บทความ

เสียมเรียบ เมืองแห่งปราสาทหิน


บ่ายแก่ๆ วันหนึ่งในออฟฟิศ เราได้รับโทรศัพท์ติดต่อจาก อุทัย เรืองศักดิ์ ประชาสัมพันธ์คนขยันของ
บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ชักชวนให้ร่วมเดินทางไปพิสูจน์สมรรถนะของรถกระบะ
ขับสนุก มาซดา บีที-50 ใหม่ ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อไม่นานนี้

 

โพรแกรมที่ว่า เป็นการเดินทางไปทดลองขับ และท่องเที่ยวในเมืองเสียมเรียบ ราชอาณาจักรกัมพูชา
ซึ่งมีเรื่องราวความน่าสนใจหลายประการ จึงตอบตกลง และนับวันถอยหลังที่จะไปเยือนดินแดนที่ถูก
ขนานนามว่า เมืองแห่งปราสาทหิน แหล่งอารยธรรมขอมโบราณ ที่เคยรุ่งเรืองขึ้นขีดสุดในแถบเอเชียใต้

 

ปฐมบท
รู้จักก่อนเดินทาง

“เสียมเรียบ” (SIEM REAB) เป็นชื่อเมืองหนึ่งของราชอาณาจักรกัมพูชา เมืองนี้มีความสำคัญต่อระบบ
เศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อด้านโบราณสถานที่สำคัญ เคยถูกจัดอันดับ
เป็นมรดกโลก แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว

และการเปลี่ยนแปลงที่พูดถึง ไม่ได้เกิดจากชาวกัมพูชา แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ถูกวิวัฒนาการของ
ความทันสมัยในโลกยุคดิจิทอล อย่าง “อินเตอร์เนท” เป็นตัวการ !?! ยังจำได้ไหมครับว่า เมื่อวันที่ 7
เดือน 7 ปี 2007 ที่ผ่านมา โดยองค์กร NEW7WONDERS ได้ประกาศ “7 สิ่งมหัศจรรย์โลกยุคใหม่”
จัดให้มีการโหวทผ่านอินเตอร์เนท เพื่อค้นหาและจัดอันดับแหล่งอารยธรรมใหม่ๆ ที่คนชื่นชอบ
และคุณเชื่อไหมครับว่า นครวัต-นครธม ของราชอาณาจักรกัมพูชา ที่เคยต้องตาต้องใจคนทั่วโลก
หลุดจากโผแบบไม่คาดฝัน ! ทำให้เรารู้สึกเสียดายและหดหู่แทนชาวแขมร์ (คนกัมพูชา เขานิยมให้
ชาวต่างชาติ โดยเฉพาะคนไทยเรียกพวกเขาว่า “แขมร์” มากกว่าเขมร) เพราะประชากรกว่าค่อนประเทศ
ยังไม่รู้จักอินเตอร์เนท ทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ และที่สำคัญ องค์กรยูเนสโก ไม่เห็นด้วยกับ
การคัดเลือกครั้งนี้ ซึ่งกลายเป็นข้อถกเถียงกันอยู่

ข้อมูลพื้นฐานของราชอาณาจักรกัมพูชา มีพื้นที่ประมาณ 181,035 ตร. ม. มีส่วนที่กว้างที่สุดจากทิศ
ตะวันออกไปทิศตะวันตก 580 กม. จากทิศเหนือจรดทิศใต้ 450 กม. ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่แบนราบ มีภูเขาไม่มาก และมีทะเลสาบขนาดใหญ่ ชื่อ “โตนเล สาบ” (TONLE SAP) ในภาษาเขมร มีความหมายว่า แม่น้ำจืดขนาดใหญ่

ส่วนภูมิอากาศเป็นแบบร้อนชื้นแถบมรสุม ประชากรประมาณ 11 ล้านคน ครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากร
ทั้งประเทศอายุต่ำกว่า 19 ปี ทั้งนี้เนื่องจากผลของสงครามล้างเผ่าพันธุ์ เมื่อหลายปีก่อน

 

โพรแกรมแรก
เตรียมตัว ฝ่าเส้นทางวิบาก !

