บทความ

ยาง ซื้อ…ซ่อม…ใช้…ให้เหมาะกับการใช้งาน


สำหรับเจ้าของรถขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่อยากเปลี่ยนยาง พร้อมเพิ่มความสวยงามไปด้วยในตัว แต่ละครั้งคงคิดหนักไม่น้อย เพราะในตลาด มียางให้เลือกหลากหลายประเภท ตามลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันไป แถมหน้าตาของดอกยางก็มีความสวยงามต่างกันอีกด้วย

 

หลายคนเปลี่ยนยางโดยเลือกความสวยงามเป็นหลัก แต่พอใช้ไปสักพัก กลับพบว่ายางที่เลือกมานั้นไม่เหมาะกับการใช้งาน หรือความต้องการของตนเอง บางครั้งต้องกลับไปเปลี่ยนใหม่ ทั้งๆ ที่เพิ่งเปลี่ยนมาได้ไม่นานนัก แถมยางในกลุ่มของรถอเนกประสงค์ หรือรถขับเคลื่อน 4 ล้อ มักมีราคาค่อนข้างแพง เส้นหนึ่งไม่ต่ำกว่า 4,000 บาท การเปลี่ยนบ่อยๆ คงไม่เกิดผลดีต่อกระเป๋าสตางค์คุณแน่ๆ ดังนั้นก่อนซื้อ หากเรารู้ว่ายางแต่ละประเภทมีข้อดีข้อเสียอย่างไร จะเป็นประโยชน์สำหรับการเลือกยางได้อย่างถูกต้องตรงตามความต้องการ ไม่ต้องเสียเงินซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยใช่เหตุ

 

H/T
ไฮเวย์ เทอร์เรน (HI WAY TERRAIN)

เป็นยางดอกละเอียดที่ออกแบบมาสำหรับรถเอสยูวีสมรรถนะสูง ที่เน้นการใช้งานบนถนนดำ หรือถนนทั่วไป สำหรับการใช้งานที่เน้นสมรรถนะและความเร็วของรถ จึงสามารถใช้งานได้ดีทั้งสภาพถนนเปียกและแห้ง ที่เป็นถนนราดยางหรือคอนกรีท เพราะการออกแบบลายดอกยางจะเน้นเรื่องของการยึดเกาะถนน และเสียงรบกวนต่ำ เนื้อยางก็ออกแบบมาให้สัมพันธ์กัน ดังนั้นยางประเภทนี้จะไม่เหมาะกับการวิ่งบนทางลูกรัง ทางเปียกลื่นด้วยดินโคลน เพราะลักษณะดอกยางที่ละเอียด และลายดอกยางที่ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับการใช้งานลักษณะนั้น ลองสำรวจตัวเองดูว่าถ้าปกติคุณใช้รถบนถนนปกติ และเป็นคนขับรถเร็วหรือชอบฟังเพลงกับเครื่องเสียงดีๆ ไม่พิสมัยเสียงรบกวนจากยางที่บดถนน แนะนำว่ายางลักษณะนี้จะเหมาะกับการใช้งานในรูปแบบที่คุณต้องการ

 

A/T
ออลล์ เทอร์เรน (ALL TERRAIN)

ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าใช้ได้ในทุกสภาพภูมิอากาศ ยางประเภทนี้ออกแบบมาให้เป็นกลางๆ ดังนั้นมันจะไม่มีสมรรถนะที่โดดเด่นสักข้อ ไม่ได้ใช้ได้ดีที่สุดในทุกสภาพเส้นทาง หรือทุกฤดู แต่มันสามารถใช้ได้ในทุกสภาพเส้นทางและภูมิอากาศ เพราะยางที่ออกแบบเป็นกลางๆ ลักษณะนี้จะสามารถใช้ได้ดีในระดับหนึ่งเท่านั้น หมายความว่า ถ้าจะเอายึดเกาะถนนดีในย่านความเร็วสูงๆ มีเสียงเงียบก็จะสู้แบบ H/T ไม่ได้ แต่มันดีกว่ายางแบบ H/T ตรงที่ว่าสามารถใช้งานบนถนนลูกรัง, ดิน, ทราย หรือว่าง่ายๆ ยังพอเอาไปลุยได้ว่างั้น แต่ถ้าจะลุยหนักๆ ก็จะสู้แบบ M/T ที่เราจะพูดถึงต่อไปไม่ได้ ดังนั้นในการเลือกใช้งาน ถ้าคุณมี
ความจำเป็นที่จะต้องใช้ในสภาพเส้นทางที่หลากหลาย ทั้งถนนราดยาง และถนนตามธรรมชาติบ้าง แต่ไม่ได้ถึงกับเอาไปลุยกันหนักๆ เรื่องเสียงรบกวนก็จะมีมากกว่าแบบ H/T บ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับการออกแบบลายดอกยาง และเนื้อยางของแต่ละยี่ห้อด้วย เพราะต้องออกแบบร่องดอกยางให้กว้างขึ้น และดอกยางมีขนาดเป็นบั้งมากขึ้น เผื่อไว้สำหรับการใช้งานในสภาพโคลนเลนด้วยระดับหนึ่ง

