บทความ

แลนด์ โรเวอร์ ฟรีแลนเดอร์ ทู


รถกิจกรรมกลางแจ้งจากเมืองผู้ดี ฟรีแลนเดอร์ น้องนุชสุดท้องตระกูล แลนด์ โรเวอร์ ก็ได้
รับการโมเดลเชนจ์เรียบร้อยแล้ว รุ่นใหม่ตัวถังใหญ่ รวมถึงประสิทธิภาพเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง
มากขึ้น อีกทั้งยังได้เพิ่มความหรู ตามสไตล์ ทีมงานได้มีโอกาสทดลองขับ แลนด์ โรเวอร์
ฟรีแลนเดอร์ ทู ใหม่ ในงานทดสอบรถระดับนานาชาติ ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศโมรอคโค
ทางเหนือของทวีปแอฟริกา

ฟรีแลนเดอร์ รุ่นแรกเปิดตัวมานานกว่า 10 ปี จากนั้นก็เกิดกระแสลมหวนในวงการ
เอสยูวี ขนาดเล็ก และในที่สุดทายาทรุ่นที่ 2 ก็ปรากฏตัว ลักษณะเหนือชั้นขึ้นไปอีกระดับ

รูปลักษณ์ภายนอก แม้จะสะท้อนภาพพจน์ของรุ่นก่อนอย่างเด่นชัด แต่ก็แฝงความทันสมัยไว้ได้
อย่างแนบเนียน อาทิ บริเวณหน้ารถ มีการสืบทอดรูปแบบร่วมของรถ แลนด์ โรเวอร์ ได้แก่
ไฟหน้าแบบทวินพอคเกท และฝากระโปรงทรงหอยมุก เป็นต้น และมุมมองด้านท้ายรถดู
สะอาดตา มีการโยกย้ายยางอะไหล่ไปไว้ใต้พื้นรถ และขนาดยางรถยนต์ คือ 235/60R18 มี
การเตรียมยางรถยนต์ 16-19 นิ้ว ไว้สำหรับทวีปยุโรปด้วย พร้อมบรรจุเครื่องยนต์ 6 สูบเรียง
ใหม่ และระบบ 4×4 ที่ควบคุมด้วยอีเลคทรอนิคส์

ครั้งเมื่อปี 2005 แลนด์ โรเวอร์ ทุ่มกับการรุกตลาดรถใหม่อย่างไม่หยุดยั้ง โดยทำฟูลล์โมเดลเชนจ์
ดิสคัฟเวอรี ในเดือนมิถุนายน ติดตามด้วยการทำไมเนอร์เชนจ์ เรนจ์ โรเวอร์ ในเดือน
สิงหาคม และการปล่อยรถใหม่ เรนจ์ โรเวอร์ สปอร์ท ออกสู่ตลาดในเดือนธันวาคม
ครั้นในปี 2006 เรานึกว่าคงไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรอีก แต่กลับกลาย มีการประกาศ
เรื่องการทำฟูลล์โมเดลเชนจ์ใน ฟรีแลนเดอร์ เมื่อได้แชมพ์ในการแข่งขัน เทนนิส วิมเบอร์ดัน
และออกแสดงในงานมหกรรมยานยนต์นานาชาติที่อังกฤษ ในเดือนกรกฎาคม

ฟรีแลนเดอร์ มีการเปิดตัวสู่ตลาดยุโรปที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาในปี 1997 ตอนแรก
กำหนดใช้เครื่องยนต์ 2 แบบ คือ เบนซิน 4 สูบ เรียง 1.8 ลิตร กับแบบดีเซล เทอร์โบ
2.0 ลิตร และระบบเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะเท่านั้น ส่วนการบุกตลาดญี่ปุ่น มีขึ้นหลัง
ปี 2001 เป็นลักษณะรอการเสริมเครื่องยนต์แบบ วี 6 สูบ กับระบบเกียร์ธรรมดา 5
จังหวะเข้าไปก่อน จึงนำเข้าสู่ตลาดเมืองปลาดิบ

