บทความ

คาร์บอนไดออกไซด์ กับ โลกร้อน


ระยะนี้ใครไม่รู้จัก ปัญหาโลกร้อน หรือ ไม่คุยเรื่องโลกร้อน ก็จะถูกจัดเข้ากลุ่มคนไม่ทันสมัยไปเลโลกเรามันร้อนมาแต่ไหนแต่ไรแล้วครับ ตอนหลังก็เย็นลงที่ผิวก่อน จนกำเนิดพืช และสรรพสัตว์ทุกอย่างวิวัฒนาการไปด้วยดี เพราะมันมีความสมดุลอยู่ เมื่อใดที่เกิดความไม่สมดุลของธรรมชาติ พวกเราก็จะต้องได้รับความเดือดร้อนกันในวงกว้าง

ปัญหาโลกร้อนของพวกเรา ก็มาจากความไม่สมดุลเหมือนกัน เพราะว่าเราไม่เก่งจริง ไม่รู้จริงเหมือนคนสายตาสั้นที่มองอะไรไกลๆ ไม่ได้ หรือไม่ชัด วันดีคืนดีเจอน้ำมันดิบจากใต้ดิน รู้แค่ว่ามันมีพลังงานสะสมอยู่ใน “เนื้อ” ของมันมาก แล้วอีกไม่นานก็ประดิษฐ์เครื่องมือที่เปลี่ยนพลังงานในน้ำมันดิบ รวมทั้งของแข็งประเภทถ่านหิน ให็เป็นพลังงานกล พูดแบบง่ายๆ ก็คือ ทำให้มันออกแรงได้ เอามาใช้งาน ให้ดัน หรือหมุนอะไรแทนแรงคน หรือแรงสัตว์ได้นั่นเองครับ

ตั้งแต่นั้นมา มนุษย์เราก็มีสำนึกอยู่เพียงว่า ต่อไปนี้จะมีพลังงานใช้กันอย่างไม่อั้น จากปริมาณน้ำมันดิบใต้ผิวโลก (แต่วันนี้รู้แล้วว่ามันมีจำกัด) น้ำมันดิบ ประกอบด้วย ไฮโดรเจนและคาร์บอนเป็นหลักครับ เมื่อนำมาให้ความร้อนพร้อมกับอากาศที่มีออกซิเจนอยู่ มันก็จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีพร้อมกับปลดปล่อยพลังงานออกมาเป็นอิสระ ในรูปของความร้อน ที่ทำให้แกสขยายตัวในเครื่องยนต์ แล้วเรานำพลังงานที่ได้มาใช้นั่นเอง

เมื่อคาร์บอนกับไฮโดรเจนในเชื้อเพลิง ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ ถ้ามองการทำปฏิกิริยาแบบในอุดมคติให้ง่าย โดยไม่คำนึงถึงสารอื่นที่พลอยเกิดขึ้นด้วย จากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ในอุดมคติจริง เราก็จะได้คู่ใหม่สองคู่ คือ คู่คาร์บอนของเชื้อเพลิง กับออกซิเจนของอากาศ เป็นคาร์บอนไดออกไซด์และคู่จากไฮโดรเจนของเชื้อเพลิงกับออกซิเจนในอากาศเป็นน้ำ หรือไอน้ำ

เจ้าคาร์บอนไดออกไซด์นี้ ถ้ามองในภาพรวม คือ ส่วนที่เกิดใหม่ เป็นผลิตผลของน้ำมันดิบใต้ดินมากมายมหาศาล เกินกว่าพืชจะใช้หมด มันคือส่วนที่ทำให้เกิดความไม่สมดุล แล้วลอยขึ้นไปสะสมในชั้นบรรยากาศ เป็นเสมือนเปลือกที่คอยสะท้อนความร้อนจากผิวโลก ซึ่งแต่เดิมเคยถูกระบายโดยกระจายขึ้นไปได้สะดวก ให้พุ่งกลับมาสู่ผิวโลก ถ้ามันสะสมมากจนละลายน้ำแข็งแถบขั้วโลกได้มากพอ แผ่นดินหลายส่วนที่เราอยู่ ก็จะหดหายไป เพราะถูกน้ำท่วม ดินฟ้าอากาศจะแปรปรวนไปหมด จากความไม่สมดุลทางธรรมชาติ

