บทความ

สัพเพเหระ


หนนี้เป็นช่วงผลัดเปลี่ยนการบริหารราชการงานเมือง แม้ว่าจะมีเรื่องน่าสนใจให้กระทุ้งอยู่หลายเรื่อง แต่ก็ต้องขอชะลอเอาไว้ก่อน เพราะต้องคอยให้ท่านผู้บริหารคนใหม่ หรือท่านรัฐมนตรีคนใหม่ ท่านเริ่มงานเสียก่อน จะรีบเร่งกระทุ้ง ก็ไม่รู้จะไปลงเอาที่ใคร

รับรองได้ว่าเรื่องดุเด็ดเผ็ดมันมีเยอะครับ เพราะขนาดเจอหน้าคนที่พูดว่า “อี 85 ชาติหน้า” ท่านยังหัวเราะร่วนอยู่เหมือนเดิม

รอบนี้ขอเป็นเรื่องสัพเพเหระ ที่ต้องเกี่ยวพันกับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ใช้รถใช้ถนนกันก่อน

ส่วนเรื่องโครงการรถเช่า เอนจีวี 4,000 คัน เพื่อเอามาทดแทนรถเย็น และ ครม. ชุดเก่าตัดจำนวนจาก 6,000 คัน เหลือ 4,000 คัน ที่มีมูลค่าโครงการมหาศาล วงเงินถึง 62,598.33 ล้านบาทนั่น ก็ขอเก็บเอาไว้เล่าในโอกาสต่อไป เพราะตอนนี้เพิ่งจะเริ่มประชุมครั้งแรกกันไป เอาไว้ได้เรื่องแล้วค่อยเก็บเอามาเล่าให้ฟังดีกว่า

เรื่องถัดไปก็เป็นเรื่องสนุก กับการทำงานของข้าราชการอีกเรื่องหนึ่ง

ก็ต้องเท้าความถึงเรื่องเริ่มต้นกันก่อน เพราะสภาพการจราจรที่คับคั่งบริเวณถนนติวานนท์-แยกแคราย ที่ต้องวิ่งผ่านแยกพงษ์เพชรไปถนนวิภาวดีรังสิต ที่ท้องถนนต้องรับสภาพการจราจรที่หนาแน่นตลอดทั้งวัน และติดขัดอย่างมากในชั่วโมงเร่งด่วน

กรมทางหลวงชนบท ท่านก็เลยตั้งโครงการศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม และผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น เพื่อก่อสร้างโครงข่ายเชื่อมต่อถนนนครอินทร์-วิภาวดีรังสิต และจัดประชุมรับฟังความเห็น และข้อเสนอแนะจากประชาชน เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม

งานนี้ ท่านตั้งธงเอาไว้ 3 เส้นทาง ทางแรกเริ่มต้นที่ถนนเลี่ยงเมืองนนทบุรี ผ่านหลังซอยวัดกำแพง ผ่านถนนประชาราษฎร์ ผ่านถนนประชาชื่น ไปต่อกันกับถนนงามวงศ์วาน แถวเรือนจำคลองเปรม

ทางที่ 2 เริ่มต้นที่เดียวกัน แต่เบี่ยงออกหลังกระทรวงสาธารณสุข ไปผ่านทางพิเศษศรีรัช ผ่านแยกประชาชื่นกับเทศบาลสงเคราะห์ ไปลงวิภาวดีรังสิตบริเวณวัดเสมียนนารี

และทางที่ 3 เริ่มต้นเหมือนกัน แต่ไปเบี่ยงปากซอยกรุงเทพ-นนทบุรี 7 ไปต่อกับถนนรัชดาภิเษกโน่น

เพียงแค่จัดประชุมรับฟังความเห็น ชาวประชาก็ค้านกันสนั่นหวั่นไหว เพราะถึงถนนจะเป็นทางยกระดับ แล้วไปลอดอุโมงค์ผ่านทางรถไฟกับถนนกำแพงเพชร 2 แต่ก็ผ่าเข้าไปในหมู่บ้านบานเบอะ แถมรับรถมาจากถนนนครอินทร์แล้ว ไปถึงวิภาวดีรังสิต หรือจะลงออกไปตรงไหน มันก็ยังติดอยู่ ไม่ได้วิ่งผ่านแล้วเลื่อนไหลง่ายๆ

