บทความ

AIG สัญญาณอันตราย !


ฉบับที่แล้ว เราได้คุยกันเรื่องของผลกระทบต่อเนื่อง จากระบบเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากปัญหาราคาน้ำมันแพง ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง ค่าแรง ค่าครองชีพ จำต้องปรับตัวสูงขึ้น เพื่อชดเชยกัน ผลพวงที่ตามมากระทบทุกภาคส่วนของระบบเศรษฐกิจ ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย แต่กระทบไปทุกประเทศทั่วโลก

 

และได้พูดถึง อเมริกัน อินเตอร์เนชันแนลกรุพ อิน คอร์พอเรชัน (AIG) ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัยอันดับ 1 ของโลก และของสหรัฐ ฯ ประกาศผลประกอบการในไตรมาส 2/51 ขาดทุนถึง 5.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ หรือ ราว 1.74 แสนล้านบาท ส่งผลให้ AIG มีผลขาดทุนรวมกันทั้งสิ้นมากกว่า 1.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ฯ หรือราว 5.94 แสนล้านบาท ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา

 

ผ่านมาได้ไม่กี่วัน เหตุการณ์ชอคโลกก็เกิดขึ้น เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐ ฯ ที่ผันผวนซวนเซมานานวัน ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง เป็นเหตุให้กิจการยักษ์ใหญ่หลายแห่งประสบปัญหาต้องล้มละลาย ขายกิจการ มีทั้ง สถาบันการเงิน ธนาคาร ประกันภัย กิจการอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลกระทบไปทั่วสหรัฐ ฯ และทั่วโลก เนื่องจากสหรัฐ ฯ ถือเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ ที่กิจการธุรกิจล้วนเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายไปทั่วโลก

 

15 กันยายน 2551 เป็นวันที่ทั้งโลกเศรษฐกิจต้องจารึกไว้ว่า เมื่อกลุ่มบริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส จำกัด (LEHMAN BROTHER) บริษัทการเงินขนาดยักษ์รายใหญ่อันดับ 4 ของสหรัฐ ฯ ประกาศขอล้มละลาย และต้องการฟื้นฟูกิจการด้วยตนเอง นับเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุด ที่แสดงให้เห็นถึงการล่มสลายของระบบเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากปัญหาหนี้เสียในสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้แก่ลูกค้าที่มีปัญหาความไม่น่าเชื่อถือ หรือไม่มีเครดิท (SUB-PRIME LENDING)

 

เลห์แมน บราเธอร์ส ก่อตั้งมา 158 ปี แล้ว เป็นบริษัทที่มีการลงทุนทั่วโลก ทั้งในตลาดเงิน และ ตลาดทุน เป็นทั้งบริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ และเป็นบริษัทที่ปรึกษาที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก เป็นนายหน้ารายใหญ่ในตลาดอนุพันธ์ (FUTURE MARKETS) ในตลาดการเงินต่างๆ ทั่วทั้งโลก เป็น ธนาคารเพื่อการลงทุน (INVESTMENT BANKER) รายใหญ่อันดับต้นๆ ของโลก และเป็นเจ้าของบริษัทบัตรเครดิท ที่มีจำนวนผู้ใช้มากที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา นั่นคือบัตร อเมริกัน เอกซ์พเรสส์ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นิวยอร์ค และมีสาขาอยู่ในตลาดการเงินใหญ่ๆ ทั่วโลก ทั้งที่ลอนดอน โตเกียว และ เคยเป็นผู้เข้ามาประมูลรับช่วงเข้าไปบริหารจัดการหนี้เสียของระบบสถาบันการเงินของประเทศไทย ในช่วงวิกฤตการณ์เศรษฐกิจการเงินปี พศ. 2540 (แม้ว่าปัจจุบันผู้บริหารหลายคนยังคงมีคดีค้างอยู่กับองค์กร เพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.)

