บทความ

ไครสเลอร์ ต้องผลิตให้น้อยลง


เคยรู้ว่าเคล็ดลับของผู้ผลิตรถยนต์ที่ติดอันดับขายดี คือ การมีรถที่รอขายให้พอดีกับความต้องการ
ของผู้ซื้อ อย่าให้เกินพอดี (INVENTORY) ยิ่งถ้าเป็นประเภทผลิตเสร็จวันนี้ พรุ่งนี้ส่งให้ลูกค้าเลย
ยิ่งดี เพราะยึดถือการมี อินเวนทอรี แต่พอดีเช่นนี้ถึงกับทำให้รถบางยี่ห้อที่ขายดีเกินกว่า
ประมาณการถึงกับทำให้ลูกค้าต้องคอยรถนานถึง 6 เดือน ก็ยังเคยมี ทั้งนี้เพราะประเมิน
ต่ำไปนั่นเอง ยิ่งรอนาน รถก็ยิ่งมีคุณค่า เป็นที่ต้องการของตลาด

 

การที่ต้องมีกุศโลบายเช่นนี้ เพราะรถแต่ละคัน ต้นทุนสูง ถ้าผลิตรถเสร็จนอนอยู่ในโกดังสัก
100 คัน แล้วขายยังไม่ออก ทุนจะจมสักแค่ไหน เมื่อทุนจม ก็เป็นสาเหตุให้เจ๊งได้ง่ายๆ ดังนั้น
ที่มาของภาวะวิกฤติของบริษัทรถยนต์บางยี่ห้อ จึงมีสาเหตุจากการมีรถเก็บไว้มากเป็นหนึ่ง
ในสาเหตุที่สำคัญ

 

ไครสเลอร์ ตอนนี้สถานการณ์ไม่ค่อยจะดี ประธานของบริษัท คือ เจมส์ พเรสส์ และประธาน
เจ้าหน้าที่บริหาร รอเบิร์ท นาร์เดลลี บอกว่าจะต้องคิดใหม่ทำใหม่ ผลิตรถให้มียอดพอดีกับที่
จะขายได้

 

เดือนพฤษภาคมปีนี้เอง มีบริษัท ไพรเวท อิควิตี้ เฟิร์ม ชื่อ CERBERUS CAPITAL
MANAGEMENT มาซื้อหุ้น ไครสเลอร์ ไป 80 % ผู้บริหารทั้ง 2 แจ้งผู้ถือหุ้นใหญ่ว่าปีนี้ ไครสเลอร์
จะต้องลดยอดผลิตลงประมาณ 82,000 คัน ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี

 

ก่อนหน้านี้ถึงยอดขายจะตกสักแค่ไหน โรงงาน ไครสเลอร์ ก็ยังตั้งหน้าตั้งตาผลิตอยู่นั่น ผลิต
เสร็จมีรถมากก็ต้องใช้วิธีไปบี้ตัวแทนจำหน่ายให้ขายรถให้ได้ แล้วพอขายไม่ได้ ก็เปลี่ยนเป็น
เอารถไปขาย ให้ทำรถเช่าแทน ซึ่งทำให้บแรนด์ยิ่งตกต่ำ ตราบใดที่ยังไม่เปลี่ยนความคิดบแรนด์
ก็ยิ่งตกต่ำ และราคาก็ยิ่งตก ขาดทุนก็ตามมา

 

ทั้ง ไครสเลอร์ และผู้ผลิตสายเลือดอเมริกัน กำลังจะต้องหันมาทำตามพี่ยุ่น คือ โตโยตา และ
ฮอนดา ที่ใช้นโยบายผลิตตามปริมาณที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งเป็นนโยบายที่ทั้ง 2 ค่าย ทำมานานแล้ว
รวมทั้งค่าย นิสสัน ด้วย เหตุผลที่ค่ายยุ่นทำเช่นนี้ ก็เป็นเหตุผลทางด้านต้นทุนการผลิต เสร็จ
แล้วนอกจากจะควบคุมการลงทุนให้สมดุลกับการขาย ยังมีผลพลอยได้ตามมา คือ ทำให้รถของค่าย
กลายเป็นของมีค่า ลูกค้ารอคอย และขายได้ราคาดีเหมือนขนมออกมาจากเตาใหม่ๆ น่ากิน
เสมอ และต่อแถวรอซื้อเหมือนโรตีบอยสมัยหนึ่ง