 

M/T
มัด เทอร์เรน (MUD TERRAIN)

ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นยางที่เหมาะกับการลุยน้ำลุยโคลน ลักษณะดอกยางเป็นบั้งใหญ่ มีร่องกว้าง เพราะต้องการให้สามารถสลัดดินโคลนให้ออกจากหน้ายางได้ง่าย และมีดอกยางขนาดใหญ่ ที่ออกแบบมาสำหรับการตะกุย เพราะให้เกิดการยึดเกาะในทางทุรกันดาร

ประสิทธิภาพในการยึดเกาะบนถนนราดยาง หรือคอนกรีท จะน้อยกว่า 2 ประเภทแรก เพราะลักษณะดอกยางเป็นตัวกำหนด ทำให้ไม่สามารถใช้ความเร็วได้มาก อีกส่วนหนึ่งเพราะยางมีน้ำหนักมาก เนื่องจากต้องเน้นความแข็งแรงในการใช้งาน และมีเสียงรบกวนมาก ดังนั้นลักษณะการใช้งานของคุณต้องเป็นทางทุรกันดารจริงๆ เพราะเสียงรบกวนของมันมีมากเหลือเกิน โดยเฉพาะเมื่อยางเริ่มเก่า เนื้อยางเริ่มแข็ง เว้นเสียแต่ว่าคุณต้องการความสวยงามในสไตล์ดุดัน และรับได้เรื่องของเสียง และสมรรถนะที่เรียกมาได้ไม่เต็มที่จากเครื่องยนต์ ก็ไม่เป็นปัญหา

นี่คือยางที่แบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ตามลักษณะการใช้งาน ซึ่งแต่ละยี่ห้อก็อาจจะมีการเรียกชื่อยางของตนเองผิดเพี้ยนไปบ้าง หรือมีการกำหนดชื่อใหม่ เพื่อให้เกิดการจดจำ หรือความแตกต่าง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะการพัฒนาที่ต่อเนื่อง ย่อมทำให้เกิดสินค้าใหม่ๆ อยู่แล้ว อย่างเช่น ยางในตระกูล H/T ที่อาจจะมีหลายบริษัทเรียกแปลกออกไป เพื่อต้องการให้ทราบว่ายางของตนเองนั้นอยู่ในอนุกรมนี้ แต่มีความสามารถในการใช้งานที่สูงกว่า เช่น การใช้งานความเร็วสูง เป็นต้น

ดังนั้นการเลือกยางนั้น ต้องพิจารณาก่อนว่าลักษณะการใช้งานของคุณเป็นอย่างไร และความต้องการของคุณเป็นอย่างไร เช่น ถ้าใช้งานบนถนนดำเป็นหลัก แต่ชอบความสวยดุดันของยางแบบ M/T ก็ไม่แปลกที่คุณจะเลือกใช้ยางลักษณะนี้ แต่ถ้าคุณต้องเข้าไปลุยในสภาพเส้นทางเปียกลื่น หรือลูกรังบ่อยๆ แล้วจะเลือกใช้ยางแบบ H/T เพราะหวังในเรื่องความเงียบ และการยึดเกาะบนถนนดำอย่างนี้ก็ไม่เหมาะสม เพราะอาจจะทำให้เกิดอันตรายในการขับขี่ได้ กรณีแบบนี้ ยาง A/T จะเหมาะกับการใช้งานมากกว่า หลายคนเลือกยางแบบผิดๆ เพราะอาศัยความต้องการและความชอบของตนเองเป็นหลัก โดยมองข้ามเรื่องของความปลอดภัยในการใช้งาน แบบนี้จะส่งผลเสียโดยตรง ดังนั้นการเลือกใช้ยาง ควรมองถึงความจำเป็น
หลายๆ ด้านร่วมกัน เพื่อที่จะได้ใช้ยางได้อย่างคุ้มค่า และไม่เสียเงินเกินความจำเป็น

