บทความ

ได้เวลาเปลี่ยนแนวคิด


รถสปอร์ทพลังสูงทยอยออกสู่ตลาดโลกกันไม่ขาดสายต่อเนื่องกันมาหลายปีแล้วครับ กำลังของเครื่องยนต์ระดับขึ้นต้นด้วยเลข 3 ที่เมื่อไม่นานมานี้ ยังอยู่ในขั้น “แรง” ไม่มีใครอยากสนใจแล้วถ้าจะให้อยู่ในระดับติดกลุ่มเรียกความสนใจได้ ต้องขึ้นต้นด้วยเลข 5 แม้แต่เลข 6 ก็ยังไม่ทำให้คนชอบรถตื่นเต้นได้แล้ว

 

มันเป็นการแข่งขันของบริษัทผลิตรถยนต์อย่างไม่เป็นทางการ จึงไม่มีรางวัล มีแต่ “เดิมพัน” ซึ่งก็คือเงินในกระเป๋าลูกค้า ว่าใครจะดึงเอามาเข้าบัญชีของบริษัทได้มากกว่ากัน ช่วงเลข 3ถึงเลข 4 นั้นง่ายมาก เลข 4 ถึงเลข 5 ก็ยากขึ้นมาอีกหน่อย จากเลข 5 มาเลข 6 เริ่มมีปัญหาเพราะถ้าไม่ใช้ชุดอัดอากาศอย่าง เทอร์โบ หรือซูเพอร์ชาร์เจอร์ช่วย ก็ต้องเพิ่มขนาดเครื่องยนต์และถ้าเพิ่มขนาดแล้ว ใช้เครื่องอัดอากาศด้วย ก็ไม่ใช่เรื่องยากทางเทคนิค ที่จะเพิ่มกำลังไปให้เกิน 700 แรงม้า

 

ลิมิท หรือขอบเขตสูงสุด จึงไม่ใช่ปัญหาด้านเทคนิคครับ แต่อยู่ที่ความมีเหตุผลของลูกค้า ทั้งจากการใช้กำลังขนาดนี้ และจากการใช้เชื้อเพลิงแบบล้างผลาญ ที่นอกจากจะไม่เข้ากันกับปัญหาระดับโลกด้านการใช้พลังงาน แล้วยังมีกฎหมายควบคุมปริมาณแกสคาร์บอนไดออกไซด์จากเครื่องยนต์มาเป็นอุปสรรคอีกด้วย

 

เพราะกำลังสูงสุดของเครื่องยนต์ มีผลต่อความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของรถ ไม่ว่าจะใช้งานมันถึงระดับนั้นหรือไม่ ยกตัวอย่าง เช่น ถ้ารถสองคันมีน้ำหนักพอๆ กัน เช่น ประมาณ 1,300 กก. คันหนึ่งใช้เครื่องยนต์กำลังสูงสุด 120 แรงม้า ส่วนอีกคันหนึ่งใช้เครื่องยนต์ที่ใช้กำลังสูงสุดได้เกิน300 แรงม้า ถึงจะเอาคันหลังมาใช้งานแบบไม่เกิน 120 แรงม้า มันก็จะกินน้ำมันเฉลี่ยมากกว่าคันแรกครับ

 

ยกตัวอย่างแบบหยาบๆ อาจกินมากกว่า 50 % แล้วพลังงานที่ได้จากเชื้อเพลิง ต้องมาจากการทำปฏิกิริยา หรือการเผาไหม้ร่วมกับออกซิเจนในอากาศ ในสัดส่วนที่ค่อนข้างคงที่และต่างกันนิดหน่อยระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน และเครื่องยนต์ดีเซล ปริมาณของแกสคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสารปลายทางของการเผาไหม้ และถูกปล่อยออกมาทางปลายท่อไอเสีย ซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วไปแล้วว่าเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดสภาวะโลกร้อนขึ้นกว่าเดิม(เพราะแต่เดิมมันก็ร้อนอยู่แล้ว) จึงเป็นสัดส่วนโดยตรงกับความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของรถ

 

เดี๋ยวนี้แค่รู้ว่าเป็นเครื่องยนต์ดีเซลหรือเบนซิน และกินน้ำมันต่อระยะทางเท่าใด เราก็มีตัวเลขตายตัวคำนวณได้เลยครับ ว่ารถนั้นจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมากี่กรัมต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร

 

ผมเชื่อว่าอีกไม่นาน การแข่งขันกันสร้างรถใช้เครื่องยนต์พลังงานมากมายเช่นนี้ จะต้องถึงจุดอิ่มตัว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีใครต้องการนะครับ ลูกค้าที่ฐานะทางการเงินดี ยังคงต้องการรถที่มีอัตราเร่งทันใจ ทำความเร็วสูงสุดได้เกินต้องการ แต่จะมีเหตุผลอื่นเพิ่มขึ้นมาในการเลือก ซึ่งก็คือความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง เพราะถึงจะมีเงินเติมน้ำมันได้ไม่อั้น แต่ก็เสียความรู้สึก และถ้าสังคมไม่ยอมรับ ความภาคภูมิใจก็จะลดลง จนไม่รู้สึกว่าคุ้มกับเงินที่ต้องจ่าย

