บทความ

จอห์น เรย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด


มาซดา เป็นค่ายรถที่มักนำแนวคิดแปลกใหม่ มาสู่วงการรถยนต์บ้านเราอยู่เสมอ ทั้งยังสามารถสร้างยอดขายเติบโตสวนกระแสตลาดในคราวนี้ได้อีกด้วย “ฟอร์มูลา” สัมภาษณ์ จอห์น เรย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ถึงแนวทางในการสร้างความสำเร็จให้กับ มาซดา ประเทศไทย

ฟอร์มูลา : ภาพรวมของตลาดรถยนต์ปีนี้ ในมุมมองของคุณเป็นอย่างไร ?

เรย์ : หากประเมินจากยอดจำหน่ายรถยนต์ช่วงครึ่งปีแรก คาดว่าปีนี้จะมียอดจำหน่ายไม่เกิน 630,000 คัน หรือมีอัตราลดลงเกือบ 10 % เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่มียอดจำหน่าย 692,000 คัน โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากการที่ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่น ในการตัดสินใจจับจ่ายซื้อสินค้า ซึ่งหากประเทศไทยมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น รวมทั้งปัญหาด้านเศรษฐกิจ และการเมือง คลี่คลายไปในทางที่ดี ตลาดรถยนต์น่าจะมีอัตราการเติบโตที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

ด้านผลประกอบการของ มาซดา 6 เดือนที่ผ่านมา มียอดจำหน่าย 7,790 คัน เติบโตเพิ่มขึ้น 4.9 % จากปีที่แล้ว ที่มี 7,427 คัน ในขณะที่ตลาดเติบโตลดลง 13.7 % โดยตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน เติบโตเพิ่มขึ้น 13 % ขณะที่ตลาดเติบโตลดลง 17 % ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาดของ มาซดา เพิ่มเป็น 37 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 32 % ปัจจัยที่ทำให้ มาซดา มีอัตราการเติบโตสูงขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาบริษัท ฯ มีการวางแผนทางการตลาดเชิงรุกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถรักษายอดขายและส่วนแบ่งการตลาดไว้ได้

ฟอร์มูลา : คุณตั้งเป้ายอดขายปีนี้ไว้เท่าใด ?

เรย์ : บริษัท ฯ ตั้งเป้ายอดขาย มาซดา บีที-50 ไว้ที่ 7,200 คัน โดยตัวเลขยอดจำหน่าย ณ ปัจจุบัน (กค. 2550) อยู่ที่ 6,179 คัน และตั้งเป้ายอดขาย มาซดา 3 ประมาณ 3,000-3,500 คัน โดยยอดขายรวมทั้งปีจะอยู่ที่ 16,000-17,000 คัน ที่ผ่านมา บริษัท ฯ มีการออกแคมเปญต่างๆ กระตุ้นยอดขาย เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

ฟอร์มูลา : ปัจจัยที่ทำให้ มาซดา มียอดขายเติบโตสวนทิศทางตลาดรถยนต์โดยรวม คือ อะไร ?

เรย์ : บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างบแรนด์มาก โดยเฉพาะภาพลักษณ์ของสินค้า ที่ผ่านมามีการวิจัยตลาดว่า ผู้บริโภคมีความเข้าใจคอนเซพท์ ซูม…ซูม และมีการรับรู้ในตราสินค้ามากน้อยแค่ไหน เพราะตระหนักว่า ตราสินค้าเป็นปัจจัยหลักต่อการเลือกซื้อของผู้บริโภค โดยพยายามสื่อสารให้ผู้บริโภคมีความเข้าใจ และเห็นภาพที่ชัดเจน

ที่ผ่านมา ได้กลุ่มลูกค้าใหม่จากรถยนต์ มาซดา 3 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยลูกค้าส่วนใหญ่มาจากกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการหลีกเลี่ยงการใช้รถตลาดทั่วไป ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้กำลังเติบโต และจะเห็นได้ว่าปัจจุบัน มาซดา 3 เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยอมรับ และมีการพูดถึงตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่บ่งบอกถึงความเป็น มาซดา อย่างชัดเจน ทำให้คนรู้สึกอยากเป็นเจ้าของ

ฟอร์มูลา : ในปีนี้ มาซดา มีแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ ?