 

ดูแลอย่างไรให้ใช้ได้อย่างคุ้มค่า

ลมยางมีผลโดยตรงต่ออายุการใช้งาน

แรงดันลมยางเป็นเรื่องสำคัญมากๆ การดูแลรักษาไม่ใช่เรื่องวุ่นวายเลย ใช้เวลาน้อยกว่าที่คุณเลือกเสื้อผ้ามาใส่เสียอีก การปล่อยปละละเลยในเรื่องของการตรวจเชคลมยางนั้น นอกเหนือจากเรื่องการสิ้นเปลืองน้ำมัน ยังมีเรื่องอื่นที่ช่วยให้คุณประหยัดได้มากกว่าแฝงอยู่ โดยที่คุณไม่รู้ตัว

การปล่อยให้ลมยางแข็งหรืออ่อนเกินไป มีผลต่อเรื่องการสึกหรอของยางโดยตรง กรณีนี้จะทำให้หน้ายางสึกหรอผิดปกติ ซึ่งจะทำให้อายุของการใช้งานสั้นลงมาก ฉะนั้นจึงจำเป็นมากที่คุณควรต้องตรวจเชคลมยางเป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์เว้นสัปดาห์ ซึ่งควรซื้อเกจวัดลมยางคุณภาพดีๆ สักอันติดรถไว้ ราคาอาจจะสูงถึง 500-800 บาท แต่เป็นสิ่งที่ควรลงทุน เพราะใช้ได้นาน และเกจวัดตามปั๊มมักเชื่อถือไม่ได้ เนื่องจากผ่านการใช้งานหนัก ทั้งตกทั้งหล่น จะทำให้ค่าที่วัดได้คาดเคลื่อน ผลที่ตามมา คือ เรื่องการสึกหรอที่ผิดปกติ เวลาที่เหมาะสมในการตรวจเชคแรงดันลมยาง ควรจะทำในช่วงเช้าหรือเย็น หลังจากที่จอดรถทิ้งไว้เป็นเวลานาน 3-4 ชั่วโมงขึ้นไป หรือหลังจากรถวิ่งมาไม่เกิน 2-3 กม. ถ้าเชคตอนที่ยางร้อน อากาศที่อยู่ภายในยางจะมีความดันเพิ่ม 2-3 ปอนด์ การตรวจเชคเป็นประจำ จะทำให้คุณรู้ว่ายางเส้นไหน
มีการรั่วซึม โดยเปรียบเทียบแรงดันได้จากล้อที่เหลือ เมื่อพบว่ามียางบางเส้นเกิดการรั่วซึม จะต้องมีการตรวจหาสาเหตุ เช่น อาจจะโดนตะปูเสียบคาอยู่ ลมจะค่อยๆ ซึมออกทีละน้อย หรือวาล์วสำหรับเติมลมรั่ว จะได้สามารถแก้ไขได้ทัน เพราะมีผลต่ออายุการใช้งานของยางเช่นกัน

ตามปกติ ลมยางจะสามารถรั่วผ่านเนื้อยางได้เล็กน้อย ถ้าตรวจเชคแล้วพบว่าทุกล้อมีแรงดันลมลดลงเล็กน้อยในอัตราที่ใกล้เคียงกัน ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ แรงดันที่เหมาะสมสำหรับรถแต่ละรุ่นนั้น ขึ้นอยู่กับสเปคของรถ ดูได้จากคู่มือประจำรถ หรือสติคเกอร์ที่ติดไว้แถวๆ เสาบี หรือประตูคนขับ

 

หมั่นตรวจสภาพยาง

หลังจากใช้งานยางไประยะหนึ่ง จะเกิดการสึกหรอมากขึ้น ถ้าศูนย์ล้อปกติ หน้ายางจะสึกหรอเรียบเสมอกันตลอด ถ้าตรวจสอบกันเป็นประจำ จะเห็นถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นได้ ก่อนที่จะสายเกินแก้ เช่น สังเกตเห็นว่ายางสึกแถบด้านนอก หรือด้านในแถบเดียว ยางสึกเป็นจ้ำๆ ดอกยางสึกเป็นบั้งๆ หรือดอกยางสึกเป็นลักษณะของคมเลื่อย