 

รถสปอร์ทที่จะขายดีในอนาคต น่าจะเป็นรถที่ไม่ต้องให้กำลังถึง 400 แรงม้า และต้องกินน้ำมันไม่มาก เมื่อเทียบกับสมรรถนะของรถ เบรคเยี่ยม เช่นเดียวกับการเกาะถนนทรงตัว เครื่องยนต์ตอบสนองดี ให้เสียงน่าฟัง ใช้วัสดุคุณภาพสูง ฝีมือประกอบดี เท่านี้ก็พอแล้วครับ ถ้าไม่นับบริการหลังการขาย และภาพลักษณ์ของรถตรานั้น

 

ผมเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ รถที่ประหยัดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สวย ใช้งานสะดวกในเมือง จะเป็นรถที่คนส่วนใหญ่ต้องการ มีของแถมพิเศษด้วย คือ ใช้แล้วมีภาพลักษณ์ที่ดีเพียงแต่แนวโน้มที่ว่านี้ จะเริ่มในประเทศที่พัฒนาแล้วจริงๆ ก่อน ซึ่งก็คือ กลุ่มประเทศในยุโรปตะวันตก สหรัฐอเมริกา และแคนาดา ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ และเมืองใหญ่ในออสเตรเลียส่วนประเทศไทยคงไม่มีใครทำนายได้ว่าเมื่อใด แค่เมื่อไรจะมีรัฐบาลที่ซื่อตรง รักชาติ ปกป้อง และดูแล
ก็ไม่มีใครทำนายได้แล้วครับ

 

เรามาดูตัวอย่างของผู้ที่เชื่อมั่นในอนาคตของรถแบบที่ว่านี้กันสักรายหนึ่งก่อนครับ ที่ผมเห็นว่าโดดเด่น น่าสนใจ เอาจริง ไม่เพ้อฝัน และไม่สร้างภาพ คือ บริษัท MINDSET ของLORENZO SCHMID นายทุนในประเทศสวิส มั่นใจขนาดรวบรวมเงินจากนักลงทุนกลุ่มหนึ่งได้ถึง 250ล้าน ยูโร หรือประมาณ 12,500 ล้านบาท เปิดสำนักงานหรูในเมืองโลซานน์ ตั้งเป้าไว้ว่าจะผลิตรถไฮบริดขายอย่างน้อย 50,000 คัน ภายใน 5 ปีแรก หรือเฉลี่ยปีละ 10,000 คัน

 

ถ้าเป็นรถไฮบริดธรรมดาคงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่รถไฮบริดของ MINDSET ใช้แนวคิดแบบไม่ตามอย่างใคร จะเรียกว่าปฏิวัติแนวเดิมของวงการก็คงพอได้ และแนวคิดแบบนี้ต้องอาศัยการออกแบบจากคนที่มีฝีมือและเข้าใจจริงเท่านั้น นักออกแบบรถคันที่ว่านี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น มูรัต กูนัค(MURAT GUENAK) นักออกแบบรถระดับแถวหน้าของโลก อดีตหัวหน้าฝ่ายออกแบบของโฟล์คสวาเกนเคยผ่านงานสำคัญในแผนกออกแบบของ เมร์เซเดส-เบนซ์ และ เปอโฌต์ มาแล้ว

 

โชคดีที่ในวงการออกแบบรถยนต์ ไม่ค่อยมีการกีดกันเชื้อชาติโดยกลุ่ม “ฝรั่ง” ผิวขาว เพราะ กูนัคมีเชื้อชาติตุรกี ด้วยฝีมือในการออกแบบที่โดดเด่น ทำให้ กูนัค โดดเด่นในวงการออกแบบรถยนต์ตั้งแต่ยังหนุ่ม ตอนนี้ไม่หนุ่มแล้ว แต่ก็ยังไม่ถึงวัยเกษียณ การที่ กูนัค ทิ้งงานระดับสูงสุดฝ่ายออกแบบรถยนต์ของบรรดาบริษัทผลิตรถยนต์ชั้นนำ มารับงานแปลกใหม่แบบนี้ ย่อมต้องมีความเชื่อมั่นต่ออนาคตของรถแบบนี้จริงๆ และไม่ได้มาแค่รับจ้างออกแบบ แต่รับตำแหน่งประธานกรรมการของบริษัท MINDSET ด้วย ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดการลงทุน แต่ดูจากท่าทีแล้วน่าจะเป็นผู้ลงหุ้นในบริษัทนี้ในสัดส่วนมากพอสมควรครับ

 

รถไฮบริดที่ กูนัค ออกแบบ และถูกสร้างเป็นต้นแบบขนาดเท่าตัวจริงเรียบร้อยแล้ว ผมมองดูทีแรกรู้สึกว่าแปลก และ “ตลก” เมื่อเทียบกับผลงานในอดีตของ กูนัค อย่าง เมร์เซเดส-เบนซ์ เอสแอลเคและ เปอโฌต์ 207 หรือ โฟล์คสวาเกน ทีกวน แต่ถ้าทำใจให้เป็นกลาง ปรับความคิดใหม่ ว่านี่คือรถไฮบริดของแท้ สำหรับลูกค้าที่ทันสมัย และมีสำนึกด้านการประหยัด และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