เรย์ : ปีนี้ บริษัท ฯ ยังไม่มีแผนเปิดตัวรถรุ่นใหม่ จะมีแต่รถรุ่นพิเศษออกมาจำหน่ายเป็นระยะ โดยจะเน้นผลิตภัณฑ์หลักในการทำตลาด คือ มาซดา บีที-50 และ มาซดา 3 ส่วนการเปิดตัวรถรุ่นใหม่นั้นคงต้องดูความเหมาะสมของสภาพตลาด และความต้องการของลูกค้า

ฟอร์มูลา : ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีคุณวางแผนการตลาดไว้อย่างไร ?

เรย์ : บริษัท ฯ ให้ความสำคัญกับการสื่อสารระหว่างบริษัท ฯ ลูกค้า ดีเลอร์ และพนักงานในองค์กร ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวนโยบายการบริหารงานภายใต้คอนเซพท์ ONE MAZDA ซึ่งจะเห็นได้ว่า บริษัทได้มีการปรับปรุงการสื่อสารในระดับท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีผู้บริโภคในต่างจังหวัดที่ยังไม่รู้จักบแรนด์ มาซดา บริษัท ฯ จึงจำเป็นที่ต้องสื่อสารให้ผู้บริโภครับรู้ว่า มาซดา มีผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายอยู่ในตลาด ด้วยการสนับสนุนการทำงานของดีเลอร์ในพื้นที่ เรื่องการสื่อสารลูกค้า โดยให้เครื่องมือในการทำตลาดกับดีเลอร์ เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดได้ เพราะดีเลอร์เป็นผู้ที่ใกล้ชิดลูกค้ามากที่สุด เข้าถึงลูกค้าได้มากกว่าบริษัท ฯ นอกจากนี้ ยังมีการฝึกอบรมดีเลอร์ รวมทั้งมีการวัดผลความสำเร็จของดีเลอร์ ทั้งด้านยอดขาย ความพึงพอใจของลูกค้า และประมวลผลส่งให้ดีเลอร์ เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาตนเองต่อไป

รวมทั้งมีระบบไฟแนนเชียล รีพอร์ท เพื่อให้บริษัท ฯ รับรู้สถานะทางการเงินของดีเลอร์ เพื่อประโยชน์ในการเข้าไปช่วยเหลือ และต้องทำให้ ภาพลักษณ์ของ มาซดา เหมือนกันในทุกตลาด ทำให้ลูกค้าประทับใจในบแรนด์มากขึ้น ด้วยการตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ตรงจุดที่สุด

นอกจากนี้ บริษัท ฯ มีโครงการที่จะคัดเลือกดีเลอร์ที่ประสบความสำเร็จในการทำตลาดรถยนต์ มาซดา จาก 3 กลุ่ม คือ ดีเลอร์ที่มียอดจำหน่ายรถพิคอัพสูงสุด ดีเลอร์ที่มียอดจำหน่ายรถยนต์นั่งสูงสุด และดีเลอร์ที่ลูกค้าให้ความพึงพอใจในการบริการสูงสุด เพื่อร่วมวางแผนงานด้านการตลาดกับบริษัท ฯ อย่างใกล้ชิด รวมทั้งมีการพัฒนาบุคลากรให้องค์กร ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อาทิ การจัดอบรมภาษาอังกฤษให้แก่พนักงานทุกคน

ฟอร์มูลา : จุดแข็งของ มาซดา คืออะไร ?