ไม่กี่สิบปีหลังจากนี้ เราจะได้ยินว่า มีคลื่นความร้อนพัดผ่านบางทวีปบางประเทศเป็นเวลานาน บางทีก็หลายวัน ทำให้คนตายได้เป็นร้อยเป็นพันคน สำหรับพวกเราคนไทย นึกภาพไม่ค่อยออกครับว่า”ร้อนจนตาย” นั่นเป็นอย่างไร พวกเขาต่างจากเราหมด ทั้งทางพันธุกรรม ทั้งสิ่งแวดล้อม จึงทนร้อนได้ไม่เท่าพวกเรา ประสบการณ์ในการแก้ปัญหานี้ก็น้อย อาคารบ้านเรือนก็สร้างไว้รับมือกับความเย็นเป็นหลัก คลื่นความร้อนแผ่มาคลุมเมือง หรือประเทศนานเมื่อไร ก็ตายกันเป็นใบไม้ร่วงทันที

พอรู้ตัวว่า ปัญหาโลกร้อน มาจากคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนเกิน ซึ่งเป็นผลผลิต (อันไม่พึงประสงค์)จากการเผาไหม้เชื้อเพลิง รถยนต์ของพวกเราซึ่งใช้เครื่องยนต์ และเชื้อเพลิง จึงถูกเพ็งเล็งเป็นอันดับแรก เพราะอยู่ใกล้ตัว มองเห็นได้ชัด และก็มีจำนวนมากจริงๆ ด้วย ทั้งๆ ที่ความจริงมีการเผาไหม้เชื้อเพลิงจากการหุงต้ม การทำความอุ่นของประเทศอากาศหนาว การผลิตกระแสไฟฟ้า ฯลฯ
ที่ล้วนเป็นตัวการช่วยกันก่อคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนเกินทั้งนั้น

อย่างไรก็ตาม รถของพวกเราและของใครก็ตามทั่วโลก ก็มีส่วนร่วมไม่น้อยอยู่ดี และทำให้การลดคาร์บอนไดออกไซด์ในไอเสียกลายเป็นหัวข้อสำคัญเร่งด่วนขึ้นมาทันที สำหรับองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และโรงงานผลิตรถยนต์ มีการออกกฎหมายจำกัดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ของรถรุ่นใหม่ที่ถูกผลิต (ประเทศที่พัฒนาแล้วจริงๆ กฎหมายของเขาจะอิงกับความเป็นจริงแบบตรรกะครับไม่มีการย้อนรอยถอยหลังมาทำความเดือดร้อนให้ผู้บริสุทธิ์ที่ซื้อรถไปก่อนหน้านั้น) โดยกำหนดปริมาณแกสคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกมากับไอเสียในระยะทางที่รถแล่นไป 1 กม. ซึ่งแต่ละประเทศ หรือแต่ละกลุ่มประเทศ ก็มีเหตุผลแตกต่างกันไป ในการกำหนดค่านี้

สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นดินแดนแห่งความฟุ่มเฟือยแบบล้างผลาญ กำหนดให้ปริมาณเฉลี่ยของแกสนี้ที่ปล่อยออกมาจากรถรุ่นใหม่ทุกรุ่นของแต่ละบริษัทที่ผลิตรถ เช่น ของ จีเอม ของ ฟอร์ด ต้องไม่เกิน 250 ก./กม. ในปี 2007 นี้ ส่วนในอนาคตยังถกเถียงกันไม่เสร็จว่าจะเป็นเท่าใด รัฐแคลิฟอร์เนียซึ่งมีปัญหามลภาวะเป็นพิเศษ และขึ้นชื่อว่ามีการควบคุมมลพิษจากยานยนต์เข้มงวดที่สุดในประเทศนี้ เลือกค่าเฉลี่ย 240 ก./กม. ในปี 2010 แล้วลดลงเหลือเกือบ 200 ในปี 2012คืออีก 4 ปีต่อจากนี้ให้เหลือแค่ 180 ก./กม. ซึ่งเป็นค่าที่ไม่ถือว่าต่ำเป็นพิเศษอะไรนัก เชื่อว่าทุกบริษัทผลิตรถสามารถสอบผ่านได้สบายมาก

