 95 หรือไม่ก็แกสธรรมชาติ ถังเบนซินจุ 55 ลิตร ส่วนถังแกสธรรมชาติมีขนาดต่างๆ 5 ถังด้วยกัน วางกระจายอยู่ตามตำแหน่งที่เหมาะสม รวมปริมาตรบรรจุแกสได้ 107 ลิตร แต่เวลาเติมวัดเป็นกิโลกรัมครับ ถ้าใช้เบนซินเป็นเชื้อเพลิง เครื่องยนต์นี้ให้กำลังสูงสุด 145 แรงม้า อัตราเร่ง 11.0 วินาที ถ้าใช้แกสธรรมชาติ กำลังจะลดลงเหลือ 126 แรงม้า อัตราเร่ง 12.7 วินาที แย่กว่ารุ่นดีเซลทั้งๆ ที่มีกำลังมากกว่า น่าจะเป็นเพราะน้ำหนักของรถ ซึ่งในรายงานไม่ได้ให้ข้อมูลนี้ไว้

 

คันที่สามใช้ชื่อรุ่น เอลพีจี ใช้เครื่องยนต์เดียวกับรุ่น ซีเอนจี เมื่อใช้แกสหุงต้มเป็นเชื้อเพลิง กำลังสูงสุดลดลงไปแค่ 5 แรงม้าเท่านั้น หรือ 140 แรงม้า อัตราเร่งเมื่อใช้เบนซิน 10.4 วินาที ดีกว่ารุ่นซีเอนจี ที่ใช้เครื่องยนต์เดียวกัน น่าจะเป็นเพราะถังแกสธรรมชาติ หนักกว่าถังแกสหุงต้ม และกำลังของเครื่องยนต์ที่น้อยกว่า อัตราเร่งตอนใช้แกสหุงต้ม 10.5 วินาที แทบไม่ต่างจากตอนใช้เบนซิน ถังแกสจุ 53 ลิตร

 

คันที่สี่ เป็นรุ่นที่ใช้ เอธานอล เป็นเชื้อเพลิงได้ด้วย เป็นส่วนผสมระหว่างเบนซิน 15 % และเอธานอล 85 % ที่รู้จักกันในชื่อ อี 85 ที่กระทรวงพลังงานให้ข่าวว่ากำลังสร้างปั๊มจำหน่าย แต่ยังไม่มีบริษัทไหนพร้อมที่จะผลิตรถแบบนี้ขาย (ยกเว้น ฟอร์ด) ผมไม่ให้ความสำคัญกับรถรุ่นนี้ครับ เอามาลงเพื่อความครบถ้วน และเพื่อให้เห็นว่าความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นแค่ไหน เมื่อเทียบกับตอนใช้เบนซิน

 

คันที่ห้า ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงเหมือนคันแรก เป็นรุ่นพิเศษ ที่โรงงานบอกว่าประหยัดเชื้อเพลิงกว่า เพราะเวลาถอนคันเร่งมีการชาร์จไฟกลับมาเก็บไว้ เป็นพลังงานไฟฟ้า ในรายงานไม่มีรายละเอียดปลีกย่อย ใช้ชื่อรุ่นว่า อีคอเนทิค ขายแพงกว่ารุ่น ทีดีซีไอ ธรรมดา ถึง 10 %ผลการวัดความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง บอกว่ารุ่นพิเศษนี้กลับกินน้ำมันกว่า 8 % ก็คงเตรียมหยุดการผลิตได้แล้วครับ เพราะชาวยุโรปเขาเชื่อถือผลการทดสอบรถของนิตยสารชั้นนำ และใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการตัดสินใจเลือกรถ

 

คณะทดสอบใช้วิธีขับรถทุกคันเรียงแถวไปตลอดทาง เพื่อไม่ให้มีความแตกต่างของสภาพใช้งาน เป็นวิธีที่ยุติธรรมมาก โดยใช้ระยะทางระหว่างเมืองชตุทท์การ์ท และฮัมบวร์ก เป็นระยะทางทดสอบทั้งสิ้น 668 กม. 54 % ของระยะทางนี้ เป็นการขับบนทางด่วน ด้วยความเร็วเฉลี่ย 130 กม./ชม. 14 % บนถนนระหว่างจังหวัด 23 % เป็นถนนระหว่างเมืองเล็ก และ 9 %เป็นการขับในเมือง ที่รถติดปานกลาง

 

การเปรียบเทียบความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของรถรุ่นเดียวกัน แต่ใช้เชื้อเพลิงต่างกัน ทำได้หลายวิธีครับ เช่น เทียบระยะทางที่ทำได้ ต่อเชื้อเพลิง ปริมาตรเท่ากัน หรือระยะทางต่อน้ำหนักเชื้อเพลิงหรือระยะทางที่ทำได้ ต่อค่าพลังงานที่อยู่ใน “เนื้อ” เชื้อเพลิง ซึ่งล้วนเป็นวิธีเปรียบเทียบทางเทคนิคไม่น่าสนใจสำหรับพวกเราผู้ใช้รถ เราสนใจว่าด้วยเงินค่าเชื้อเพลิงเท่ากัน อย่างไหนจะทำระยะทางได้ไกลกว่า หรือในระยะทางเท่ากัน เช่น 100 กม. แบบไหนจะเสียค่าเชื้อเพลิงน้อยกว่า เพราะฉะนั้นจึงไม่มีใครบอกได้ว่าเชื้อเพลิงใดประหยัดกว่า หรือประหยัดที่สุด เพราะผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับราคาของเชื้อเพลิงแต่ละชนิดเท่านั้นเองครับ จากตารางใช้เชื้อเพลิงของรถทั้ง 5 คัน

 

โฟคัส ทีดีซีไอ ดีเซล 30.70 ลิตร
โฟคัส ซีเอนจี แกสธรรมชาติ 37.21 กก.
โฟคัส อีคอเนทิค ดีเซล 34.13 ลิตร
โฟคัส เอลพีจี แกสหุงต้ม 75.02 ลิตร
โฟคัส เอลพีจี เบนซิน 95 46.09 ลิตร
โฟคัส ฟเลกซ์ฟิวเอล อี 85 64.86 ลิตร
โฟคัส ฟเลกซ์ฟิวเอล เบนซิน 95 46.09 ลิตร

 

เมื่อเทียบเป็นเชื้อเพลิงที่ใช้ต่อระยะทาง 100 กม. จะได้ค่าดังนี้

ดีเซล 4.60 ลิตร
แกสธรรมชาติ 5.57 กก.
แกสหุงต้ม 11.23 ลิตร
อี 85 9.71 ลิตร
เบนซิน 6.90 ลิตร

 

ผมขอประมาณราคาเชื้อเพลิงเหล่านี้ในประเทศไทยแบบไม่เป็นทางการดังนี้ครับ

เบนซิน 95 38.00 บาท/ลิตร
แกสธรรมชาติ 8.50 บาท/กก.
แกสหุงต้ม 11.30 บาท/ลิตร
ดีเซล 31.00 บาท/ลิตร

 

สำหรับ ฟอร์ด โฟคัส ทั้ง 4 คัน ถ้าใช้งานเฉลี่ยตามการทดสอบ จะเสียค่าเชื้อเพลิงในประเทศไทยต่อระยะทาง 100 กม. ดังนี้

เบนซิน 95 262.20 บาท
แกสธรรมชาติ 47.35 บาท
แกสหุงต้ม 126.90 บาท
ดีเซล 142.60 บาท

 

เหตุที่ค่าเชื้อเพลิงเมื่อใช้แกสธรรมชาติ ไม่ถึงครึ่งของแกสหุงต้ม และน้ำมันดีเซล เพราะราคาขายต่ำเป็นพิเศษครับ เป็นเรื่องของการเมืองล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับเทคนิค ใครที่โชคดีมีทั้งปั๊มแกสธรรมชาติอยู่ใกล้บ้าน หรือในเส้นทางที่ใช้ประจำ น่าจะเลือกเชื้อเพลิงนี้เป็นอันดับแรก ส่วนแกสหุงต้มกับดีเซล ไม่มีความแตกต่างมากนักสำหรับรถเก๋ง ดีเซลจะได้เปรียบตรงที่หาเติมได้ง่ายกว่า ส่วนแกสธรรมชาติก็มีจุดเด่นตรงที่เครื่องยนต์เงียบ เรียบเหมือนกับใช้เบนซินและให้กำลังแทบไม่ต่างกันด้วยครับ และขณะนี้ก็มีสถานีบริการค่อนข้างมากพอ ไม่ถึงกับเป็นปัญหา โดยเฉพาะในต่างจังหวัดหาเติมได้ง่ายมาก

 

มีตัวเลขที่น่าสนใจอยู่อีกหนึ่งค่า เป็นค่าความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของ โฟคัส ฟเลกซ์ฟิวเอลเมื่อใช้เบนซิน 95 สิ้นเปลือง 7.1 ลิตร/100 กม. เมื่อใช้ อี 85 สิ้นเปลือง 9.7 ลิตร/100 กม.เพิ่มขึ้นถึง 37 % เพราะฉะนั้น ถ้าจะมาให้พวกเราใช้ ต้องขายราคาต่อลิตรถูกกว่า 40 %ขึ้นไป เพราะในปริมาตรเท่ากัน อี 85 มีพลังงานราวๆ ครึ่งของเบนซินเท่านั้นครับ



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา ตัณฑเศรษฐี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน พฤศจิกายน ปี 2551
คอลัมน์ : รู้ลึกเรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/FixBq

Follow autoinfo.co.th