บทความ

สาระน่ารู้…เกี่ยวกับเพาเวอร์แอมพ์


เพาเวอร์แอมพ์ที่ได้มาตรฐาน ส่วนใหญ่จะมีฟังค์ชันพื้นฐานสำหรับการปรับแต่งเสียง และความถี่ที่บรรจุไว้ในตัวเครื่องอย่างครบครัน ยกตัวอย่างเช่น วงจรไฮพาสส์, โลว์พาสส์ฟิลเตอร์ สำหรับตัดแบ่งความถี่ให้กับลำโพงแต่ละประเภท (ทวีเตอร์/มิดเรนจ์/วูเฟอร์)เพื่อให้ลำโพงทั้งระบบทำงานได้อย่างสอดคล้อง และเต็มประสิทธิภาพ มาดูกันว่าฟังค์ชันที่นิยมใส่เข้าไปในเพาเวอร์แอมพ์ ที่รวบรวมมาให้ดูนั้น มีฟังค์ชันอะไรบ้างและใช้งานอย่างไร

 

ฟังค์ชันต่างๆ
ในเพาเวอร์แอมพ์

HPF (HIGH PASS FILTER) เป็นฟังค์ชันที่พบเห็นเป็นประจำกับเพาเวอร์แอมพ์ทุกระดับราคาที่ผู้ผลิตได้บรรจุไว้ภายในเครื่อง เพื่อใช้ตัดแบ่งความถี่สูงผ่านให้กับลำโพงทวีเตอร์/มิดเรนจ์ โดยขึ้นอยู่กับผู้ผลิตจะออกแบบให้มีจุดตัดความถี่อยู่ที่เท่าไร อย่างเช่น วงจรไฮพาสส์ ฟิลเตอร์ ที่สามารถปรับค่าได้ต่อเนื่องตั้งแต่ 40-250 HZ เพื่อให้ลำโพงทวีเตอร์/มิดเรนจ์ทำงานได้ถูกต้องตามสเปคที่โรงงานกำหนด ซึ่งฟังค์ชันนี้มาพร้อมวงจรเลือกปรับค่าความลาดชัน (เช่น 6 ดีบี, 12 ดีบี/ออคเทฟ) เพื่อให้ย่านความถี่กลาง/สูงของลำโพงทวีเตอร์/มิดเรนจ์ และความถี่ต่ำของซับวูเฟอร์นั้นเชื่อมต่อกันได้อย่างราบเรียบ

 

LPF (LOW PASS FILTER) เป็นฟังค์ชันที่บรรจุไว้ภายในเพาเวอร์แอมพ์อีกชนิดหนึ่งที่พบเห็นกันบ่อยมาก เพื่อให้ผู้ใช้งานได้เลือกตัดความถี่ต่ำให้กับซับวูเฟอร์ได้อย่างเหมาะสมซึ่งขึ้นอยู่กับผู้ผลิตออกแบบ และกำหนดจุดตัดความถี่ต่ำที่ย่านไหน อย่างเช่น 30-250 HZสามารถเลือกปรับค่าความลาดชันได้ (เช่น 12 ดีบี, 24 ดีบี/ออคเทฟ) เพื่อให้ย่านความถี่ระหว่างลำโพงซับวูเฟอร์ และทวีเตอร์/มิดเรนจ์นั้นเชื่อมต่อกันได้อย่างราบเรียบ เพื่อให้เสียงดนตรีนั้นครบถ้วนตลอดย่านความถี่ 20-20,000 HZ สำหรับการเลือกค่าความลาดชันนั้น สามารถปรับให้เสียงเบสส์กลมกลืนกับเสียงกลาง/แหลมได้อย่างสมบูรณ์ เช่น ในกรณีที่ติดตั้งตู้ซับวูเฟอร์ไว้ด้านหลัง หรือท้ายรถ และลำโพงทวีเตอร์/มิดเรนจ์ติดตั้งอยู่ด้านหน้า

 

FULL เป็นอีกฟังค์ชันหนึ่งที่บรรจุอยู่ในเพาเวอร์แอมพ์เช่นเดียวกัน เป็นวงจรกรองความถี่สำหรับขับเล่นกับลำโพงฟูลล์เรนจ์ (ลำโพงที่ออกแบบให้ตอบสนองความถี่ได้ครอบคลุมทุกย่านเสียง) เป็นย่านความถี่ทั้งหมดที่ออกไปยังลำโพงทั้งความถี่สูง หรือต่ำ

 

BAND PASS FILTER เป็นวงจรกรองความถี่ในช่วงที่กำหนดผ่านเท่านั้น ส่วนความถี่ที่นอกเหนือจากนั้นจะถูกลดทอนสัญญาณลง เป็นวงจรที่รวมกันระหว่าง LOW PASS FILTER และ HIGH PASS FILTER ส่วนใหญ่จะบรรจุอยู่ในเพาเวอร์แอมพ์บางยี่ห้อ