และรถรุ่นใหม่ ตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ฟรีแลนเดอร์ ทู” ส่วนเครื่องยนต์มีทั้งแบบเบนซิน 6
สูบ เรียง 3.2 ลิตร และดีเซล เทอร์โบ 2.2 ลิตร ซึ่งได้รับการบรรจุลงในแนวขวาง
แต่รุ่นที่ผลิตสำหรับตลาดญี่ปุ่นมีเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ เรียง 3.2 ลิตร แบบเดียว
ได้ฤกษ์กำหนดไว้เป็นช่วงฤดูร้อนของปี 2007 ส่วนระบบถ่ายทอดกำลัง
เป็นแบบเกียร์อัตโนมัติ พร้อมคอมมานด์ชิฟท์เหมือนรุ่นก่อน ได้รับการพัฒนาจาก 5
เป็น 6 จังหวะ

ส่วนระบบ 4×4 ของยุคก่อน เป็นโครงสร้างแบบพาสสีฟ ออนดีมานด์ ซึ่งปกติล้อหน้าเป็น
ล้อขับเคลื่อน และใช้บีสคัส คัพปลิง (วีซียู) เป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดแรงขับเคลื่อน
ไปยังล้อหลัง แต่มีการปรับองค์ประกอบให้ถ่ายทอดแรงขับเคลื่อนไปที่ล้อหลัง แม้ในยาม
ที่ยึดเกาะผิวถนนทั้ง 4 ล้อด้วย จากการใช้กลไกลดความเร็วช่วงกลางที่เรียกว่า
ไออาร์ดี ช่วยพยุงความต่างของรอบหมุนของล้อหน้า/หลังอย่างเป็นแบบแผน
ด้วยเหตุนี้ แรงขับเคลื่อนในการวิ่ง โฟร์วีลจึงอยู่ในระดับสูงเทียบเทียมฟูลล์ไทม์
แต่ในทางกลับกัน ในการวิ่งออนโรด กลับมีความเบี่ยงเบนเล็กน้อยในการบังคับควบคุม
ทำให้เกิดความไม่มั่นใจ ในความทนทานของ วีซียู ด้วย

รุ่นใหม่ ได้มีการเปลี่ยน วีซียู นี้เป็นฮัลเดกซ์ยูนิท ที่ควบคุมด้วยอีเลคทรอนิคส์ ด้วยเหตุ
ที่มันให้การตอบสนองที่ดีในการตัด/เชื่อมโดยสมบูรณ์ ทำให้มีแรงขับเคลื่อนมากกว่ารุ่นก่อน
พร้อมทั้งสามารถลบล้างความเบี่ยงเบนในการวิ่งออนโรดด้วย ยิ่งกว่านั้น ยังได้อิทธิพลจาก
รุ่นพี่ ในการนำเอา “MAGIC DIAL”, TERRAIN RESPONSE ที่คอยปรับระบบควบคุม
ต่างๆ ให้เหมาะสมที่สุด ตามแต่ละสภาพการณ์มาใช้ด้วย

(รูปล่างซ้าย หน้า 53 จากบนลงล่าง)
* บรรจุเครื่องยนต์ 6 สูบ เรียง 3.2 ลิตร ที่พัฒนาการโดย โวลโว ลงในแนวขวาง
ส่วนระบบเกียร์อัตโนมัติก็เปลี่ยนเป็น 6 จังหวะ จึงวิ่งได้จัดจ้านยิ่งขึ้น

* ผู้อำนวยการออกแบบ
เจฟ ยูเปคส์

“ผู้สืบทอดภาพพจน์ในการออกแบบที่สื่อถึง ฟรีแลนเดอร์ ยุคแรก ด้วยรูปทรงที่เน้นหนักยิ่งขึ้น
แต่กระนั้นก็ไม่ได้บึกบึนเกินไปถึงขนาด ดิสคัฟเวอรี จึงเป็น พรีเมียมคาร์ ที่มีการผสมผสาน
ข้อดีเด่นของโรด คาร์ กับ 4×4 ขนานแท้เข้าไว้ด้วยกัน เป็นการออกแบบที่คำนึงถึงความสมดุล
ดังกล่าว” กำลังเพิ่มมากกว่ารุ่นก่อนถึง 56 พีเอส ทำให้การขับขี่ทรงพลัง และนุ่มนวลจริงๆ

