บทความ

ซูเพอร์คาร์ กับ กลยุทธ์ “เหล้าเก่าในขวดใหม่”


เป็นที่ทราบกันดีว่า รถยนต์ทั่วไปจะมีอายุการทำตลาดราว 4-5 ปี และในระหว่าง 2-3 ปีแรก ก็มักจะกระตุ้นตลาดด้วยการ “ยกหน้า” (FACELIFT) หรืออาจจะเรียกกันแบบติดปากอีกอย่างว่า “ไมเนอร์เชนจ์” แต่สำหรับรถระดับ ซูเพอร์คาร์ เขากระตุ้นตลาดกันอย่างไร เราจะมาวิเคราะห์เจาะลึกกลยุทธ์การตลาดของรถประเภทนี้กันดู

 

สมัยก่อนซูเพอร์คาร์ อย่าง แเฟร์รารี ลัมโบร์กินี และ โลทัส กว่าจะเปลี่ยนรุ่นใหม่แต่ละครั้ง ก็กิน
เวลานับสิบปี ด้วยเหตุผลด้านงบประมาณในการพัฒนา และจุดคุ้มทุนในการผลิต (เพราะผลิต
จำนวนน้อย กว่าจะคุ้มทุนเลยใช้เวลานาน) ซึ่งต่างจากปัจจุบันที่สามารถพัฒนารถยนต์ได้อย่าง
รวดเร็ว เหตุผลที่ว่าจึงทำให้ราคาของรถเหล่านี้ สูงจนคนธรรมดาเดินดินกินข้าวแกง ไม่มีสิทธิ์ที่
จะได้เป็นเจ้าของ

 

การทำตลาดด้วยรถรุ่นเดียวต่อเนื่องกันยาวนานนับ 10 ปีนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย จึงทำให้กลยุทธ์
“เหล้าเก่าในขวดใหม่” หรือ การนำเอาโครงสร้างเดิม มาแต่งหน้าทาปาก และอาจจะเพิ่มแรงม้าให้
กับเครื่องยนต์สูงขึ้น เป็นที่นิยมใช้กันมาตั้งแต่ยุค ’70 และ ’80

 

สำหรับรถรุ่นที่เห็นได้ชัด ก็คือ โลทัส เอสปรีต์ (ESPRIT) รุ่นแรกที่ออกแบบโดย จูจาโร (GIUGIARO)
นักออกแบบระดับตำนานของโลกชาวอิตาเลียน ตั้งแต่ปี 1976-1987 มีการออกแบบตกแต่งตัวถัง
ให้เป็นรถรุ่นพิเศษ รวมแล้วทั้งหมด 9 รุ่น เรียกได้ว่ามีการกระตุ้นตลาดเกือบทุกปีก็ว่าได้ เอสปรีต์ รุ่น
ที่ 2 มีการออกแบบโดยเปลี่ยนกันชนหน้า/หลัง และพัฒนาโครงสร้างเพิ่มเติมโดย ปีเตอร์ สตีเวนส์
(PETER STEVENS) ระหว่างปี 1987-1993 ซึ่งในระหว่าง 6 ปีนี้ มีรุ่นพิเศษรวมแล้ว 6 รุ่น

 

เข้าสู่รุ่นที่ 3 ที่พัฒนาโดยนักออกแบบลูกครึ่งชาวไทย-อังกฤษ จูเลียน ธอมสัน (JULIAN THOMSON)
ระหว่างปี 1993-1999 ระยะเวลา 7 ปี แต่ออกมาถึง 8 รุ่น จนมาถึงยุคสุดท้ายของ เอสปรีต์ รุ่นนี้ ที่
ออกแบบโดย คารร์ (CARR) นักออกแบบผู้สืบทอด ดีเอนเอ และเป็นผู้กำหนดแนวทางของ โลทัส
ในปัจจุบัน กับรุ่น เอสปรีต์ วี 8 (ESPRIT V8) ที่ทำตลาดอยู่เพียง 2 ปี ตั้งแต่ปี 2002-2004 ก่อนสิ้น
สุดสายการผลิตลง

 

สำหรับค่ายม้าลำพองอย่าง แเฟร์รารี ก็ไม่น้อยหน้า แถมยังมีรุ่นให้เลือกซื้อลานตาไปหมด ยกตัว
อย่างรุ่นล่าสุด ก็คือรุ่น เอฟเอกซ์เอกซ์ (FXX) ที่นำเอาเจ้า เอนโซ (ENZO) มาโมดิฟาย เพิ่มความ
แรง และมูลค่าขึ้นไปได้อีกมาก แต่รูปทรงก็ยังคงเหมือนกับเอารุ่น เอนโซ มาแปลงให้เหมือนรถ
แข่ง แถมเหมือนมากไปหน่อย ความหรูหราไฮโซ ก็เลยลดน้อยลงไปด้วย

หลังจากเจ้าม้าลำพอง เอฟเอกซ์เอกซ์ ออกสู่ตลาดได้ไม่นาน เจ้ากระทิงดุ ลัมโบร์กินี ก็แอบซุ่ม
พัฒนา ไม้ตายตัวล่าสุด ที่เพิ่งจะเปิดตัวในงานมหกรรมยานยนต์ฟรังค์ฟวร์ท 2007 ไปหมาดๆ ซึ่ง
ถือได้ว่าตัวล่าสุดที่มีนามว่า เรเวนตัน (REVENTON) นี้ ได้ถูกออกแบบจากพื้นฐานของรุ่น
มูร์ซีเอลาโก แอลพี 640 (MURCIELAGO LP640) ตัวปกติจริง แต่ตัวถังภายนอกกลับออกแบบ
ได้อย่างน่าสนใจ ด้วยแนวคิดที่ได้มาจากเครื่องบินรบความเร็วสูง ซึ่งดูแล้วมีความแตกต่างจาก
มูร์ซีเอลาโก ตัวปกติ และที่สำคัญผลิตเพียงแค่ 20 คันเท่านั้น หมดแล้วหมดเลย

 

นี่ก็คือ กลยุทธ์สำคัญของการเพิ่มมูลค่า นั่นคือ การผลิตในจำนวนจำกัดนี่เอง

 

อาจพอสรุปได้ว่า นับวันการทำตลาดจะมุ่งเป้าหมายไปสู่ลูกค้าเฉพาะกลุ่มมากขึ้น การทำตลาด
ด้วยการผลิตน้อยชิ้น สร้างราคาได้ ซึ่งถ้าผลิตเป็นจำนวนมาก ก็จะเหมือนของโหล ที่ไม่สามารถทำ
ราคาได้สูง

 

ผมฟันธงเลยว่า ผู้ผลิต และฝ่ายการตลาดของซูเพอร์คาร์ทั้งหลาย จะใช้กลยุทธ์ “เหล้าเก่าใน
ขวดใหม่” ต่อไปแน่ๆ เพราะมันถูกพิสูจน์มาแล้วหลายยุคหลายสมัย จวบจนปัจจุบัน มันก็ยัง
“เวอร์ค”



------------------------------
เรื่องโดย : ทัศนัย ไรวา
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน พฤศจิกายน ปี 2550
คอลัมน์ : มุมมองนักออกแบบ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/WDWF9
อัพเดทล่าสุด
8 Oct 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
2.
2,090,000
3.
2,229,000
4.
779,000
5.
3,590,000
7.
1,316,000
8.
1,749,000
9.
1,699,000
11.
3,299,000
12.
5,399,000
13.
6,799,000
14.
3,249,000
15.
4,980,000
16.
53,500,000
18.
3,600,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th