บทความ

“ใจตรงกันแบบนี้ซวย”


ชักจะไม่ไหวแล้วละครับท่านผู้ชม สำหรับค่าน้ำมัน ดูเหมือนผู้ค้าจะหาทางขึ้นราคามากกว่าหาทางลด กรณีที่มีการลดราคาก็เป็นไปอย่างเนิบๆ แบบเสียไม่ได้ พอราคาตลาดโลกขยับปุ๊บ กู (ภาษาพ่อขุน) ขึ้นปั๊บ พอราคาตลาดโลกขยับลง ไอ้บริษัทขายน้ำมันในบ้านเรา ทำเซ่อ อ้อยอิ่ง อ้างโน่นอ้างนี่กว่าจะลดราคาลงมาให้แค่จิบๆ

สรุปแล้วคนขายน้ำมันเขามั่นใจว่า ยังไงพวกสูต้องซื้อน้ำมันตูวันยังค่ำ ถ้าไม่ซื้อรถของสูเป็นเศษเหล็ก ไปไหนไม่ได้ อยู่ในสภาพขี่คอชาวบ้านได้สบาย จึงออกลีลาทารุณพวกเรามาโดยตลอดที่ร้าย คือ นักการเมืองผู้มีอิทธิพลนั่งชักเปอร์เซนต์ รวยสะดือปลิ้นแล้วปลิ้นอีก นุ่งกางเกงไม่ได้ขณะที่ชาวบ้านอ่วมแล้วอ่วมอีก

ค่ายรถต่างๆ ที่มีเงินทองมากมายก็ช่างกระไร ไม่รีบเร่งพัฒนารถที่ใช้อย่างอื่นเป็นเชื้อเพลิงหรือขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าอย่างจริงจัง เห็นหน้าเห็นหลังเห็นสีข้าง ชาวบ้านตาดำๆ จะได้เลิกง้อน้ำมันที่มันขายโหดขึ้นไปทุกที

อยากเห็นวันที่รถบนท้องถนนส่วนใหญ่ไม่พึ่งน้ำมัน จะได้สมน้ำหน้าพวกค้าน้ำมัน ให้สูกระอักโลหิต ต้องม้วนเสื่อไปขายเต้าฮวย ขนาดผมไม่ใช่นักธุรกงธุรกิจอะไรกับเขาเมื่อคิดย้อนหลังมาจนถึงทุกวันนี้ โดนรีดค่าน้ำมันไปแล้วเกิน 1 ล้านบาท

ไม่ได้โม้นะพี่น้อง รวมระยะทางที่ผมนั่งหลังพวงมาลัยราว 1 ล้าน 2 แสนกิโลเมตร เฉลี่ยแล้วจ่ายค่าน้ำมันคิดแค่ลิตรละ 1 บาท ตีควบกับน้ำมันตอนราคาถูก เห็นหรือยังว่าผมควักเงินจ่ายค่าน้ำมันไปแล้วเกิน 1 ล้านบาทชัวร์ มันน้อยอยู่หรือ ยิ่งช่วงหลังโดนหนัก
ถ้าผมอยู่จนถึงอายุ 100 ปีขึ้นไป ว่าเข้านั่น แล้วยังต้องจ่ายค่าน้ำมัน คิดดูสิว่ามหาศาลบานเบิกแค่ไหน อีแบบนี้ยอมไม่ได้หรอกครับ ต้องช่วยกันหาทางใช้รถไฟฟ้าให้จงได้

เขียนเรื่องใช้รถไฟฟ้าเป็นการฝันเฟื่อง เพื่อให้หายหงุดหงิดตอนเข้าปั๊มน้ำมันซะหน่อยก็ต้องวกเข้าหาเรื่องคดีความเพื่อแก้เซ็งของเราอย่างเคย

คดีนี้น่าสนใจ เป็นสิ่งเตือนใจขา “ซิ่ง” ทั้งหลายให้ระมัดระวัง อย่าได้เกิดเหตุประเภทตายทั้งคู่อย่างคดีนี้

เรื่องราวเกิดขึ้นบนถนนหลวงแบบ 2 เลน หรือ 2 ช่องจราจร ซึ่งยังมีอยู่ในบ้านเราทั่วไป การขับรถบนถนนแบบนี้ต้องมีฝีมือพอสมควร สุ่มสี่สุ่มห้าเกิดเรื่องแล้วไปเกิดใหม่เอาง่ายๆ

สาเหตุหลักมาจากการขับรถด้วยความเร็วไม่เท่ากัน รถที่แล่นตามหลังยังไงก็ต้องแซงคันที่แล่นช้ากว่าจนได้ ที่เซ็งอย่างหนัก คือ พวกขับคลานอยู่บนถนนโดยไม่เกรงใจคนอื่น ขณะที่กฎหมายไทยยังไม่ควบคุมเรื่องนี้โดยตรง ขับช้ายังไงก็ได้ ถ้าจะเอาผิดแค่ข้อหากีดขวางการจราจร แต่ตำรวจจราจรดูเหมือนยังไม่เคยตั้งข้อหาใครเลยในประเทศไทยกระมัง

