บทความ

บีเอมดับเบิลยู เอกซ์ 6 กับผู้ช่วยแสนรู้


หลายคนอาจสงสัยในการเรียกชื่อรุ่นของ บีเอมดับเบิลยู ว่า เอสเอวี (SAV: SPORTS ACTIVITY VEHICLE) ซึ่งอันที่จริงแล้ว มันก็คือ รถแบบเอสยูวี (SUV) นั่นแหละ แล้วทำไม บีเอมดับเบิลยูจึงนิยามคำว่า เอสเอวี ขึ้นมาใหม่ ?

 

คำตอบคือ ความต้องการสื่อถึงความเป็นสปอร์ทของตัวรถ ด้วยความคล่องแคล่วในการใช้งานซึ่งเน้นการตอบสนองได้ในทุกไลฟ์สไตล์ และการเน้นสมรรถนะที่ดีเยี่ยมของตัวรถนั่นเอง

 

สำหรับ เอกซ์ 5 รุ่นพี่ที่ทำออกมานั้น ถือว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง ในแง่ของสมรรถนะและประสิทธิภาพของมัน แต่รูปร่างยังไม่สามารถสื่อถึงความเป็นรถสปอร์ทอย่างชัดเจนนักจนกระทั่งเวอร์ชันล่าสุดใน เอกซ์ 6 (X6) จึงสามารถใช้คำว่า เอสเอวี ได้อย่างไม่ขัดเขิน

 

รูปทรงยังคงมีเค้าโครงจากรุ่นพี่อย่าง เอกซ์ 5 มาเป็นต้นแบบ แต่ขัดเกลามิติตัวรถให้ดูเพรียวและสปอร์ทมากขึ้น มีเทคโนโลยีที่เป็นผู้ช่วยสารพัด อย่างแรก คือ ไฟหน้าแบบ ไบ-ซีนอน (BI-XENON) ที่พัฒนาใหม่ให้ใช้พลังงานลงถึง 50 % พร้อมระบบปรับการส่องลำแสงไฟหน้า ให้แปรผันตามการหันเลี้ยวของพวงมาลัย (ADAPTIVE AND BENDING LIGHTS)เพื่อลดจุดบอดในจังหวะที่ทำการเข้าโค้ง รวมถึงการปรับระดับสูง/ต่ำอัตโนมัติ ตามน้ำหนักบรรทุกและล่าสุด คือ ระบบตรวจจับแสงไฟจากรถสวน (HIGHT-BEAM ASSIST) การขับขี่ในเส้นทางไกลเวลากลางคืน ถ้าระบบตรวจจับพบว่าไม่มีแสงไฟของรถที่สวนมา จะปรับไปใช้สูงโดยอัตโนมัติเพื่อเพิ่มทัศนวิสัยในการมองเห็น จนกระทั่งเซนเซอร์จับได้ว่ามีแสงไฟของรถคันที่สวนมาเมื่อไรก็จะปรับเปลี่ยนกลับไปใช้ไฟต่ำ เป็นการเพิ่มความสะดวกสบาย และเพิ่มทัศนวิสัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ด้านระบบรองรับนั้น ถือว่ามีความก้าวหน้าไปมาก ระบบที่มีความน่าสนใจ คือ ระบบ อแดพทีฟดไรฟ (ADAPTIVE DRIVE) ที่ทำงานร่วมกันระหว่างระบบอื่น เริ่มจาก ระบบชอคอับปรับความหนืดด้วยไฟฟ้า แปรผันตามความเร็วอัตโนมัติ (ADAPTIVE DAMPERS) ระบบปรับความแข็งเหล็กกันโคลงโดยอัตโนมัติ (ACTIVE ANTI-ROLL STABILITY) ระบบนี้จะช่วยเพิ่มค่าความแข็งของเหล็กกันโคลง เมื่อรถใช้ความเร็วสูง หรือจังหวะที่เข้าโค้งอย่างรุนแรง แต่ในย่านความเร็วต่ำเน้นในเรื่องของความนุ่มนวลเป็นหลัก ซึ่งเหมาะกับการใช้งานกับรถประเภทนี้เป็นอย่างมากเนื่องจากตัวรถมีความสูงมากกว่ารถซีดานเยอะ

 

ในการขับขี่บนทางลาดชันนั้น มีระบบ เอชดีซี (HDC: HILL DESCENT CONTROL) ซึ่งได้มาตอนที่รวมบริษัทกับ แลนด์ โรเวอร์ เอชดีซี จะคอยสั่งให้เบรคทำงานเป็นจังหวะ เพื่อช่วยควบคุมความเร็ว ให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้อย่างปลอดภัย เพราะรถที่มีน้ำหนักขนาดนี้เมื่อลงเขาด้วยความเร็วโมเมนทัมที่สูง จะทำให้เสียการควบคุมง่าย