 

มองซ้ำหลายๆ เที่ยว และจากหลายมุม ทั้งภายนอกและภายใน ก็จะเริ่มเห็น “เสน่ห์” ของรถคันนี้จริงๆ ครับ มันมีความสวยงาม ความน่ารัก ความเป็นมิตรซ่อนอยู่ในรูปทรงสามมิติ ที่มาจากมันสมองและประสบการณ์ยาวนานหลายสิบปี ของนักออกแบบรถยนต์ฝีมือระดับโลก กูนัค อธิบายสั้นๆตามแบบฉบับของคนเก่งระดับอัจฉริยะว่า “นอกจากลูกค้าจะชอบรถนี้ ที่มันเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว เราต้องการให้ลูกค้ารักตัวรถโดยตรงด้วย”

 

ลองนั่งดูรูปรถนี้นานๆ บ่อยๆ แล้วจะเข้าใจครับ ว่าจริงของเขา

 

รถนี้ไม่มีคราบไคลของ “ซิทีคาร์” หรือรถตู้ขนาดจิ๋ว ที่พวกเราเห็นกันจนเบื่อ กูนัค เอาเอกลักษณ์ของรถสปอร์ทมาซ่อนไว้อย่างแนบเนียน ตั้งแต่ส่วนหน้าของรถที่ค่อนข้างยาว ประตูเปิดขึ้นแบบปีกนก(ผมไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องเป็นนกนางนวลด้วย) ล้อวงกว้าง เส้นผ่านศูนย์กลาง 22 นิ้ว ความยาว4.2 เมตร น้ำหนักตัวพร้อมใช้งานแค่ 800 กก. ซึ่งเบากว่ารถขนาดเล็กทั่วไปประมาณร้อยละ 30

 

กูนัค บอกว่าลูกค้าส่วนใหญ่ของเขาไม่ใช่แค่กลุ่มผู้อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในแบบดั้งเดิมทั่วไป แต่จะเป็นกลุ่มที่ยึดมั่นในความเห็นของตนเองจริงๆ และต้องการเห็นโลกนี้ดีขึ้น ภายในของรถถูกออกแบบให้รู้สึกอบอุ่นเหมือนนั่งอยู่ในคลับ ทันสมัย แต่เรียบง่าย

 

เขาบอกว่า “เสน่ห์ของรถนี้ อยู่ที่ฝีมือของผู้ออกแบบในการลดส่วนที่จำเป็นทิ้งไป แต่ต้องลดแบบมีคุณค่า น่าเสียดายที่ไม่มีโรงงานรถยนต์เข้าใจแนวคิดนี้”

 

พลังงานจากแบทเตอรี ลิเธียม- ไอออน พอสำหรับระยะทาง 100 กม. ต่อการประจุเติมที่ 1 ครั้งถ้าต้องการใช้งานไกลกว่านี้ เครื่องยนต์เบนซิน 2 สูบ ให้กำลัง 24 แรงม้า จะช่วยให้ขับต่อไปได้อีก700 กม./เบนซิน 1 ถัง พร้อมกับอัดไฟให้แบทเตอรีไปในตัวด้วย นอกจากนี้บนหลังคาใส ยังมีแผ่นเซลล์แสงอาทิตย์ เปลี่ยนพลังงานในแสงแดดเป็นพลังงานไฟฟ้า ป้อนให้แบทเตอรีแบบได้ฟรีจริงๆถ้าดินฟ้าอากาศเป็นใจ กำหนดวางตลาดของรถนี้ คือ ปีหน้าครับ ราคาประมาณ 50,000 ยูโร หรือประมาณ 2,500,000 บาท ถ้าดีจริงน่าจะขายได้ในประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลก ปีละ 10,000 คันตามเป้าหมาย และคงจะขายหมดอย่างสบายครับ



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา ตัณฑเศรษฐี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กันยายน ปี 2551
คอลัมน์ : รอบรู้เรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/Vaeee

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใครเกลียด
ขับเคลื่อนล้อหน้า
จงหวงแหนถนนของพวกเรา
ระบบเบรค ถ้าไม่ตรวจอาจดับได้
ยิ่งเบรคเร็ว ยิ่งปลอดภัย
มูลนิธิ ลมหายใจไร้มลทิน เสริมสร้างค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต
มูลนิธิ ลมหายใจไร้มลทิน เสริมสร้างค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต
อัพเดทล่าสุด
24 Aug 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
609,000
2.
469,000
3.
469,000
5.
1,239,000
6.
1,399,000
7.
640,000
8.
3,090,000
9.
2,160,000
10.
2,120,000
11.
2,269,000
12.
2,980,000
13.
2,318,000
14.
6,899,000
15.
4,299,000
16.
3,629,000
17.
3,429,000
18.
2,229,000
19.
12,399,000
20.
8,399,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th