เรานั่งเครื่องชาร์เตอร์จากลอนดอนไปเป็นเวลา 3 ชม. ลงสนามบิน เอสซาวีรา ที่โมรอคโค
ได้รับการต้อนรับจากสายฝนที่ไม่ได้คาดคิด ซึ่งตามที่ได้ยินมา ดูเหมือนว่ามันจะเป็นฝนแรกหลังจาก
ทิ้งช่วงไป 4 สัปดาห์ พื้นถนนจึงอยู่ในสภาพที่เปียก และลื่นไถลได้ง่าย แม้จะเป็นสภาพอากาศ
ที่น่าเสียดายสำหรับการถ่ายภาพ แต่เป็นสภาพที่ดีสำหรับการลองขับโฟร์วีล เราจึงขึ้นรถที่นำ
มาทดสอบด้วยใจฮึกเหิม

รถที่นำมาทดสอบเป็นรถเกรดสูงสุด เอชเอสอี เครื่องยนต์ 6 สูบ เรียง 3.2 ลิตร ที่ โวลโว
ได้สิทธิ์เป็นผู้นำในการพัฒนา ซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่บรรจุใน โวลโว เอกซ์ซี 90 รุ่นปี 2007
ทั้งได้มีการจัดสรรระบบควบคุมการเปิด/ปิดวาล์วแบบแปรผัน (VARIABLE VALVE TIMING&LIFT)
เข้าไว้ด้วย มันจึงให้กำลังสูงสุด 233 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 32.3 กก.-ม. ทำให้มีพละกำลังสูงขึ้น
56 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 7.8 กก.-ม. เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ วี 6 2.5 ลิตร รุ่นก่อน

มองจากภายนอก รู้สึกได้ว่ามีขนาดตัวที่ใหญ่ขึ้น แต่ภายในกลับมีความกว้างขวางยิ่งกว่า
และ “คอมมานด์โพซิชัน” แบบที่ โวลโว ถนัดก็ยังอยู่ดี ส่วนทัศนวิสัยของหน้าปัด ก็ไร้ซึ่งความ
รู้สึกต่ำเตี้ย และอึดอัด

เราจัดแจงเสียบกุญแจ (IGNITION KEY) ทรงบลอค และกดปุ่มสตาร์ท (STARTER BUTTON)
เริ่มเดินเครื่อง แล้วตะกุยยางมะตอยที่เปียก และออกตัว อย่างลื่นไถล…”อืมม์ ดีนะ เครื่องยนต์นี้”
มันไม่ใช่ลักษณะที่ออกแนวกร้าวเป็นพิเศษ แต่มีแรงบิดที่สม่ำเสมอ (FLAT TORQUE) อย่างเต็มเปี่ยม
และมีการเร่งที่ทรงพลัง

ถนนราดยางนั้นเป็นแค่คำที่ใช้เรียกกัน ขณะที่ทางซึ่งทอดยาวออกไปมีสภาพยางมะตอยหลุดลอก
และหลุมเปิดเป็นจุดๆ ถ้ามีรถสวนมา ก็ไม่มีทางอื่นใดนอกจากหลบลงทางวิบากตรงไหล่ทาง
จึงไม่อาจปล่อยใจได้แม้บนทางตรง แต่การควบคุมพวงมาลัยเพื่อหลบหลุมนั้น ทำได้ค่อนข้าง
สบาย ไม่อืด อย่างที่มักจะเกิดกับระบบฟูลล์ไทม์ 4×4 จึงหลบหลีกหลุม ด้วยท่วงท่า
ที่ปราดเปรียว อาการท้ายปัดก็ดูเหมือนจะน้อย เมื่อเทียบกับความสะดวกสบายในการขับขี่
ในระดับที่นุ่มนวล บนทางตรงที่โล่งตา เพราะโดยรอบไม่มีหมู่บ้าน แม้จะวิ่งไปด้วยความ
เร็วเกิน 100 กม./ชม. และปล่อยให้ล้อฟากหนึ่งยื่นลงไปที่ไหล่ทาง แต่ก็ไม่ปรากฏ
อาการไร้เสถียรภาพ ตัวถังที่แกร่งกับขาที่ยาว ซึ่งสนับสนุนทั้งการวิ่งออนโรด และโฟร์วีล
อีกทั้งเทอเรนเรสพอนส์ ทำให้ลักษณะตามสามัญสำนึกของ เอสยูวี ขนาดเล็กเปลี่ยนไป
บรรจุเทอเรนเรสพอนส์ ทำให้สนุกกับการวิ่งโฟร์วีลได้โดยไม่ต้องหวั่นใจ