เรย์ : ส่วนหนึ่งที่ถือเป็นจุดแข็งและทำให้ มาซดา ประสบความสำเร็จ คือ การที่ มาซดา สามารถรักษาดุลยภาพของบริษัท ฯ ในการผสานการทำงานของ 4 วัฒนธรรม คือ ไทย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และยุโรป โดยผู้บริหารที่มาจากหลายวัฒนธรรม ได้นำประสบการณ์ และแนวทางในการสร้างความสำเร็จของ มาซดา ในแต่ละประเทศ มาใช้กับการทำงานใน มาซดา ประเทศไทย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ที่ช่วยเพิ่มการเติบโตให้บริษัท ฯ นอกจากนี้ ผู้บริหารทุกคนที่เข้ามารับตำแหน่งในประเทศไทย จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายจากผู้บริหารคนเดิม ทำให้การดำเนินงานของ มาซดา ประเทศไทย มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ฟอร์มูลา : การทำงานที่ผ่านมามีปัญหาเกิดขึ้นหรือไม่ ?

เรย์ : ปัญหาในการทำงานไม่มี แต่สิ่งที่ยากในการทำในประเทศไทย คือ วัฒนธรรมการสื่อสารของคนไทย ที่ไม่สามารถใช้ภาษาที่ตรงไปตรงมาในการสื่อสารด้านการทำงาน แต่สิ่งที่ประทับใจในเมืองไทย คือ คนไทยทุกคนมีรอยยิ้ม และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ที่สำคัญ ทีมงานทุกคนใน มาซดา มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทุกคนมีการทำงานเป็นทีม ทำให้การทำงานง่ายขึ้น

ฟอร์มูลา : คุณตั้งเป้าหมายการร่วมงานกับ มาซดา ประเทศไทย ไว้อย่างไร ?

เรย์ : ต้องการเห็น มาซดา ได้รับการยอมรับในด้านการสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้บริโภคสูงสุด และหาก มาซดา สามารถตอบสนองในสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการได้ ก็จะเป็นสิ่งผลักดันให้ มาซดา ก้าวไปสู่ บแรนด์อันดับ 1 ในตลาดได้ อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นว่า มาซดา ต้องมียอดขายเป็นอันดับ 1 แต่ มาซดา สามารถเป็นรถยนต์ที่มีความแตกต่างจากตลาดทั่วไป และทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงความสนุก และความโดดเด่น ที่ได้เป็นลูกค้าของ มาซดา

อย่างไรก็ตาม การที่ มาซดา จะขึ้นเป็นผู้นำในตลาด ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร หากเปรียบเทียบจากการทำงานในประเทศออสเตรเลียที่ผ่านมา เมื่อ มาซดา เข้าไปดำเนินกิจการในออสเตรเลีย 2-3 ปีแรก มียอดจำหน่ายรถยนต์เพียง 13,000 คัน มีส่วนแบ่งการตลาด 2 % แต่ในปี 2549 ที่ผ่านมา มาซดา ออสเตรเลีย สามารถทำยอดจำหน่ายได้ถึง 63,000 คัน มีส่วนแบ่งการตลาด 17 % และคาดว่าปีนี้ จะมียอดขายเติบโตถึง 75,000 คัน มีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มเป็น 17.5 % และยังเป็นอันดับ 1 ในการสำรวจความพึงพอใจของลูกค้า จะเห็นว่า กว่าที่ มาซดา จะประสบความสำเร็จเช่นปัจจุบัน ต้องใช้ระยะเวลานาน

สำหรับการดำเนินธุรกิจของ มาซดา ประเทศไทย จะนำหลักการทำงานในประเทศออสเตรเลียมาปรับใช้ โดยเฉพาะการวางรากฐานที่มั่นคงให้แก่ดีเลอร์ เมื่อดีเลอร์มั่นคง บริษัท ฯ ก็จะเติบโตได้อย่างมั่นคงเช่นเดียวกัน



------------------------------
เรื่องโดย : นุสรา เงินเจริญ/นาทลดา
ภาพโดย : จินดา ลัยนันท์
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ตุลาคม ปี 2550
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/neFyQ
อัพเดทล่าสุด
8 Oct 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
2.
2,090,000
3.
2,229,000
4.
779,000
5.
3,590,000
7.
1,316,000
8.
1,749,000
9.
1,699,000
11.
3,299,000
12.
5,399,000
13.
6,799,000
14.
3,249,000
15.
4,980,000
16.
53,500,000
18.
3,600,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th