 

SUB SONIC FILTER เป็นฟังค์ชันที่มีประโยชน์สำหรับการใช้งานอีกประเภทหนึ่งที่บรรจุอยู่ในเพาเวอร์แอมพ์ โดยผู้ใช้สามารถเลือกตัดความถี่ได้อิสระตั้งแต่ 15-40 HZหรือ 25-100 HZ (ขึ้นอยู่กับการออกแบบ) โดยกรองความถี่ต่ำที่ไม่ต้องการทิ้งไป เพื่อให้เหลือช่วงความถี่ที่ต้องการ เนื่องจากหูของมนุษย์ปกติจะมีความไวในการได้ยินเสียง ตั้งแต่ช่วงความถี่ 30-15,000 HZ (ความถี่เสียงอยู่ในช่วง 20-20,000 HZ) ส่วนช่วงความถี่ที่นอกเหนือจากนั้น หูของมนุษย์ไม่สามารถรับรู้ และได้ยินเสียงต่างๆ ได้ เป็นการลดการทำงานของเพาเวอร์แอมพ์โดยไม่สูญเสียกำลังงานที่ไม่จำเป็นทิ้งไป

 

BASS EQ เป็นอีกฟังค์ชันหนึ่งที่บรรจุไว้ภายในเพาเวอร์แอมพ์ เพื่อเพิ่มการตอบสนองความถี่ต่ำให้กับลำโพงซับวูเฟอร์ให้ดียิ่งขึ้น เป็นการเสริม และเพิ่มเสียงเบสส์ทุ้มลึกให้มีความชัดเจน ปุ่มปรับชนิดนี้สามารถปรับเพิ่ม/ลดความดังเสียงได้ +/-6 ดีบี หรือ +/-12 ดีบีเช่นที่ความถี่ 45 HZ ซึ่งขึ้นอยู่กับการออกแบบว่าสามารถปรับได้ที่ระดับความดังเท่าไรและเหมาะสำหรับนักเล่นที่ชื่นชอบเสียงเบสส์เป็นพิเศษ

 

PHASE SHIFT CONTROL ในบางยี่ห้อจะระบุคำว่า PHASE CONTROL หรือ PHASE ก็ได้ มีความหมายเดียวกัน เป็นฟังค์ชันสำหรับปรับควบคุมการเลื่อนของเฟส
สามารถปรับได้ต่อเนื่องตั้งแต่ 0-180 องศา เพื่อให้แนวของตำแหน่งเสียงทุ้มต่ำที่ดีทางด้านหน้า เป็นเทคนิคการติดตั้งระบบฟรอนท์สเตจ ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนักฟังที่เน้นคุณภาพเสียง เช่น การแข่งขัน SOUND QUALITY จะใช้เทคนิคการวางตำแหน่งติดตั้งลำโพง และทูนเสียงทั้งระบบ เพื่อให้ได้ความกว้าง และความลึกของเสียงดนตรีทั้งวงเช่นเดียวกับการนั่งฟังชุดเครื่องเสียงภายในบ้าน

 

GAIN CONTROL เป็นปุ่มปรับควบคุมสัญญาณอินพุทจากวิทยุรถยนต์ โดยที่สัญญาณนี้จะออกมาทางสายต่อชนิด RCA เนื่องจากวิทยุรถยนต์รุ่นใหม่ จะมีค่าแรงดันพรีเอาท์ขนาด4 โวลท์ ฉะนั้นการเลือกชุดเครื่องเสียงที่ทำงานได้สอดคล้องกัน เป็นหัวใจหลักของการจัดชุดที่ลงตัว สำหรับปุ่มปรับ GAIN นี้ มีอยู่ในเพาเวอร์แอมพ์ทุกยี่ห้อ สามารถปรับระดับสัญญาณ (INPUT SENSITIVITY) ได้ตั้งแต่ 0.2-5 โวลท์ หรือมากกว่านี้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการออกแบบของผู้ผลิตยี่ห้อนั้นด้วย

 

HIGH INPUT ในกรณีที่เพาเวอร์แอมพ์มีช่องต่อในลักษณะดังกล่าว หมายถึง ช่องต่อสัญญาณสำหรับวิทยุเดิมที่ติดตั้งมาจากโรงงาน โดยใช้สายลำโพงของวิทยุเดิมเชื่อมต่อกับเพาเวอร์แอมพ์ได้ทันที โดยเฉพาะกับนักเล่นที่ไม่ต้องการเปลี่ยนวิทยุติดรถ เนื่องจากรถขนาดกลาง หรือเล็ก รุ่นใหม่ๆ ในหลายยี่ห้อจะมี STEERING WHEEL CONTROLSมีปุ่มสำหรับควบคุมการสั่งงานวิทยุรถยนต์ได้ที่พวงมาลัย