 

จากข้อมูลเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2551 กลุ่มบริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส มีขนาดทางธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์ (MARKET CAP) ประมาณ 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ (ประมาณ 8.5 หมื่นล้านบาท) มีรายรับต่อปีอยู่ที่ 59 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ (ประมาณ 2 ล้านล้านบาท) ในปี 2550 และมีประมาณการรายได้สุทธิของปี 2550 อยู่ที่ 6.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ (ประมาณ 2.278 แสนล้านบาท) สินทรัพย์ของบริษัท ณ สิ้นปี 2550 อยู่ที่ 691 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ (ประมาณ 23.5 ล้านล้านบาท) มีพนักงานทั่วโลกมากกว่า 26,000 คน ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2551 กลุ่มบริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส มียอดขาดทุนถึง 2.8 พันล้านดอลลาร์ และทำให้บริษัทต้องขายสินทรัพย์ออกไปถึง 6 พันล้านดอลลาร์ หุ้นของบริษัทมีมูลค่าลดลงถึงร้อยละ 73 จนในวันที่ 10 กันยายน 2551 บริษัทประกาศการขาดทุนเพิ่มอีก 3.9 พันล้านดอลลาร์ และทำให้หุ้นของบริษัทดิ่งลงอีกร้อยละ 40

 

และจากการล่มสลายของ เลห์แมน บราเธอร์ส ยังส่งผลทำให้สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ ฯ อีก 2 แห่ง อันได้แก่ เมอร์ริลล์ ลีนช์ (MERRILL LYNCH) และ อเมริกัน อินเตอร์เนชันแนล กรุพ (AMERICAN INTERNATIONAL GROUP (AIG)) ที่จะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาทางธุรกิจที่รุนแรง และยังจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ต่อเนื่องไปถึงบริษัทการเงินยักษ์ใหญ่ในสหรัฐ ฯ อีกเป็นวงกว้าง และนักการเงินส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าปัญหาจะยิ่งส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจแท้จริงของสหรัฐ ฯ อย่างรุนแรง รวมทั้งยังจะส่งผลต่อระบบการเงินในระดับโลกอย่างแน่นอน

 

บรรดานักลงทุนใน วอลล์สตรีท สหรัฐ ฯ ต่างหวาดผวาว่าจะมีบริษัทด้านการลงทุน และประกันภัยอื่นๆ ล้มละลายตามมาอีก หลังจากกรณีของ เลห์แมน บราเธอร์ส วาณิชธนกิจรายใหญ่อันดับ 4 ล้มละลาย และเมอร์ริล์ ลีนช์ อันดับ 3 ขายกิจการ ในขณะที่วาณิชธนกิจรายใหญ่อันดับ 1 และ 2 ของสหรัฐ ฯ ได้แก่ โกลด์แมน แซคส์ และ มอร์แกน สแตนเลย์ เผชิญสถานการณ์ไม่สู้ดี มูลค่าหุ้นของบริษัทดิ่งลงพรวดพราด ทั้งที่เพิ่งแจ้งว่า ผลประกอบการของบริษัทอยู่ในขั้นดี โดยเฉพาะ มอร์แกน สแตนลีย์ หุ้นดิ่งลงร้อยละ24 และโกลแมนแซคส์ ดิ่งลงร้อยละ 13.9

 

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ของไทยได้ออกบทวิเคราะห์เรื่อง “วิกฤต เลห์แมน บราเธอร์ส และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย” โดยระบุว่า การล้มละลายของ เลห์แมน บราเธอร์ส วาณิชธนกิจอันดับ 4 ของโลก นำไปสู่ความตื่นตระหนกในตลาดการเงิน และเกิดความผันผวนในตลาดการเงินทั่วโลก ทำให้สภาพคล่องการเงินทั่วโลกตึงตัว จนธนาคารกลางประเทศต่างๆ ต้องอัดฉีดสภาพคล่องเข้ามาในระบบไม่ต่ำกว่า 160,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ รวมทั้งประเทศไทยเอง ก็จะได้รับผลทั้งระยะสั้นและระยะยาว

