บทความ

จุดจบของรถอังกฤษ


ผมคงไม่จำเป็นต้องแนะนำบริษัทยักษ์ใหญ่ของอินเดีย นามว่า ทาทา แล้วนะครับ เพราะได้เขียนถึงไปในฉบับที่แล้ว พร้อมกับการแนะนำรถจิ๋วราคาถูกระดับ ”ขย่มโลก” อย่าง ทาทานาโน และพวกเราส่วนใหญ่คงได้สัมผัสรถตรานี้ ซึ่งถูกนำมาแสดงใน “มอเตอร์โชว์” ครั้งล่าสุดและเน้นการจำหน่ายรถบรรทุกขนาด 1 ตันเป็นหลัก

 

จะประสบความสำเร็จในตลาดรถพิคอัพของประเทศไทยหรือไม่ ผมไม่ขอวิจารณ์ในตอนนี้ครับเพราะคงจะไม่ยุติธรรม หรือเข้าข่ายชี้นำ เอาได้แต่เพียงว่า ความใหญ่โตของบริษัท หรือเงินทุนไม่ได้นำไปสู่ความสำเร็จเสมอไป แต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และฝีมือทางการตลาด

 

ผมขอเขียนถึง ทาทา ในคอลัมน์นี้ เฉพาะในฐานะเจ้าของใหม่ของ แจกวาร์ รถชื่อเสียงโด่งดังในอดีตของอังกฤษ ที่คนวัยเดียวกับผม หรือสูงวัยกว่า ล้วนชอบ และชื่นชมกันมาตั้งแต่ในวัยเยาว์ด้วยการบริหารจัดการแบบล้าหลัง ทำให้บริษัทนี้ขาดทุนอย่างหนัก และตกไปอยู่ในความครอบครองของ ฟอร์ด แห่งสหรัฐอเมริกา อยู่เป็นเวลานาน ขนาดมีทุนสนับสนุนอย่างดี แจกวาร์ก็ยังขาดทุนอยู่อย่างเดิม ระดับที่ ฟอร์ด ต้องตัดสินใจปิดโรงงานหลัง อันมีประวัติมายาวนานในเมือง โคเวนทรี (COVENTRY)

 

ถ้าพูดแบบชาวพุทธ ก็คงต้องบอกว่าทุกอย่างล้วนเป็นอนิจจัง ไม่มีอะไรยั่งยืน คงทนตลอดไปอุตสาหกรรมยานยนต์ในอังกฤษ ที่เคยยิ่งใหญ่ในอดีตนั้น จบสิ้นลงแล้ว เหลือแต่เพียงชื่อและตราเท่านั้น และตกไปอยู่ในมือของชาติอื่นหมด เอมจี ตกไปเป็นของนักธุรกิจชาวจีน ที่ยังเอาแน่อะไรไม่ได้ แค่ออกข่าวมานานแล้ว ว่าจะผลิตรุ่น พีเอฟ เดิมต่อไปอีก ก็ยังไม่สามารถทำได้เสียทีครับ

 

แอสตัน มาร์ทิน ซึ่งตกเป็นของ ฟอร์ด ไปนานแล้ว และล่าสุดถูกขายให้นักลงทุนกระเป๋าหนักของคูเวต ยังโชคดีที่ให้ อุลริค เบซ (ULRICH BEZ) ยอดฝีมือจากเยอรมนีบริหารต่อ เพราะได้แสดงฝีมือรื้อฟื้นศักดิ์ศรีของรถตรานี้ กลับคืนมาสำเร็จ ใครต้องการซื้อรถตรานี้ ต้องเข้าคิวรอ หรือไม่ก็ต้องหาเงินส่วนต่างมาเพิ่มให้บรรดานักเก็งกำไร ยอดขายต่อปีของ แอสตัน มาร์ทิน เกิน7,000 คัน แล้วครับ แต่ อุลริค เบซ ก็ไม่เคยคุยโอ้อวด ยังคงเข้มงวดกับลูกน้องในการพัฒนารถตรานี้อย่างหนักต่อไป

 

โลทัส ถูก ปโรตอน ของมาเลเซียซื้อไปในราคาเท่าไร ผมลืมตัวเลขไปแล้ว จำได้แต่ความรู้สึกตอนนั้น ว่าทำไมถูกอย่างนี้ สำหรับ “KNOW HOW” และทีมวิศวกรชั้นยอด แต่ขณะนี้ได้ข่าวว่ากำลังเดือดร้อนกันพอสมควร เพราะผู้บริหารพยายามลดค่าใช้จ่าย