รถที่เกิดเหตุแล่นเข้ามาจวกกันกลางถนนค่อนข้างสมศักดิ์ศรี คันหนึ่งเป็นรถ 6 ล้อบรรทุกเมล็ดกาแฟ อีกคันเป็นรถ 10 ล้อ บรรทุกปาล์ม คนขับรถทั้ง 2 คัน ซึ่งไม่ได้สาบานเป็นพี่น้องกันอย่างหนังจีน แต่นัดมาตายพร้อมกัน เพราะบังเอิญตัดสินใจตรงกันและในเวลาเดียวกัน

สิ่งที่ทำให้โชเฟอร์ชะตาถึงฆาต ตัดสินใจไปพบยมทูตพร้อมกันคือ “รถกระบะ” ซึ่งแล่นเอื่อยเฉื่อยอยู่หน้ารถบรรทุกทั้ง 2 คัน โชเฟอร์ทั้ง 2 คน จึงตัดสินใจเร่งความเร็วแซงรถกระบะที่ขวางอยู่ข้างหน้าพร้อมๆ กัน

การขับแซงของรถบรรทุกทั้ง 2 คัน ประสบความสำเร็จด้วยไม่ดี รถกระบะเห็นของใหญ่ตรงรี่มาทางด้าน หลัง ต่างหลบขวาลงไหล่ทางทั้งคู่ เลขที่ออก คือ รถบรรทุกทั้ง 2 คัน เกิดความพิศวาสโดยไม่ได้ตั้งใจ พุ่งเข้าประสานงากันกลางถนนอย่างจังส่งผลให้โชเฟอร์รถบรรทุกทั้ง 2 คัน ตายทันที รถก็พังตามระเบียบ

ฝ่ายรถ 6 ล้อ ทำประกันชั้นหนึ่ง บริษัทประกันเดือดร้อน ต้องควักเงินจ่ายค่าเสียหายรถ จ่ายคนที่ตาย และบาดเจ็บ หมดไปหลายแสนบาท จ่ายเงินไปแล้วก็สอดส่ายสายตาหาทางเอาคืนตามธรรมเนียมของบริษัทประกัน เมื่อทวงถามแล้วไม่ได้ผล จึงค้าความตามถนัด บริษัทประกันยื่นฟ้องเจ้าของรถบรรทุก 10 ล้ออ้างว่าเป็นฝ่ายประมาท ลื้อต้องจ่ายเจ้าของรถ 10 ล้อ สู้คดี อ้างว่ารถ 6 ล้อ นั่นแหละ
ประมาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว ตัดสินยกฟ้อง

โจทก์ คือ บริษัทประกันยื่นอุทธรณ์ ยังมีความหวังว่าจะชนะ ไม่ต้องเสียเงินฟรี แต่ไม่เป็นผล

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว พิพากษายืนเช่นเดิม

เรื่องยาวถึงศาลฎีกาเพราะบริษัทประกันยังไม่เบื่อหน่ายในการค้าความ ยื่นฎีกาขึ้นไปอ้างโน่นอ้างนี่ว่ารถ 10 ล้อ นั่นแหละประมาทฝ่ายเดียว จึงต้องจ่ายวันยังค่ำ

ศาลฎีกาเพ่งดูคดีนี้จนตาลายเล็กน้อย และชี้ขาดออกมาว่า

ข้อเท็จจริงน่าเชื่อตามหลักฐานและพยานบุคคล 2 ปาก ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุยันว่ารถบรรทุกทั้ง 2 คันชนกันบริเวณกลางถนน การที่โชเฟอร์รถบรรทุก 6 ล้อที่เอาประกันภัยไว้กับโจทก์ และโชเฟอร์รถบรรทุก 10 ล้อต่างขับแซงรถกระบะที่ขับอยู่ด้านหน้า แล้วรถบรรทุกทั้ง 2 คัน ชนกันที่บริเวณกลางถนน ถือว่าเหตุที่รถบรรทุกทั้ง 2 ชนกัน เกิดจากความประมาทเลินเล่อของโชเฟอร์ทั้ง 2
ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน บริษัทประกันผู้เป็นโจทก์จึงไม่อาจรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัย เรียกร้องค่าเสียหายจากเจ้าของรถ 10 ล้อได้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาเกี่ยวกับค่าเสียหายของโจทก์อีก ศาลล่างตัดสินยกฟ้องโจทก์ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

ศาลฎีกาพิพากษายืน

เป็นกรณีตัวอย่างที่เห็นชัดว่า ความตายเกิดขึ้นได้อย่างไร และศาลตัดสินให้เจ๊ากันอย่างไร บริษัทประกันภัยเจออีแบบนี้เข้าบ่อยๆ อีไม่โปรดแน่ๆ

เวลาขับรถแซงจึงต้องดูที่ม้าและเรือ อ้าว…เกี่ยวสิครับ โบราณเราบอกให้ดูตาม้าตาเรือนั่นไง ล้อเล่น…

จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1722/2548



------------------------------
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน สิงหาคม ปี 2550
คอลัมน์ : ร่มไม้ชายศาล
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/21rjc

Follow autoinfo.co.th