ส่วนออสเตรเลียกำหนดไว้ที่ 180 ก./กม. ในปี 2010 ค่าต่ำสุดในตอนนี้เป็นของกลุ่มประเทศในเครือ อียู ตั้งไว้ที่ 130 ก./กม. ภายในปี 2012 ค่าเดียวกับญี่ปุ่นที่บังคับใช้ตั้งแต่ปี 2010 เลยปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์/กม. นี้ ที่จริงแล้วก็คือปริมาณความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเป็นกรัม(มวล) หรือ ลิตร (ปริมาตร)/กม. นั่นเองครับ เพราะมันมีสัดส่วนค่อนข้างตายตัว ว่าเชื้อเพลิง 1ลิตร ถูกเผาไหม้ในเครื่องยนต์แล้ว จะคายคาร์บอนไดออกไซด์เท่าใด ถ้าเราใช้เชื้อเพลิงชนิดเดียวกันหมด ก็คงไม่มีปัญหา สามารถใช้อัตราลิตร/กม. แทนได้เลย แต่เมื่อเรามีเชื้อเพลิงให้เลือกใช้หลายอย่าง และปัญหาอยู่ที่เจ้าคาร์บอนไดออกไซด์ การกำหนดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ต่อระยะทางที่รถแล่น 1 กม. จึงถูกต้องและเหมาะสมแล้ว

สำหรับผู้ที่ชอบคำนวณเล่น ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณเบนซินที่ถูกเผาไหม้ในเครื่องยนต์กับปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในไอเสียที่ปล่อยออกมา มีค่าประมาณ 2.4 กก. หรือ 2,400 กรัม/1 ลิตร ครับ ส่วนน้ำมันดีเซลซึ่งมีพลังงานต่อปริมาตรมากกว่าเบนซินเล็กน้อย อัตราส่วนอยู่ที่ประมาณ 2.6 กก./1 ลิตร เป็นส่วนหนึ่งที่ค่าความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของรถดีเซล ต่ำกว่ารถเบนซิน แต่ไม่ใช่สาเหตุเดียวนะครับ ยังมีอัตราส่วนการอัดที่สูงกว่า และการไม่มีลิ้นผีเสื้อ มาเกี่ยวข้องด้วย แต่ยังไม่ใช่ประเด็นของเราในเรื่องนี้ครับ ขอผ่านไปก่อน

ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ต่อระยะทาง 1 กม. ที่จะบังคับใช้ในอนาคตนี้ ดูแต่ตัวเลขแล้วจะรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องยาก เพราะรถที่กำลังถูกพัฒนาและทดลองอยู่ ก็พอทำได้แล้ว แต่อย่าลืมว่ามันเป็นค่าเฉลี่ยของรถทุกรุ่นของแต่ละบริษัทที่ผลิต ที่ต้องไม่เกินค่านี้ บริษัทไหนขายรถรุ่นใหญ่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมามาก นอกจากจะต้องหาทางทำให้เครื่องยนต์กินน้ำมันน้อยที่สุดแล้ว ยังต้องพยามยามผลิตรถเล็ก ที่ปล่อยแกสนี้น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด ให้ได้จำนวนมากด้วย เพื่อเอามาชดเชย “ดึง” ค่าเฉลี่ยลงมา ผลิตนะง่ายครับ แต่เสร็จแล้วต้องขายให้ออกด้วย

โรงงานที่มีจำนวนรถเล็กเป็นหลัก อย่าง โฟล์คสวาเกน ของเยอรมัน หรือ โตโยตา ของญี่ปุ่น คงจะเอาตัวรอดสบาย แต่ถ้าหากินกัรถขนาดกลางไปจนถึงใหญ่ หรือขายแต่รถสปอร์ทกับ “เอสยูวี”อย่าง โพร์เช อาจจะกระอัก หรือถึงขั้นจบชีวิตได้ ถ้าไม่หาทางออกให้พ้น เท่าที่เห็นวิธีง่ายๆ น่าจะเป็นการไปซื้อโรงงานผลิตรถเล็ก เอามาเป็น “ตัวช่วย” ดึงค่าเฉลี่ยของคาร์บอนไดออกไซด์ ให้ต่ำ
จนผ่านเกณฑ์