แม้จะเป็นการลองขับออนโรดที่คล้ายการแข่งเอาชนะอุปสรรค แต่สิ่งที่หลงเหลือเป็น
ความประทับใจ ก็คือ ความแข็งแกร่งในระดับสูงของตัวถัง แม้จะแล่นเฉียดหลุม/เนินบน
ผิวทางด้วยความเร็วสูง ก็ไม่ถึงกับทุกข์ยาก ทั้งนี้ คงเป็นเพราะความแข็งแกร่งของ
ตัวถังอยู่ในระดับสูง ทำให้การเคลื่อนไหวของพวงมาลัย และระบบรองรับมีความ
เที่ยงตรง และสามารถเคลื่อนไปได้อย่างรวดเร็ว มันยังส่งผลดีต่อสมรรถนะในการ
วิ่งลุยบนเส้นทางทุรกันดารด้วย

หลังจากวิ่งตามทางราดยางไประยะหนึ่ง ก็ถึงชายหาด ซึ่งเป็นที่ที่เราจะทำการ
ทดสอบสมรรถนะในการวิ่งโฟร์วีล

ก่อนจะเข้าสู่หาดทราย เราได้ปรับตั้งปุ่มของเทอร์เรนเรสปอนด์ไปที่โหมด “SAND”
(ทราย) ในโหมดนี้ การตอบสนองของสลอตเทิลจะสูงขึ้น มีการกุมจังหวะเกียร์หนึ่งไว้
แรงเกาะกุมของเซนเตอร์คัพปลิงจะสูงขึ้น และทแรคชัน คอนทโรล จะเปลี่ยนไปอยู่ที่ออฟ
แม้จะไม่สามารถเทียบเท่าเทอร์เรนเรสปอนด์ของ ดิสคัฟเวอรี ธรี ที่ควบคุมไปจนถึง
แอร์ซัสเปนชันแบบปรับความสูงรถ โลว์เรนจ์ ดิฟฟ์ลอคด้านหลัง ฯลฯ แต่การควบคุม
ค่อนข้างซับซ้อนในเวลาเดียวกัน

อนึ่ง ในเทอร์เรนเรสปอนด์ยังมีโหมดอื่นๆ ได้แก่ “GRASS-GRAVEL-SNOW” (หญ้า- กรวด-
หิมะ) และ “MUD” (โคลน) ซึ่งจะควบคุมการตอบสนองของสลอตเทิล การกระจายแรง
ขับเคลื่อนของเซนเตอร์คัพพลิง ช่วงเวลาเปลี่ยนจังหวะเกียร์ ฯลฯ ตามโหมดนั้นๆ ส่งผลให้
แม้แต่ผู้ขับขี่ที่ไม่มีความชำนาญในการขับโฟร์วีล ก็สามารถขับท่องธรรมชาติ และเส้นทาง
ที่มีอุปสรรคได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าขอบคุณ

(รูปล่างซ้าย หน้า 55)
* (บน) งานทดสอบรถนี้จัดที่โมรอคโค ย่ำเมืองมรดกโลก เอสซาวีรา ปรากฏว่าสไตล์ ฟรีแลนเดอร์
ทู กลืนเข้ากับร้านรวงเก่าของตัวเมืองเก่าแก่ได้ดีเกินคาด (ล่าง) ทายิน อาหารตัวแทนของโมรอคโค
ซึ่งเป็นอาหารแบบหม้อไฟ เผ็ดร้อน ที่มีผักกับเนื้อต้มรวมกัน