จากนั้นก็มีรายการออกแรงกันแทบจะทุกหมู่บ้านที่มีโครงการตัดผ่าน เข้าพบ รมว. คมนาคม คนก่อน และสรุปได้ว่า มอบหมายให้กรมทางหลวงชนบทสั่งยุติโครงการ เพราะส่งผลกระทบกับประชาชน และสังคมอย่างมาก

ท่านอธิบดีก็เลยออกมาแถลงยุติโครงการ เมื่อปลายเดือนกันยายน แต่ไหนๆ ก็ควักสตางค์ให้บริษัทที่ปรึกษาไปแล้ว ก็เลยให้ศึกษาความเป็นไปได้ ในการก่อสร้างอุโมงค์ลอดบริเวณทางแยกลงจากสะพานพระราม 5 นนทบุรี บริเวณแยกแคราย เลี้ยวขวามาถนนงามวงศ์วาน ขึ้นถนนวิภาวดีรังสิต 2 ช่องจราจรแทน

ก็ให้งงๆ อยู่ครับ ว่ามันเป็นถนนในกรุงเทพมหานครแท้ๆ ทำไมกลายเป็นกรมทางหลวงชนบท ท่านจะมาสร้างตามความเห็นของจังหวัดนนทบุรี ผ่าน สนข. ตอนประชุมประสานการพัฒนาระบบโครงข่ายถนน และการจราจร

หรือว่า กรุงเทพมหานคร ที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ท่านไม่ได้เข้าประชุมด้วย ก็เลยไม่มีใครออกความเห็น ปล่อยให้ลงมือไปจนถึงจ้างบริษัทที่ปรึกษาไปแล้ว

พิลึกดีนะครับ ระบบราชการบ้านเรา

นี่ท่านอธิบดีย้ายจาก กรมทางหลวงชนบท ไปอยู่ที่ กรมทางหลวง แทนอธิบดีคนเก่าที่เกษียณไป ก็ต้องคอยดูว่า ท่านจะมีไอเดียเก๋ไก๋อะไรออกมาอีก

ต่อมาก็เรื่องของท่านผู้บริโภค ที่ปรับเปลี่ยนรถยนต์ของท่าน มาใช้แกสเป็นเชื้อเพลิง อย่าลืมว่า ท่านต้องแจ้งเปลี่ยนเชื้อเพลิงกับกรมการขนส่งทางบก เพราะหากฝ่าฝืนจะมีความผิดตาม พรบ. รถยนต์ พศ. 2522 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท

ก็มีข้อมูลมานำเสนอว่า ปัจจุบัน มีเจ้าของรถมาแจ้งเปลี่ยนชนิดเชื้อเพลิง จำนวนทั้งสิ้น 546,486 คัน เป็นรถใช้ แอลพีจี จำนวน 474,313 คัน และ รถใช้ ซีเอนจี 72,173 คัน

สำหรับเจ้าของรถที่สนใจนำรถไปติดตั้งอุปกรณ์ใช้แกสเป็นเชื้อเพลิง หรือผู้ที่สนใจ เป็นผู้ติดตั้ง หรือผู้ตรวจ และทดสอบที่ได้รับความเห็นชอบจากกรมการขนส่งทางบก สามารถศึกษารายละเอียด และสอบถามข้อมูลได้ที่ “ศูนย์ส่งเสริมสนับสนุนการใช้ เอนจีวี” โทร. 0-2272-5751-2 หรือทางเวบไซท์ www.dlt.go.th