เราออกเดินทางสบายๆ จากกรุงเทพ ฯ มุ่งสู่จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 304 วิ่งผ่าน
ตัวเมืองฉะเชิงเทรา ก่อนจะเลี้ยวซ้ายตรงสี่แยกค่ายทหาร จากนั้นจึงมุ่งหน้าสู่ พนมสารคาม โดยใช้
ทางหลวงหมายเลข 304 และไปเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 359 ไป อ. วัฒนานคร เข้าสู่
จังหวัดสระแก้ว จากนั้นก็ตรงไปข้ามแดนที่ด่านอรัญประเทศ เส้นทางช่วงแรกระยะทางประมาณ 250 กม.

เส้นทางช่วงสองที่เราต้องขับผ่านนั้น เป็นทางลูกรัง ที่มีสภาพโหด มัน ฮา เพราะทางหลวงหมายเลข 5
สายนี้เต็มไปด้วยความทุรกันดารเข้าขั้น “วิบาก” แบบสุดๆ ถนนเต็มไปด้วยหลุม บ่อ เล็กใหญ่แตกต่าง
กันไป เราเลือกที่จะลุยไปข้างหน้า มากกว่าที่จะเลือกไลน์วิ่ง…ระยะทางประมาณ 150 กม. เราใช้เวลา
เกือบ 4 ชม. วิ่งตุปัดตุเป๋จนผู้โดยสารที่นั่งเบาะหลัง เด้งไปเด้งมาเหมือนลูกขนุน แต่ก็สนุกสนานไปอีกแบบ เพราะนานๆ ครั้งเราถึงจะมาเจอกับเส้นทางที่วิบากขนาดนี้ และคนที่นี่เขาขับรถชิดขวา แซงซ้าย
ตลอดเส้นทางเราจะเห็นรถแทกซี โตโยตา แคมรี ยกสูง วิ่งรูดซ้ายตลอด บางคันขับแบบแรลลีครอสส์
ก็มีให้เห็น

หลังจากที่ใช้เวลาเกือบ 4 ชม. ในการดั้นด้นมาจนถึงเมืองเสียมเรียบแล้ว เรายังพอมีเวลาเหลืออยู่บ้าง
จึงรวมตัวเดินทางไปนั่งเรือชมความงามของพระอาทิตย์ยามเย็นที่ โตนเล สาบ หรือทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่
ที่สุดในกัมพูชา และเอเชีย ที่นี่ถือว่าเป็นแหล่งน้ำสำคัญ เพราะในช่วงฤดูน้ำหลาก น้ำจะท่วมเต็มทะเลสาบ
ครอบคลุมพื้นที่ถึง 5 จังหวัด ได้แก่ กำปง ธม (KAMPONG THOM), กำปง ชะนัง (KAMPONG
CHHNANG), โพธิสัด (POUTHISAT), พระตะบอง (BATDAMBANG) และเสียมเรียบ (SIEM REAB)
ความมหัศจรรย์ของ โตนเล สาบ ไม่ได้มีแค่ขนาดเท่านั้น ยังเป็นแหล่งรวมสัตว์น้ำที่ชุกชุม
เฉพาะปลาน้ำจืดอย่างเดียว ที่นี่มีมากกว่า 300 สายพันธุ์ และเราก็ไม่แปลกใจที่เมนูอาหารต่างๆ
ของชาวแขมร์ ส่วนใหญ่จะเป็นปลาน้ำจืด

แถมท้ายเรายังได้เห็นชีวิตชุมชนชาวเรือนแพ ที่อาศัยอยู่ริมน้ำ เป็นชุมชนขนาดใหญ่ พวกเขาเหล่านั้นอาศัยสินในน้ำเลี้ยงชีวิตกันมาช้านาน ภาพที่เราได้เห็น มีบ้านเรือนแพปลูกติดกันตลอดแนวทะเลสาบ มีโรงเรียน สถานีตำรวจ สถานีอนามัย แม้กระทั่งโบสถ์คาทอลิค หรือสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ทุกอย่างสามารถลอยน้ำเคลื่อนย้ายได้ตลอด มันเป็นภาพที่ดูแปลกตา และเต็มไปด้วยเรื่องราวชีวิตผู้คนที่ดิ้นรนเพื่อปากท้อง