 

นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ สายเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงกรณีบริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส จำกัด ยื่นขอล้มละลายว่า ผลกระทบต่อประเทศไทยมีอยู่ในวงจำกัด เพราะเลห์แมนฯ ไม่ได้เปิดสาขาในไทย มีเฉพาะการทำธุรกรรมระหว่างธนาคารพาณิชย์ของไทย กับ เลห์แมนฯ ในสหรัฐ ฯ

 

จากการตรวจสอบข้อมูลธนาคารพาณิชย์ 14 แห่ง พบว่ามีการลงทุนใน เลห์แมน ฯ 4,300 ล้านบาท จากการปล่อยกู้ และการลงทุนในตราสารที่ เลห์แมน์ฯ เป็นผู้ออก จากจำนวนสินทรัพย์รวมที่ธนาคารพาณิชย์ไทยไปลงทุนในต่างประเทศ ณ สิ้นเดือน กค. มีมูลค่า 102,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 1.3 ของสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ

 

สำหรับผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น คือ เงินทุนเคลื่อนย้ายจากต่างประเทศ เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะสหรัฐ ฯ คงมีการขายหุ้นหรือสินทรัพย์ที่ถืออยู่ในเอเชีย เพื่อนำเงินกลับไปสหรัฐ ฯ ช่วยเหลือสถานภาพของสถาบันการเงินในสหรัฐ ฯ ดังนั้น คงจะมีการเคลื่อนย้ายเงินทุนต่อเนื่อง ทั้งตลาดเงิน และตลาดหุ้น เหมือนที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่ง ธปท.ย้ำให้ธนาคารพาณิชย์ ต้องระมัดระวังอย่างต่อเนื่องในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ธนาคารปรับตัวได้

 

ส่วนผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจโลกนั้น คงต้องติดตามดูว่าปัญหาสถาบันการเงินสหรัฐคงจะยังไม่ยุติ และคงจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ ฯ และอีกหลายประเทศ ซึ่งจะมีผลต่อการส่งออกสินค้าไทยไปยังตลาดต่างประเทศ ที่อาจจะต้องชะลอตัวลง

 

การล้มครืนของ เลห์แมน บราเธอร์ส สถาบันการเงินใหญ่ติด 1 ใน 4 ของสหรัฐ ฯ ที่มีอายุเก่าแก่กว่า 158 ปี หาได้ “ชอค” แค่ระบบสถาบันการเงินทั้งโลกเท่านั้น !

 

เพราะหลังจากนั้น ที่เกิดความโกลาหลในตลาดหุ้น และตลาดเงินทั่วโลกใน ผลจากบริษัทประกันภัยรายใหญ่ที่สุดของโลกคือ AIG ประสบปัญหาการขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง

 

อเมริกัน อินเตอร์เนชันแนล กรุพ อิงก์ (AIG) เครือกิจการประกันภัยเก่าแก่ยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่ง ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ อเมริกัน อินเตอร์เนชันแนล แอสชัวรันซ์ (AIA) และธนาคาร เอไอจี เพื่อรายย่อย สาขาในประเทศไทย ปัจจุบัน AIG มีพนักงานในสังกัดอีกกว่า 116,000 คน ใน 130 ประเทศทั่วโลก มีลูกค้าอยู่ทั่วทุกมุมโลก จำนวนกว่า 74 ล้านคน โดยส่วนใหญ่นั้นเป็นชาวอเมริกัน ที่จะไร้หลักประกันใดๆ ทั้งสิ้น

 

ปัญหาของ AIG มีความคล้ายคลึงกับปัญหาของธุรกิจย่าน วอลล์สตรีท เพราะปัญหาของ AIG เกิดจากการที่ AIG ค้ำประกันตราสารอนุพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับสัญญาจำนอง ซึ่งส่งผลให้ AIG มียอดขาดทุนรวมกัน 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ในช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมา

 