 

ไม่ใช่เรื่อง อินเวนทอรี บานเบอะอย่างเดียวที่ต้องแก้ นอกจากหัวเรือใหญ่ ไครสเลอร์ จะมอง
ปัญหาทะลุ และสั่งให้ผลิตรถให้น้อยลงแล้ว ยังสั่งให้ทำการบ้านเรื่องออกแบบให้ “จ๊าบ” ขึ้น
กว่าเดิม โดยเฉพาะเรื่องรูปโฉมภายใน

 

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมาก ทั้งในแง่ต้นทุนการผลิต และการตลาด ก็คือ ต้องพลิกแปลนโรงงาน
และสายการผลิตกันใหม่ คือ ต้องออกแบบโรงงานให้ผลิตรถได้หลายๆ แบบ เลียนแบบญี่ปุ่นที่
ใช้ระบบ ฐานเดียวปั๊มออกมาได้หลายรุ่น (PLATFORM) การออกแบบโรงงานแบบนี้ญี่ปุ่นทำ
มานานแล้ว มันดีตรงที่ถ้าหากรถรุ่นหนึ่งเกิดขายไม่ดีก็ใช้พแลทฟอร์มนี้แหละผลิตรถรุ่นอื่นได้
เป็นการตอบสนองการตลาดได้ทันควัน เหมือนร้านอาหารที่ต้องมีอาหารหลายอย่าง อย่าง
หนึ่งขายไม่ดี ก็ขายอีกอย่างได้ แล้วนานไปที่ขายไม่ดี ก็เอาออกจากเมนูซะ จะได้ไม่ต้องตุน
วัตถุดิบ

 

อย่างนี้แล้วจะเรียกว่าอเมริกันล้าหลังญี่ปุ่นเป็นสิบๆ ปี ใช่หรือไม่ เมื่อก่อนนี้อเมริกันอาจรู้แล้ว
ว่าญี่ปุ่นมีวิธีผลิตแบบนี้ แต่ความที่อเมริกันยังกินบุญเก่า ยังไม่เข้าตาจน ก็เลยยังไม่คิดเจริญ
รอยตามญี่ปุ่น ที่ยอดขายโตเอาโตเอา ปักธงใหม่ๆ เปิดโรงงานในสหรัฐอเมริกาไปไม่รู้กี่รอบ

 

ฟังดูแล้วไม่ว่าอะไรอเมริกันก็กลายเป็นล้าหลังตามไม่ทันญี่ปุ่นไปเสียแล้ว

 

ปรับปรุงด้านเทคนิคแล้ว ทีนี้ก็มาถึงหัวใจก็คือตัวรถเอง เจมส์ เพรส ยอมรับว่าในที่สุดแล้ว
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือดีไซจ์นของตัวรถ ทำอย่างไรจึงจะผลิตรถที่โดนใจคนได้ ไครสเลอร์
มีกระดูกชิ้นใหญ่ที่ต้องขบให้ได้ ล่าสุดรถ ไครสเลอร์ เซบริง (CHRYSLER SEBRING) ซึ่ง
เป็นรถขนาดกลางที่เผยโฉมออกมา ต้องนอนหง่าวอยู่ที่โชว์รูมถึง 3 เดือนกว่าที่สตอคจะหมด
ยังโชคดีที่รถ จีพ แรงเลอร์ (JEEP WRANGLER) 4 ประตูขายดี ขนาดไม่มีของให้ตัวแทน
จำหน่าย