 

วันเดียว เที่ยว 4 ปราสาท
ชมความงามปราสาทศิลาทราย

เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากที่เราพักผ่อนกันเต็มที่ วันนี้เป็นการตระเวนชมความงดงามของปราสาทต่างๆ
ที่รายล้อมอยู่รอบเมืองพระนคร อาทิเช่น ปราสาทบันทายสรี, ปราสาทตาพรหม, ปราสาทบายน และ
นครวัต-นครธม เพื่อให้เกิดอรรถรสในการชม เราได้รับเกียรติจาก อาจารย์ศรัณย์ บุญประเสริฐ
คอลัมนิสต์-นักเขียนอิสระ ผู้ที่หลงใหลการเดินทางในแถบอินโดจีน และมีผลงานมากมายเกี่ยวกับ
นครวัต-นครธม มาเป็นวิทยากรกิตติมศักดิ์ คอยบรรยายและสอดแทรกเกร็ดน่ารู้

 

ปราสาทแรกที่ไปชม คือ ปราสาทบันทายสรี หรือปราสาทหินทรายสีชมพู ที่อยู่ไกลจากนอกเมือง
ประมาณ 45 กม. เป็นเทวสถานขนาดเล็ก แต่มีความงดงามด้านลวดลายเป็นเลิศ ศิลปะที่แกะสลัก
มีลักษณะพิเศษ เพราะมีความอ่อนช้อย ลายคมชัด ดูมีชีวิตชีวา ปราสาทบันทายสรี ก่อสร้างเมื่อ
พศ. 1510 โดย ยัชญวราหะ พราหมณ์นักปราชญ์ และเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระเจ้าชัยวรมันที่ 5
เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ และเป็นพระอาจารย์ด้วย

ปราสาทแห่งนี้สร้างเพื่อบูชาพระศิวะ สิ่งหนึ่งที่อาจารย์ศรัณย์ บอกว่า ปราสาทที่พระเจ้าแผ่นดินทรงสร้าง
กับเสนาบดีหรือข้าราชการชั้นสูงสร้างนั้น จะมีข้อแตกต่างที่ฐานของปราสาท ถ้าเป็นปราสาทที่
พระเจ้าแผ่นดินทรงสร้าง มักจะมีฐานที่ทำเป็นชั้นสูง หรือสร้างบนเนินเขา แต่สำหรับ ปราสาทบันทายสรี
ผู้สร้างเป็นราชครู จึงต้องสร้างบนเนินดิน และทำฐานเตี้ยๆ ยกพื้นขึ้น เพื่อรองรับตัวปราสาท เราใช้เวลา
ในการเดินชมอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่จะเคลื่อนพลย้อนกลับทางเดิมไปชมปราสาทอื่นๆ

 

ปราสาทแห่งที่ 2 ที่ไปชม คือ ปราสาทตาพรหม ซึ่งอยู่ในเมืองนครธม…ปราสาทตาพรหม เป็นปราสาท
ที่กำลังบูรณะ โดยได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลอินเดีย แต่เนื่องจากว่าปราสาทแห่งนี้ มีต้นสะปงขึ้น
ปกคลุมมากมาย ทำให้การบูรณะเป็นไปด้วยความยากลำบาก