คุณไม่ต้องมีความรู้เรื่องของยางมากมายก็ตรวจสอบได้ เพียงแค่เป็นคนช่างสังเกตสักหน่อย ไม่ว่าใครก็สามารถมองเห็นถึงความผิดปกติได้ การสึกหรอที่ผิดปกติเป็นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งศูนย์ล้อผิดเพี้ยน ลมยางไม่ได้ตามกำหนด ล้อบิดเบี้ยว ชอคอับคดงอ เมื่อเห็นว่ามีการสึกหรอที่ผิดปกติ ให้นำรถเข้าไปตรวจเชค และแก้ไขโดยด่วน อายุการใช้งานของยางจะได้ยาวนานขึ้น

เวลาล้างรถ แม้คุณไม่ได้ล้างเองก็ตาม ตอนที่ร้านเขากำลังลงแวกซ์ที่ยาง คุณก็ไปดูๆ สภาพยางเสียหน่อย เพราะรถเพิ่งล้างมาจะเห็นถึงสภาพได้ค่อนข้างชัดเจน จะสามารถพบเห็นร่องรอยการฉีกขาด รอยบาด หรือของมีคมที่ปักคาอยู่ ซึ่งคุณสามารถชี้ให้ช่างพิจารณาได้ว่ามันมีความปลอดภัยอยู่หรือเปล่า ถ้าเห็นว่าไม่น่าจะปลอดภัย ก็ควรจะเปลี่ยนใหม่ อย่าฝืนใช้งาน เพราะอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต และทรัพย์สินของคุณได้ วันไหนขับไปกระแทก หรือตกหลุมมา ต้องรีบตรวจเชคสภาพยางโดยทันทีว่ามีอาการแก้มยางบวม หรือฉีกขาดหรือไม่

 

สลับยาง ยืดอายุการใช้งาน

เรามักจะคุ้นชินกับการสลับยางทุกๆ 10,000 กม. (โดยเฉลี่ย) ถือว่าเหมาะสมสำหรับรถที่หน้ายางสึกหรอตามปกติ ก่อนที่จะมีการสลับยาง ต้องตรวจเชคเรื่องการสึกหรอก่อน ว่าปกติหรือไม่ ถ้าไม่ ก็ทำการแก้ไขให้เรียบร้อยก่อนสลับยาง โดยเฉพาะคนที่ใช้รถทางไกลๆ และใช้ความเร็วสูงเป็นประจำ การสึกหรอยิ่งมีมาก

การสลับยางนั้น เกี่ยวข้องโดยตรงกับการตรวจเชคเรื่องการสึกหรอในหัวข้อข้างต้น เพราะเมื่อตรวจพบว่าหน้ายางสึกหรอผิดปกติ ต้องรีบแก้ไข และสลับยางทันที เช่น เจ้าของรถที่วิ่งกรุงเทพ ฯ-เชียงใหม่ เป็นประจำ และต้องใช้ความเร็วสูง ยางจะมีการสึกหรอมาก แบบนี้ไม่ต้องรอให้ถึงระยะ แค่ไปกลับสัก 2 เที่ยวก็สลับยางได้แล้ว โดยเฉพาะรถขับเคลื่อน 2 ล้อ จะมีการสึกหรอมากกว่าอย่างเห็นได้ชัดเจน ในการสลับยางนั้น ควรเอายางอะไหล่มาหมุนเวียนใช้ด้วย (กรณีที่ล้อและยางเป็นขนาดเดียวกัน)

 