ส่วนวิธีการทางเทคนิค มีทางเลือกต่างกันพอสมควร สำหรับเครื่องเบนซิน การเอาระบบไฟฟ้ามาช่วยรองรับพลังงานที่สูญไปขณะเบรค แล้วนำกลับมาใช้ ที่รู้จักกันในชื่อ ไฮบริด เป็นวิธีที่ถูกหลัก ชัดเจน ไม่ต้องสงสัย และหลายบริษัทในยุโรป ที่เคยมองข้าม หรือถึงขั้นพูดจาดูหมิ่นไว้ วันนี้กำลังตาเหลือกเลียนแบบญี่ปุ่นกันอย่างหามรุ่งหามค่ำ ที่แน่ๆ คือ ต้องหาทางให้เครื่องยนต์เบนซินต้น
กำลัง กินน้ำมันน้อยที่สุดก่อน ซึ่งก็มีหลายวิธีด้วยกันครับ เช่น ระบบฉีดตรงหรือไดเรคท์อินเจคชันฉีดเชื้อเพลิงเข้าไปในกระบอกสูบเลยของเครื่องเบนซิน ให้ละอองเชื้อเพลิงระเหยแบบเข้มบริเวณใกล้เขี้ยวหัวเทียน พอลุกไหม้แล้วก็สามารถลามมาจุดไอเบนซินเจือจางบริเวณที่ห่างออกไปได้

วิธีนี้ก็ลดความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงได้ไม่น้อย หรือไม่ก็ลดขนาดของเครื่องยนต์ เพื่อลดความสูญเสียพลังงานไปกับแรงเสียดทานของชิ้นส่วน เมื่อชิ้นส่วนเล็กลง พื้นที่ผิวที่เสียดสีกันก็น้อยลง แรงเสียดทานหรือความฝืดก็จะลดลงด้วย แล้วชดเชยกำลังที่ลดน้อยลงไปตามขนาดหรือความจุ ด้วยการใช้วิธีอัดอากาศ จะใช้คอมเพรสเซอร์ หรือ เทอร์โบ ก็แล้วแต่ความถนัดของแต่ละบริษัท

ส่วนเครื่องดีเซลก็จะใช้การฉีดละอองเชื้อเพลิงเป็นฝอยละเอียดให้กระจายทั่วถึง ก่อนที่จะถูกลูกสูบอัดลดปริมาตร จนร้อนและลุกไหม้ขึ้น วิธีนี้จะปลดปล่อยพลังงานในเชื้อเพลิงได้มากกว่า ซึ่งก็หมายถึงการใช้เชื้อเพลิงน้อยลงนั่นเองครับ

ยังมีส่วนอื่นอีกหลายจุด ที่ปรับปรุงให้กินน้ำมันน้อยลงได้ ทั้งที่อุปกรณ์ร่วมของเครื่องยนต์ และที่ตัวรถ โดยเฉพาะด้านใต้ท้องรถ ที่ยังปรับปรุงให้แหวกอากาศได้ลื่นกว่าที่ใช้กันอยู่ ซึ่งเราจะมาคุยกันต่อในโอกาสหน้าครับ



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา ตัณฑเศรษฐี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กันยายน ปี 2550
คอลัมน์ : รอบรู้เรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/GcYaS

บทความที่เกี่ยวข้อง

เรื่องไร้สาระของการใช้
วิธีใช้
ใครเกลียด
ขับเคลื่อนล้อหน้า
จงหวงแหนถนนของพวกเรา
อัพเดทล่าสุด
21 Oct 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
489,000
2.
1,199,000
4.
2,490,000
5.
479,000
6.
939,000
7.
24,500,000
8.
34,000,000
9.
23,795,000
12.
18,900,000
13.
18,999,000
14.
3,199,000
15.
3,399,000
16.
2,549,000
17.
4,499,000
18.
2,299,000
19.
3,199,000
20.
3,299,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th