ภาพที่เราชินตากับปราสาทที่เคยปรากฏอยู่ในภาพยนตร์ฮอลลีวูด เรื่อง TOMB RAIDER ยังคงมีมนต์ขลัง
เหมือนเดิม ปราสาทตาพรหม ถูกสร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ประมาณ พศ. 1729 เพื่ออุทิศ
ให้แด่พระราชมารดาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 คือ พระนางชัยราชจุฑามณี ปราสาทตาพรหม ถูกสร้าง
เคียงคู่กับ ปราสาทพระขรรค์ ซึ่งพระองค์ทรงสร้างอุทิศให้แด่พระราชบิดา ปราสาทตาพรหม สร้างหลัง
ปราสาทพระขรรค์ 5 ปี

ปราสาทแห่งนี้ถูกปล่อยให้อยู่กับธรรมชาติ ดังนั้นจึงถูกเก็บรักษาไว้ให้เห็นสภาพที่แท้จริงมาเกือบ 500 ปี
พื้นที่นี้แต่เดิมเคยเป็นป่ารกทึบ ก่อนสร้างปราสาทต้องเคลียร์พื้นที่ให้เป็นพื้นที่โล่ง แต่ในที่สุด สิ่งก่อสร้าง
ของมนุษย์ก็ไม่สามารถเอาชนะธรรมชาติได้ และปราสาทตาพรหม ก็ถูกป่าปกคลุมเหมือนเดิม…
จุดที่นักท่องเที่ยวแวะไปชมมากที่สุด คือ ภาพสลักคติธรรมทางพุทธศาสนา ตอนพระแม่ธรณีบีบมวยผม
ซึ่งอยู่ระหว่างโคปุระทางทิศตะวันออก มุ่งสู่ปรางค์ประธาน และภาพสลักจากหน้าบันและทับหลัง
ตามปรางค์ปราสาทต่างๆ

 

ช่วงบ่ายหลังอาหารมื้อกลางวันที่ภัตตาคารในเมือง เรายังวนเวียนขับรถเที่ยวชมปราสาทอีก 2 แห่ง
ไฮไลท์ของบ่ายนี้ จึงเป็นการชม ปราสาทบายน และนครวัต

 

ปราสาทบายน ถูกสร้างขึ้นในปีพุทธศตวรรษที่ 18 รัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นศิลปะแบบบายน
และเป็นปราสาทหลวงประจำรัชสมัย ปราสาทนี้ถือว่าเป็นการปฏิวัติรูปแบบการสร้างปราสาทที่มี
ภาพลักษณ์ต่างจากรูปแบบเดิมๆ นั่นเป็นเพราะว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงหันมาเลื่อมใสในพุทธศาสนา
นิกายมหายาน ซึ่งต่างจากพระเจ้าแผ่นดินพระองค์อื่น ที่ทรงนับถือศาสนาฮินดู หรือพราหมณ์
ซึ่งสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน

ปราสาทบายน ถูกสร้างโดยการนำหินมาวางซ้อนกันเป็นรูปร่าง แม้จะไม่ใหญ่โต แต่ก็มีมนต์เสน่ห์
ที่แตกต่างจากปราสาทอื่น มีบรรยากาศที่ดูแปลก และลี้ลับ เพราะเต็มไปด้วยพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์
อวโลกิเตศวร ที่ผันพระพักตร์ออกไปทั้ง 4 ทิศ พระปรางค์ของ ปราสาทบายน มีทั้งหมด 54 ปรางค์
แต่ละปรางค์จะถูกสลักเป็นภาพพระพักตร์ ไกด์กิตติมศักดิ์บรรยายให้ฟังว่า “เสมือนว่าแต่ละพระพักตร์นั้น
กำลังสอดส่องดูแลความทุกข์สุขของเหล่าพสกนิกรของพระองค์ให้อยู่เย็นเป็นสุข รอยยิ้มระเรื่อนี้ เรียกว่า รอยยิ้มแบบบายน เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมความเมตตากรุณา และใบหน้าเหล่านั้น หากนับรวมกันแล้วจะมีมากถึง 216 หน้า ไม่ว่าเราจะอยู่มุมไหนในปราสาท เราจะได้เห็นพระพักตร์ตลอดเวลา
เสมือนว่ากำลังถูกจ้องมองแบบไม่คลาดสายตา”