แต่ถ้าไปติดตั้งแล้ว จะแจ้งหรือไม่ก็ตาม ก็โปรดอย่าหงุดหงิดเวลาขับรถเข้าห้าง ที่ตอนนี้มีประกาศติดตรงทางเข้าในหลายๆ ห้าง ทั้งกรุงเทพ ฯ และต่างจังหวัด ถ้าในกรุงก็ให้ไปจอดชั้นที่ลมโกรก สูงๆ โน่น ถ้าเป็นต่างจังหวัด ก็ขอร้องให้ไปจอดกลางแจ้ง

จุดประสงค์ของทางห้างก็เพื่อว่า หากมีการรั่วไหลของแกส ไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม ลมที่พัดอยู่ตลอดเวลา จะเป็นการกระจายแกสออกไป ไม่กองรวมอยู่ตรงที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งเจ้าของรถคันอื่นที่ไม่ทราบ มาสตาร์ทรถของตัวเอง ที่ไม่ได้ติดตั้งแกส เกิดประกายไฟ แล้วรถที่ติดตั้งระบบแกส เกิดการระเบิดหรือเป็นอันตรายขึ้น ห้างก็ไม่อยากจะรับผิดชอบตรงนี้ เพราะยังไงก็ต้องมีรายการฟ้องร้องกันแน่

ก็ได้เปรียบเรื่องราคาเชื้อเพลิงที่ใช้ไปแล้ว ร่วมมือกันเพื่อความปอดภัยของตนเอง และผู้อื่น น่าจะเป็นการดีที่สุด

เพราะกระผมเองเติมน้ำมันที เหลือบดูป้ายแสดงราคาน้ำมันที เห็นความแตกต่างของราคาก็ได้แต่สะท้อนหัวอก

นี่เจ้า 6 มาตรการ 6 เดือน เลิกเมื่อไร ราคาน้ำมันเริ่มสูงขึ้นอีกเมื่อไร ก็ว่าจะซื้อมอเตอร์ไซค์มาขี่ ท่าจะดี

เรื่องสุดท้ายนี่ แจ้งเพื่อทราบ

ตอนนี้กรมการขนส่งทางบก ได้เปลี่ยนป้ายวงกลม หรือป้ายแสดงเครื่องหมายการเสียภาษีประจำปี อีกหนแล้วครับท่าน หลังจากหนก่อนยกเลิกเรื่องป้าย พรบ. บุคคลที่ 3 ไปแล้ว

หนนี้ท่านจะใช้ป้ายที่มีระบบบาร์โคด พร้อมหมายเลขรหัสคุมแบบพิมพ์ และระบบป้องกันการปลอมแปลงที่ทันสมัยมาใช้ นอกจากนี้ ยังได้เปลี่ยนสีขอบของเครื่องหมาย รวมทั้งข้อความด้านหลังจากเดิมที่ใช้สีแดงมาเป็นสีน้ำเงิน

ตอนนี้ทยอยนำออกใช้ในจังหวัดที่เครื่องหมายการเสียภาษีประจำปีแบบเดิมหมดลง ส่วนในเขตกรุงเทพมหานคร คาดว่าจะนำออกใช้ได้ ภายใน 1-2 เดือนนี้

ป้ายยังคงมีขนาดกว้าง 9.9 เซนติเมตร ยาว 9.4 เซนติเมตร มีสีพื้นเป็นสีน้ำเงิน พิมพ์ข้อความ “กรมการขนส่งทางบก” อยู่ชิดขอบด้านบน และข้อความ “กระทรวงคมนาคม” อยู่ชิดขอบด้านล่าง

เมื่อปรับปรุงใหม่แล้ว จะพิมพ์เครื่องหมายการเสียภาษีประจำปี รวมอยู่กับใบเสร็จรับเงิน และสำเนาใบเสร็จรับเงิน ทำให้สามารถพิมพ์เอกสารได้ในคราวเดียวกัน ซึ่งจะช่วยให้เกิดความสะดวก และรวดเร็วในการให้บริการประชาชน

ยินดีต้อนรับท่านรัฐมนตรีชุดใหม่ทุกท่านครับ



------------------------------
เรื่องโดย : มือบ๊วย
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน พฤศจิกายน ปี 2551
คอลัมน์ : โค้งอันตราย
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/kJNpM

Follow autoinfo.co.th