 

เบนท์ลีย์ อยู่ในกำมือของนายทุนเงินหนาระดับ โฟล์คสวาเกน และไม่ได้มีแต่เงิน แต่พรั่งพร้อมด้วยเทคโนโลยีทันสมัย และวิศวกรฝีมือเยี่ยม ก็เลยมีอนาคตที่สดใสไร้กังวล ส่วนโรลล์ส-รอยศ์ ซึ่ง โฟล์ค ฯ และ บีเอม ฯ “กัด” กันเลือดโชก เพื่อแย่งชิงรถหรูชื่อสะท้านโลกนี้และฝ่ายหลังเป็นฝ่ายมีชัย ก็ไม่แพ้ เบนท์ลีย์ อดีตคู่แฝดเชื้อชาติอังกฤษ เพราะขายได้ปีละกว่า1,000 คัน และเป็นรถเก๋งสุดหรูอย่างเดียวเท่านั้น

 

ในขณะที่ เบนท์ลีย์ ได้เปรียบตรงที่ทำรถสปอร์ทขายด้วย “ลูกบุญธรรม” เชื้อชาติอังกฤษของบีเอม ฯ ที่เป็นตัวทำเงินให้ ไม่ใช่ โรลล์ส-รอยศ์ ครับ แต่เป็น มีนี ที่ในความเห็นส่วนตัวของผมเชื่อว่า มาจากฝีมือในการออกแบบที่ไม่ยึดติดกับการย้อนยุค หรือ เรทโร (RETRO) จนเกินไป

 

ใครชอบแบบย้อนยุค ชวนให้นึกถึงความหลังยุคที่ผู้คนยังมองโลกด้วยความหวังอันสดใส มีนีใหม่ก็มีให้พอเห็น ใครชอบแบบทันสมัยไม่เคยเห็น มีนี รุ่นดั้งเดิมเลย มีนี ใหม่ก็ทันสมัยเต็มตัวถูกใจทั้งเพศหญิงและชาย ไม่ว่าหนุ่มหรือแก่ กะเทยก็ยังชอบ ภายในกว้างกว่ารุ่นดั้งเดิมอย่างมากมีนี จึงเป็นรถที่ผลิตไม่ทันขายมาหลายปีแล้ว

 

กลับมาที่ ทาทา กับ แจกวาร์ กันต่อครับ ญี่ปุ่นมี มิตซูบิชิ เกาหลีมี ฮันเด ยักษ์ใหญ่ที่ผลิตขายตั้งแต่ “สากกระเบือยันเรือรบ” อินเดียก็มี ทาทา นี่แหละ ที่ไม่ได้ขายแต่เหล็กกล้าระดับยักษ์ใหญ่ของโลก แต่ผลิตและขายกระแสไฟฟ้า ถ้วยชาม ชา หนังสือ ซอฟท์แวร์ ฯลฯ แค่พอให้เห็นภาพครับ

 

ฟอร์ด ขาย แจกวาร์ พร้อมแถม โรเวอร์ ให้ ทาทา ในราคา 7 หมื่นกว่าล้านบาท ตัวเลขเท่ากับเงินที่โกงชาติของอดีตนักการเมืองคนเดียวพอดีนั้น เป็นความบังเอิญครับ แต่ก็พอให้เราจินตนาการได้ว่ามันมากมายเพียงใด แม้ในระดับชาติอุตสาหกรรมของโลก ส่วน แอสตันมาร์ทิน ฟอร์ด ขอแค่ 3 หมื่นล้านบาท จากนักลงทุนชาวคูเวต

 