ความงดงามของ ปราสาทบายน ดูมีระเบียบมากกว่าปราสาทอื่นๆ การเดินชมจึงทำได้ง่ายและสะดวกกว่า

 

ปราสาทสุดท้ายของวันนี้ ที่เราตะเกียกตะกายไปชม ถือว่าเป็นมหากาพย์ของเหล่าปราสาทศิลาทราย
ทั้งปวง นั่นคือ นครวัต…หรือที่ใครหลายคนเปรียบเปรยว่าเป็น “มหาปิรามิดแห่งเอเชีย”

 

นครวัต ถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ประมาณ พศ. 1650-1693 เพื่ออุทิศถวายแด่
พระวิษณุเทพ ในศาสนาฮินดู หรือพราหมณ์ และยังใช้เป็นราชสุสานเก็บพระศพของพระองค์ ด้วยเหตุนี้
นครวัต จึงถูกสร้างให้หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ต่างจากปราสาทอื่นๆ ที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออก

 

นครวัต ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งก่อสร้างที่มีขนาดใหญ่และเลิศเลอที่สุดในบรรดาปราสาทขอมทั้งหมดเท่านั้น
หากแต่ว่ายังถูกวางรากฐานให้เป็นเมืองในตัวของมันเองด้วย นั่นคือ มีฐานะเป็นเมืองหลวง และเป็น
ศาสนสถานประจำรัชสมัย ความยิ่งใหญ่ของ นครวัต ดูได้จากความโอ่โถงของสิ่งก่อสร้างต่างๆ
จากสะพานด้านหน้าที่เดินข้ามบึงน้ำขนาดใหญ่ แนวกำแพงของพระนครที่ยาวสุดลูกตา การแบ่งเขต
ของปราสาทชั้นนอก และใน

 

จุดเด่นที่นักท่องเที่ยวต้องชม คือ ภาพสลักรอบๆ นครวัต เป็นสิ่งที่มีชื่อเสียงที่สุดของศิลปะขอม จนได้ชื่อว่า “ศิลปะยุคนครวัต” ปรากฏอยู่ที่ผนังด้านในระเบียงคตชั้นนอกสุดของตัวปราสาท มีความยาวเกือบ 600 ม. เนื้อหาของภาพส่วนใหญ่มาจากคัมภีร์พระเวทย์ และมหากาพย์ของศาสนาฮินดู

 

ภาพสลักที่มีชื่อเสียง และควรค่าแก่การชม อาทิเช่น ภาพการรบที่ทุ่งกุรุเกษตร ภาพขบวนทัพของพระเจ้า
สุริยวรมันที่ 2 ภาพกวนเกษียรสมุทร และภาพนรก สวรรค์ การพิพากษาของพญายม ที่ระเบียงคตทิศใต้
ด้านทิศตะวันออก เป็นต้น

 

ก่อนกลับบ้าน
แวะชอพพิง ที่ตลาดซาจ๊ะ

หลังจากที่เราเหน็ดเหนื่อยกับภารกิจนี้มา 2 วันเต็มๆ ภารกิจสุดท้ายในเมืองเสียมเรียบ จึงเป็นโพรแกรม
สบายๆ หลังอาหารเช้า เชคเอาท์ออกจากที่พัก เราเคลื่อนขบวนมาแวะชอพพิงที่ตลาดซาจ๊ะ
หรือตลาดเก่า ซึ่งมีสินค้าพื้นเมืองสารพัดชนิดให้เลือกซื้อหาติดไม้ติดมือกลับบ้านมาฝากครอบครัว

 

ส่วนการเดินทางกลับ เราใช้เส้นทางเดิมย้อนกลับเข้าประเทศไทย ที่ด่านอรัญประเทศ หลังพิธีการข้ามแดน พาสสปอร์ทถูกประทับตรา ตม. เราก็ขับรถแบบรวดเดียวเข้ากรุงเทพ ฯ แยกย้ายกลับบ้านตามสะดวก

 