ทางการสหรัฐฯ เกรงว่า AIG จะเกิดปัญหาล้มละลายเช่นเดียวกับ เลห์แมน จึงได้มีการประชุมระหว่างผู้บริหารระดับสูงของ AIG ผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่หลายแห่ง ธนาคารกลางสหรัฐ ฯ และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลังสหรัฐ ฯ เพื่อหารือเรื่องการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของ AIG ที่ล่าสุดได้ข้อสรุปเป็นทางการว่า เฟด (กระทรวงการคลังสหรัฐ และธนาคารกลางสหรัฐ ฯ) จะจัดสรรเงินกู้เสริมสภาพคล่อง 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ฯ หรือราว 3 ล้านล้านบาท ให้กับ AIG เป็นเวลา 2 ปีด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 8.5 รวมถึงแรงจูงใจพิเศษในการขายสินทรัพย์ที่เป็นภาระออกไป

 

การที่ เฟด ตัดสินใจว่า จำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินวงเงิน 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์แก่ ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ผลกระทบลุกลามในเศรษฐกิจ

 

สำหรับผลกระทบในประเทศไทยจะเป็นเช่นไรนั้น คงต้องคอยติดตามดูไปก่อนระยะหนึ่ง ในช่วงนี้เพื่อไม่ให้เกิดการตื่นตระหนกตกใจแก่ประชาชนซึ่งเป็นลูกค้าของ AIG และ AIA ที่ทำประกันไว้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะ AIA ถือเป็นเจ้าตลาดประกันชีวิตอันดับหนึ่งของไทยด้วย ก็เป็นหน้าที่ของหน่วยงานหลักจะออกมาชี้แจงปกป้องธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารบริษัท AIG ประกันวินาศภัย (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัทนิวแฮมพ์เชอร์ อินชัวรันส์ (AIG) ผู้บริหาร บริษัท อเมริกัน อินเตอร์เนชั่นแนล แอสชัวรันส์ (AIA)

 

ด้านเลขาธิการคณะกรรมการกำกับ และส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ออกมาแถลงว่า ฐานะบริษัทมีความมั่นคง ปัญหาการขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรงของบริษัทแม่ AIG ในสหรัฐ น่าจะไม่กระทบกับบริษัทลูกทั้ง AIG และ AIA ในประเทศไทย “หากประชาชนมีข้อสงสัยในเรื่องฐานะของบริษัทประกันภัย สามารถติดต่อสอบถามได้โดยตรงจากสายด่วนประกันกัน 1186 ”

 

อย่างไรก็ตามผู้เขียนขอเตือนว่าอย่าได้ประมาทนะครับ…! พิษภัยของภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ “ค่าโง่” ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่แพงมากต้องระวัง “ อะไรที่เคยเกิดขึ้นแล้วมันมักจะเกิดขึ้นอีก และ อะไรที่เคยผิดพลาดก็จะเกิดผิดพลาดซ้ำ” บทเรียนนี้มันเคยมาแล้ว และมันอาจจะเกิดขึ้นมาอีกก็ได้ถ้าเราไม่ระวัง ไม่เตรียมตัวให้พร้อม

 

เราไม่สามารถไว้วางใจบริษัทประกันภัยใดๆ ได้เลยในภาวการณ์เช่นนี้ เพราะแม้จะเป็นบริษัทใหญ่ในประเทศมหาอำนาจมีมาตรฐานสูง ยังมีปัญหาขาดทุนล้มละลาย แล้วกับบริษัทในประเทศไทย ที่ไม่รู้ว่ามาตรฐานมีแค่ไหน จะเป็นอย่างไรในภาวะไม่ปกติเช่นนี้ บอกได้เลยว่า AIG กำลังส่งสัญญาณ “อันตราย” ให้กับประกันภัยไทย

 

น่ากลัวไหมละครับ



------------------------------
เรื่องโดย : กฤชกมล นิติธรรมโกศล
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน พฤศจิกายน ปี 2551
คอลัมน์ : ประกันภัย
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/AcuqW

Follow autoinfo.co.th