ยางใหม่ไว้หน้า หรือหลังดี

กรณีที่คุณต้องเปลี่ยนยางใหม่ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนได้พร้อมกัน 4 เส้น การเปลี่ยนยางที่เหมาะสมต้องเปลี่ยนอย่างน้อยทีละ 2 เส้น หรือทีละคู่ การเปลี่ยนแบบนี้เราจะเคยชินว่าต้องเอายางใหม่ไว้ข้างหน้าเสมอ แต่ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว ยางที่เปลี่ยนใหม่ต้องเอาไว้ที่ล้อคู่หลังเสมอ เพราะว่าเวลาที่เราเบรค น้ำหนักจะถ่ายเทไปด้านหน้าตามหลักเกณฑ์ในเรื่องของการถ่ายแรง (โมเมนทัม) ทำหน้าที่ถ่ายเทไปข้างหน้า จะช่วยให้ยางยึดเกาะถนนมากขึ้น เพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น พยายามจะทำให้ยางบดลงไปบนถนน แต่กับล้อหลัง แรงที่ถ่ายเทไปข้างหน้าโดยเร็วจะทำให้ท้ายยกตัว ล้อหลังจะลอยขึ้นจากพื้น ทำให้การยึดเกาะน้อยลง การเข้าโค้งก็เช่นกัน ล้อหลังต้องการการยึดเกาะที่มากกว่า เพราะไม่มีน้ำหนักของเครื่องยนต์
มาช่วยกดให้หน้ายางสัมผัสกับผิวถนน ฉะนั้นสรุปว่ายางใหม่ใส่ข้างหลังครับ

 

อายุการใช้งานของยาง

การเปลี่ยนยางทุก 50,000 กม. หรือ 2 ปี ถ้าทำได้ก็เป็นเรื่องดี เพราะยางใหม่ๆ นั้นให้ประสิทธิภาพการยึดเกาะที่ดีกว่า เสียงรบกวนก็น้อยกว่า แต่เรื่องของอายุการใช้งานขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่าง ทั้งแรงดันลมยาง การรับน้ำหนักของยาง สภาพถนน ลักษณะการขับขี่ สภาพของตัวรถ และอุณหภูมิของพื้นผิวถนนเป็นสำคัญ

คำถามที่ว่าจริงๆ แล้วยางมีอายุการใช้งานเท่าไรแน่ ความเป็นจริงนั้นยางชุดหนึ่งนั้น สามารถใช้ได้จนกว่าดอกยางจะหมด เพียงแต่ประสิทธิภาพในการทำงานด้านต่างๆ จะลดลง เช่น มีความกระด้างมากขึ้น เสียงดังมากขึ้น ประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนและการเบรคลดลง ถ้าเราเพิ่มความระมัดระวังก็สามารถใช้งานได้จนกว่าดอกยางจะหมด แม้ว่าจะเห็นร่องรอยการแตกลายงาแล้วก็ยังสามารถใช้ได้ เว้นแต่กรณีที่ยางมีอาการเสียหายดังต่อไปนี้ คือ มีร่องรอยการปริแตก ฉีกขาด ยางบิดเบี้ยวเสียรูปจนไม่กลม ควรเปลี่ยนทันที

 

การซ่อมหรือปะยาง

การซ่อมหรือปะยาง ต้องพิจารณาถึงลักษณะบาดแผลและตำแหน่ง การปะยางตามปั๊ม หรือร้านยางทั่วไปนั้น ส่วนใหญ่จะทำให้เราได้ทุกอย่างตามความต้องการ แต่ถ้าเข้าศูนย์บริการยางโดยเฉพาะหลายๆ ลักษณะจะไม่ได้รับการแนะนำให้ซ่อม เพราะมีผลต่อความปลอดภัยโดยตรง เช่น อาจจะทำให้ยางปริแตก หรือระเบิดจากการใช้งานได้ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ความเร็วสูง เพราะยางที่ซ่อมโดยการเชื่อมประสานด้วยความร้อน หรือมีการเพิ่มเนื้อยางเข้าไป เวลาที่ล้อหมุนด้วยความเร็วสูงๆ จะเกิดแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง ซึ่งอาจจะทำให้ยางระเบิดได้ง่าย เรื่องความปลอดภัยต้องถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าจำเป็นจะต้องเปลี่ยนยางใหม่ก็ควรเปลี่ยน เพราะเงินไม่กี่พันบาทมีผลต่อความปลอดภัยของคุณ และคนรอบข้างโดยตรง



------------------------------
เรื่องโดย : พหล ฯ 30
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน พฤษภาคม ปี 2551
คอลัมน์ : DIY…คุณทำเองได้
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/tZU9A
อัพเดทล่าสุด
10 Sep 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
2,090,000
2.
2,229,000
3.
779,000
4.
3,590,000
6.
1,316,000
7.
1,749,000
8.
1,699,000
10.
3,299,000
11.
5,399,000
12.
6,799,000
13.
3,249,000
14.
4,980,000
15.
53,500,000
17.
3,600,000
18.
13,339,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

บทความที่เกี่ยวข้อง