ฉบับหน้า “ขุนเดช” นักท่องไพรตัวยงของเรา จะมาสานต่อเล่าเรื่องราวการเดินทางจาก เสียมเรียบ-
พนมเปญ-โฮจิมินห์ (SIEM REAB-PHNOM PENH-HO CHI MINH) ลองติดตามอ่านดูว่า ขับรถเที่ยว
ในประเทศแถบอินโดจีน มันน่ารื่นรมย์และสุขอุราขนาดไหน

 

“โซ้มออกุน ซัวซไดย” แปลว่า ขอบคุณและสวัสดีครับ…

 

ขอขอบคุณ
บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่เอื้อเฟื้อรถกระบะขับสนุก มาซดา บีที-50 ใหม่ เป็นพาหนะ
ในการท่องยุทธ์เปิดประสบการณ์ใหม่

 

“เมืองพระนคร”
เมืองแห่งมรดกโลก

– ชื่อของ “เมืองพระนคร” นี้ คนไทยเรามักจะรู้จักในนามของ นครวัต-นครธม ซึ่งเป็นมรดกโลกแห่งแรก
ของอินโดจีน โดยได้ขึ้นทะเบียนเมื่อ พศ. 2535 และได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการอีก 2 ปีต่อมา

– ภาษาของชาวแขมร์ อาจกล่าวได้ว่า เป็นภาษาและสำเนียงที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
มีรากฐานมาจากอักษรพราหมณ์ ทางภาคใต้ของอินเดีย และมีอิทธิพลของภาษาบาลี สันสกฤต
ที่มากับพุทธศาสนา เมื่อฝรั่งเศสเข้าปกครองกัมพูชา ชาวแขมร์จึงพูดได้ทั้งภาษาแขมร์ ฝรั่งเศส
อังกฤษ ไทย และอื่นๆ

– สกุลเงินของกัมพูชา เรียกว่า เรียล ( RIEL) ถ้าคุณจะใช้จ่ายในกัมพูชา ควรเลือกใช้สกุลดอลลาร์
ของสหรัฐอเมริกา หรือใช้เงินสกุลบาทของไทย ได้ทันที แต่พ่อค้าแม่ขาย เขาจะทอนเป็นเงินเรียล
ให้เสมอ ดังนั้นควรคิดก่อนใช้ เพราะเงินเรียล หาที่รับแลกเงินคืนยากกว่าตอนแลกมาชอพพิง !

– ก่อนการเดินทาง คุณควรศึกษาข้อมูลเบื้องต้นของกัมพูชา ไว้ด้วย เพราะมีหลายสิ่งหลายอย่าง
ที่ต่างจากบ้านเรา โดยเฉพาะการเรียกชื่อคนในกัมพูชา ส่วนใหญ่เขาจะชอบให้เรียกว่า “ชาวแขมร์”
และไม่นิยมให้ชี้นิ้วใส่ในขณะพูด เพราะเขาคิดว่า คุณกำลังใช้ไสยศาสตร์ !

– หนังสือเล่มที่คุณเห็นอยู่นี้ เราขอแนะนำให้ติดตามอ่าน ถ้าคุณคิดว่า “ฉันอยากไปเที่ยว นครวัต-นครธม”



------------------------------
เรื่องโดย : ลิขิต น้าประเสริฐ
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2551
คอลัมน์ : ชีวิตอิสระ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/F279b

บทความที่เกี่ยวข้อง

มูลนิธิ ลมหายใจไร้มลทิน เสริมสร้างค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต
มูลนิธิ ลมหายใจไร้มลทิน เสริมสร้างค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต
อัพเดทล่าสุด
19 Aug 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
609,000
2.
469,000
3.
469,000
5.
1,239,000
6.
1,399,000
7.
640,000
8.
3,090,000
9.
2,160,000
10.
2,120,000
11.
2,269,000
12.
2,980,000
13.
2,318,000
14.
6,899,000
15.
4,299,000
16.
3,629,000
17.
3,429,000
18.
2,229,000
19.
12,399,000
20.
8,399,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th