แต่คุณพระยังช่วยเจ้าของเงินที่ทุ่มซื้อหุ้น ไครสเลอร์ ไว้ช่างเข้าอกเข้าใจสถานการณ์ของ
ไครสเลอร์ ดีเอามากๆ เอาเงินเข้ามาถมให้อีก 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ เพื่อจะให้ ไครสเลอร์
นำไปผลิตรถรุ่นใหม่ๆ รวมทั้งปรับปรุงรุ่นเก่าที่มีอยู่แล้ว ทำให้ ไครสเลอร์ สามารถนำเงินนี้ไป
เปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ทั้งสำหรับรถเก่า และรถใหม่ได้ถึง 200 รายการ

 

ในบรรดาสิ่งที่ต้องเปลี่ยนก็ได้แก่ การปรับโฉมภายใน และบริเวณหน้าปัด ตั้งแต่ก่อนที่จะคลอด
CEBERUS ออกมา ทาง ไครสเลอร์ ก็รู้ซึ้งแล้วว่ารูปโฉมภายในของรถขาดเสน่ห์ และความสะดวก
สบายเหมือนที่คู่แข่งมี ไครสเลอร์ รู้แล้วว่าต้องปรับโฉมรถทั้งหมดให้หรูเหมือนคู่แข่ง

 

นายใหญ่ทั้งสองคนของ ไครสเลอร์ นั่งอยู่บนหอคอยไม่ไหวแน่ ทั้งสองคนลงมาล้วงลูกทุกวัน
โดยเฉพาะรายละเอียดต่างๆ ของรถที่กำลังจะคลอดออกมาใหม่ บางทีถึงกับรถขายออกสู่
ตลาดไปแล้วคุณทั้งสองยังไม่หยุดเปลี่ยนแปลงปรับปรุง

 

ประเด็นหนึ่งที่ เพรส ประธานบริษัทยอมรับก็คือ ไครสเลอร์ มีบแรนด์มากเกินไป บางที 2
บแรนด์มีอะไรใกล้เคียงกันมากจนไม่รู้จะทำ 2 บแรนด์ไปทำไม อย่างรถ เอสยูวี ดอดจ์
ดูแรงโก (DODGE DURANGO) กับ ไครสเลอร์ แอสเปน (CHRYSLER ASPEN) เป็น
ตัวอย่างหนึ่ง ในอนาคต ไครสเลอร์ จะเด็ดเอาเฉพาะรถที่คล้ายๆ กันกับที่ผู้บริโภคเป็น
คนกลุ่มเดียวกัน และมาสร้างโมเดลใหม่

 

หนักหนาสาหัส และเป็นงานใหญ่ทีเดียวสำหรับ ไครสเลอร์ ที่จะกลับมาผงาดใหม่ แต่ก็
เรียกว่า รู้ปัญหาหมด และไม่ขัดสนเงินทอง มีแบคอัพดี ต้องพยุงตัวให้ดีระหว่างที่ลด
การผลิต และปรับสายการผลิตใหม่ ให้ยืดหยุ่น และรองรับความต้องการของตลาด
ให้ดีขึ้น พร้อมกันนี้ก็ปรับดีไซจ์นให้ถูกใจผู้บริโภคมากขึ้น

 

ผู้บริหารทั้ง 2 ยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานว่าจะต้องเอาญี่ปุ่นมาเป็นแบบอย่าง

 

“เราต้องพยายามตามสิ่งที่ โตโยตา ทำตั้งแต่เมื่อ 25 ถึง 30 ปีที่แล้วให้ทัน” เพรส นายใหญ่
พูดอย่างไม่อายใคร



------------------------------
เรื่องโดย : เพ็ญศรี เผ่าเหลืองทอง
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ธันวาคม ปี 2550
คอลัมน์ : โลกติดล้อ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/FGhCy

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด
22 Oct 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
489,000
2.
1,199,000
4.
2,490,000
5.
479,000
6.
939,000
7.
24,500,000
8.
34,000,000
9.
23,795,000
12.
18,900,000
13.
18,999,000
14.
3,199,000
15.
3,399,000
16.
2,549,000
17.
4,499,000
18.
2,299,000
19.
3,199,000
20.
3,299,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th