ทาทา ผลิตรถบรรทุก รถโดยสาร รถขับเคลื่อน 4 ล้อ และรถเก่ง เทคโนโลยีปานกลางราคาถูก รวมกันทั้งหมดประมาณปีละ 400,000 คัน ดูยังไงก็ไม่เข้ากันเลยกับการซื้อการลงทุนซื้อกิจการรถชั้นสูง ทันสมัย อย่าง แจกวาร์ และ โรเวอร์ ซึ่งมีพนักงานประจำอยู่ถึง 15,000คน ผู้คนในวงการอุตสาหกรรมรถยนต์ ก็คงคิดเหมือนกันหมด พร้อมกับตั้งคำถามในใจว่าถ้าระดับ ฟอร์ด ยักษ์ใหญ่รายหนึ่งในอุตสาหกรรมรถยนต์ของสหรัฐอเมริกา ยัง “เอาไม่อยู่”และว่าอย่าง ทาทา จะไหวหรือ ? ตามมาอีกคำถามว่า ถ้าอย่างนั้น ราทัน ทาทา เจ้าพ่ออุตสาหกรรมเหล็กของอินเดีย ซื้อ แจกวาร์ และ โรเวอร์ มาทำไม ? บางคนก็พูดเล่นกึ่งประชดว่า ซื้อเพื่อความสะใจ ว่าได้พลิกบทบาทจากทาสที่เคยเป็นเมืองขึ้นโดยตรงของชนชาตินี้ กลับมาเป็นนาย แม้จะเป็นแค่นายจ้างก็ตาม

 

ความจริงคงไม่ใช่หรอกครับ เพราะนักธุรกิจระดับโลกคิดแบบนี้ไม่ได้ ใครคิดแบบนี้ ก็คงไม่มีทางไต่เต้าขึ้นมาสูงระดับนี้ได้ แต่คนอยู่วงนอกอย่างพวกเราเห็นแล้วก็รู้สึกสะใจเหมือนกันเสมือนเวรกรรมมีจริง และสนองได้ทันตาเห็น จากบาปที่ไปรังแก และหาเรื่องยึดประเทศต่างๆเป็นเมืองขึ้นอย่างยโสโอหัง

 

ประเทศไทยเราเองก็แทบจะเอาตัวไม่รอด หลุดพ้นมาได้ก็เพราะอัจฉริยภาพ และพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฯ แท้ๆ ถึงจะทำให้กลายเป็นชนชาติไร้เดียงสา ยกย่องบูชาชนชาติอื่นที่เจริญกว่าทางวัตถุ ยอมเสียเปรียบทุกอย่าง แต่กลับถนัดเอาเปรียบพวกเดียวกัน โกงชาติตนเอง กับคอยเอาเปรียบชาติเพื่อนบ้านที่ด้อยกว่า

 

แต่ผมก็ยังเชื่อว่า สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนแปลงได้โดยการแก้ไข เมื่อใดที่มีผู้นำที่ดีจริง รักชาติบ้านเมือง อย่างไรเสียก็ยังดีกว่า การเคยตกเป็นเมืองขึ้นของพวกฝรั่งตาน้ำข้าว เพราะ
มันหมดสิ้นซึ่งศักดิ์ศรี กลายเป็นปมด้อยติดตัวไปถึงลูกหลานเหลนครับ

 

ก่อนตัดสินใจซื้อ ราทัน ทาทา ย่อมทราบดีว่า ฟอร์ด ขาดทุนเพราะ แจกวาร์ ในเวลา 18 ปีเป็นเงินถึง 3 แสนกว่าล้านบาท นักวิเคราะห์กึ่งเดาสุ่มในวงการรถยนต์ ก็เลยเชื่อว่า ราทันทาทา ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการบริหาร เฟียต ยักษ์ใหญ่ในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ของอิตาลี คงจะเอา แจกวาร์ มาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ เฟียต เช่น เอาพแลทฟอร์ม หรือโครงรถซึ่งเป็นรถขับเคลื่อนล้อหลังมาใช้กับ อัลฟา โรเมโอ ยุคหน้า ซึ่ง เฟียต เป็นเจ้าของอยู่และอาจจะเปลี่ยนล้อขับเคลื่อนไปด้านหลัง

 

หรือไม่ก็อาจต้องการความรู้ด้านระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่ง แลนด์ โรเวอร์ เชี่ยวชาญมากอยู่แล้ว ไปใช้กับรถ เอสยูวี ที่ เฟียต อยากผลิตออกจำหน่ายบ้าง หลังจากดูคนอื่นโกยเงินลูกค้ามานานพอแล้ว ก็คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ครับ ว่าใครจะทายถูกมากน้อยแค่ไหน



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา ตันฑเศรษฐี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กรกฏาคม ปี 2551
คอลัมน์ : รอบรู้เรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/O7OC9

Follow autoinfo.co.th