 

โดยระบบ เอชดีซี นี้เป็นฟังค์ชันหนึ่งของระบบ ดีเอสซี (DSC: DYNAMIC STABILITY CONTROL) ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบช่วยการทรงตัวล่าสุด มีการออกแบบ และพัฒนาเพิ่มความสามารถในการทำงานลากจูง (TRAILER STABILITY CONTROL) เพราะรถลักษณะนี้มักจะนำไปใช้ในการลากสิ่งต่างๆ เช่น เจทสกี/รถบ้าน และคอกบรรทุกม้า ฯลฯ จึงต้องเพิ่มประสิทธิภาพการทรงตัวให้มากขึ้น เพราะว่าโมเมนทัม หรือแรงเฉื่อยจากการพ่วงท้ายนั้นมีสูงขึ้น ระบบนี้จะออกแบบให้เสริมการทรงตัวเมื่อมีการลากพ่วงให้มากขึ้น การทำงานของระบบช่วยการทรงตัวนั้นก็จะเผื่อพ่วงท้ายไว้ด้วย ทำให้การขับขี่ และการบังคับควบคุม มีความปลอดภัยสูง

 

ในส่วนของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เป็นระบบที่ต่อยอดมาจากเทคโนโลยีของ แลนด์ โรเวอร์ เช่นกันการพัฒนาที่ต่อยอดมานั้นใช้ชื่อว่า เอกซ์ดไรฟ (XDRIVE) ระบบนี้จะเน้นประสิทธิภาพในการกระจายแรงบิดไปยังล้อทั้ง 4 ตามสภาพการขับขี่จริง โดยใช้ระบบอีเลคทรอนิคส์ควบคุมซึ่งจะทำงานร่วมกันกับระบบเบรค เอบีเอส (ABS: ANTI LOCK BRAKE SYSTEM) เพราะการทำงานนั้น จะต้องอาศัยการเบรคที่ล้อ เพื่อถ่ายแรงไปยังล้ออื่นๆ ที่มีประสิทธิภาพในการยึดเกาะหลักการทำงาน คือ การใช้ชุดคลัทช์แบบหลายแผ่น ซ้อนอยู่ในระบบเกียร์ทรานสเฟอร์ โดยจะกระจายกำลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถปรับเปลี่ยนไปยังล้อหน้าและหลังตามสภาพการยึดเกาะจริง ซึ่งจะผันแปรอยู่ตลอดเวลา สามารถที่จะส่งถ่ายกำลังไปยังล้อหน้า หรือหลังแบบ 100 % ก็ได้ แต่ในการขับขี่ปกตินั้น เฉลี่ยแล้ว อัตราส่วนการถ่ายทอดกำลังจะอยู่ที่40:60

 

ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นก็มีความน่าสนใจไม่น้อย เครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร 6 สูบที่ใช้เทคโนโลยีฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงแรงดันสูง ไดเรคท์อินเจคชัน (HIGH PRECISION INJECTION)ซึ่งเป็นการพัฒนาก้าวต่อมาในเครื่องยนต์เบนซิน ที่ใช้แรงดันในการฉีดสูงถึง 200 บาร์ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เครื่องยนต์ตัวนี้ ผ่านมาตรฐาน ULEV II และ EU5 อีกด้วยเครื่องยนต์ตัวนี้ใช้ระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบคู่ ให้กำลังสูง 306 แรงม้า ที่ 5,800-6,250 รตน.แรงบิดสูงสุด 40.78 กก.-ม. ที่ 1,300-5,000 รตน. ซึ่งให้แรงบิดสูงในรอบต่ำ และมีช่วงกว้างเทียบเท่า หรือมากกว่าเครื่องยนต์ดีเซลเลยทีเดียว นับว่าเหมาะกับการใช้งาน และลักษณะของตัวรถเป็นอย่างมาก



------------------------------
เรื่องโดย : พหล ฯ 30
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน กรกฏาคม ปี 2551
คอลัมน์ : เทคนิคตีนโต
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/3TzbA
อัพเดทล่าสุด
26 Sep 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
2,549,000
3.
1,749,000
4.
2,249,000
5.
4,590,000
6.
1,999,000
7.
3,990,000
8.
3,065,000
9.
2,790,000
10.
5,490,000
11.
1,354,000
12.
3,399,000
13.
750,000
14.
1,129,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th