 

MASTER/SLAVE เป็นฟังค์ชันสำหรับเชื่อมต่อกับเพาเวอร์แอมพ์ 2 เครื่องเข้าด้วยกันการเชื่อมต่อแบบนี้ส่วนใหญ่จะใช้กับเพาเวอร์แอมพ์ยี่ห้อ และรุ่นเดียวกัน โดยต่อสัญญาณจากวิทยุรถยนต์เข้ากับเพาเวอร์แอมพ์เครื่องหลัก และใช้สายต่อสัญญาณแบบ PHONE CABLE มีลักษณะคล้ายสายโทรศัพท์ (DATA LINK) ในบางยี่ห้อเป็นขั้วต่อ RCA เพื่อนำสัญญาณจากเพาเวอร์แอมพ์เครื่องหลักไปยังเพาเวอร์แอมพ์อีกเครื่อง โดยที่เพาเวอร์แอมพ์ทั้ง 2 เครื่องจะอยู่ในลักษณะการใช้งาน ที่เรียกว่า BRIDGE MODE ซึ่งการต่อเล่นแบบนี้จำเป็นต้องตรวจสอบแรงดันจ่ายไฟไม่ควรต่ำกว่า 16 โวลท์ หรือเสริมประสิทธิภาพระบบไฟให้กับชุดเครื่องเสียงรถยนต์เพิ่มเติมเป็นพิเศษ

 

TRI-MODE ลักษณะการใช้งานของฟังค์ชันนี้ไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในเพาเวอร์แอมพ์ทั่วไปแต่จะออกแบบขึ้นเฉพาะตามที่โรงงานผู้ผลิตได้ทำขึ้นเป็นพิเศษ สำหรับต่อกับลำโพงทวีเตอร์/มิดเรนจ์ (1 คู่) ร่วมกับซับวูเฟอร์ (1 ข้าง) โดยต่อพ่วงกันในลักษณะขนาน ซึ่งต้องอ่านคำแนะนำในการต่อสายให้ถูกต้องตามคู่มือที่โรงงานกำหนด การต่อใช้งานด้วยฟังค์ชันดังกล่าว เป็นที่นิยมในกลุ่มนักเล่นที่เน้นคุณภาพเสียง และใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า ซึ่งเพาเวอร์แอมพ์ที่ถูกออกแบบให้ต่อแบบ TRI-MODE จะมีวงจรไฮพาสส์/โลว์พาสส์ฟิลเตอร์อยู่ภายในเครื่องเช่นกัน เพียงแต่ว่าจะใช้วงจรไฮพาสส์ ฟิลเตอร์เท่านั้น สำหรับตัดความถี่ให้กับลำโพงทวีเตอร์/มิดเรนจ์ ในส่วนของลำโพงซับวูเฟอร์จะใช้ชุดพาสสีฟที่แยกอิสระ โดยคำนวณค่าขดลวดที่ใช้กรองความถี่ต่ำ และตัดความถี่กลาง/สูงทิ้งไป

 

บทสรุป

เพาเวอร์แอมพ์ส่วนใหญ่จะมีฟังค์ชันการทำงานที่ครบถ้วน ทั้งนี้ก็เพื่อนำไปใช้ปรับแต่งเสียงและตัดความถี่ให้กับลำโพงทวีเตอร์/มิดเรนจ์ และซับวูเฟอร์ได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสมกับการฟังเพลงในรถยนต์ เพื่อให้ได้รายละเอียดของเสียงดนตรีที่ครบถ้วน และชัดเจน แต่ไม่ว่าจะจัดระบบเสียง FRONT STAGE หรือ FRONT STAGE & REAR FILL ก็ตาม เพราะฉะนั้นถ้าหากต้องการคุณภาพเสียงสูงสุด จะต้องมีองค์ประกอบหลักที่เป็นจุดสำคัญ คือคุณภาพของสินค้า การจัดชุดที่ลงตัว การติดตั้งได้มาตรฐาน ทั้งนี้ก็เพื่อความสุข และความบันเทิงในการฟังเพลงในรถยนต์อย่างแท้จริง



------------------------------
เรื่องโดย : กองบรรณาธิการ
นิตยสาร CAR STEREO ฉบับเดือน กรกฏาคม ปี 2551
คอลัมน์ : พิเศษ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/iNQGW
อัพเดทล่าสุด
23 Sep 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
2,549,000
3.
1,749,000
4.
2,249,000
5.
4,590,000
6.
1,999,000
7.
3,990,000
8.
3,065,000
9.
2,790,000
10.
5,490,000
11.
1,354,000
12.
3,399,000
13.
750,000
14.
1,129,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th