* ใช้เทอร์เรนเรสปอนด์ แม้จะมีโหมดน้อยกว่าของ ดิสคัฟเวอรี ธรี 1 โหมด แต่มีการนำสลอตเทิล
ชิพต์สเคดดูล เซนเตอร์แคพพลิง มารวมเข้ากับโหมดที่มี ควบคุมอย่างเหมาะสมที่สุด

จากที่เห็น ถึงจะเป็น แลนด์ โรเวอร์ แต่ให้ความสบายในการขับออนโรด
และแม้ในการขับโฟร์วีล ก็ไม่แย่เกินไป จึงเป็นพรีเมียม เอสยูวี สมดุลที่ดี

* พื้นที่บรรทุกสัมภาระก็มีปริมาตรสูงขึ้นด้วย ผลกระทบจากการย้ายที่เก็บยางอะไหล่ไปไว้ใต้
พื้นแทบไม่มี ถ้าพับที่นั่งแถว 2 แบบแบ่งส่วน 6:4 ลง ก็จะเกิดพื้นที่อันกว้างขวาง

* พื้นที่โดยสารกว้างขึ้นมาก ตามการขยายขนาดตัวถัง ความสบายของที่นั่งแถวหลัง
เป็นเรื่องที่น่ากล่าวถึงเป็นพิเศษ และคุณภาพของการตกแต่งภายในก็สูงด้วย
เป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกถึงบุคลิกของพรีเมียม เอสยูวี เอชดีซี ก็พัฒนาดีขึ้นด้วย
เนื้อหาอัดแน่นเกินระดับ

การทดสอบรถในวันที่ 2 แสงแดดออกเล็กน้อย มีสนามทดสอบที่เป็นทางวิบาก และหาดทราย
เสริมต่อจากทางราดยางที่เต็มไปด้วยหลุมเช่นเคย ส่วนของทางวิบากมีระยะยาว และผิวทาง
ขรุขระ มีหินก้อนโตเกลือกกลิ้งอยู่มากมาย ราวกับจะทดสอบความทนต่อแรงสะเทือน แม้ใน
สนามนี้ ข้อดีด้านความสบายในการขับขี่ที่ได้จากความแกร่งสูงของตัวถัง และระยะยืด/ยุบ
ที่ยาว ก็ปรากฏชัดแจ้งเช่นกัน

เรื่องที่น่าเสียดาย ก็คือ สนามทดสอบรถครั้งนี้ ไม่มีช่วงที่เป็นทางลาดลงเขา ส่วนระบบควบคุม
การลงเขา (เอชดีซี : ฮิลล์ ดีเซนท์ คอนทโรล) นั้น ได้เปลี่ยนให้ปรับความเร็วตามจุดมุ่งหมาย
โดยใช้ ครูส คอนทโรล สวิทช์ (การปรับตั้งตามค่าที่กำหนดไว้แต่แรกเปลี่ยนจาก 10 กม./ชม.
ลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 4 กม./ชม.) ยิ่งกว่านั้น ยังลงทุนใช้อาวุธใหม่ที่เรียกว่า “กราเดียน
รีลีส คอนทโรล” ด้วย มันเป็นระบบช่วยเหลือเมื่ออยู่กลางทางลาด โดยเมื่อปล่อยเบรคหลัง
ขณะหยุดอยู่กลางทางลาดพักหนึ่ง มันจะค่อยๆ ทอนแรงเบรคทีละน้อยและทำให้สามารถ
ออกตัวไปได้อีกครั้ง เพื่อช่วยปลดเปลื้องความหวั่นใจในช่วงที่วิ่งโดยล้อหมุนฟรี
จนกว่า เอชดีซี จะเริ่มส่งผล

ฟรีแลนเดอร์ ทู ได้รับการบรรจุเนื้อหาในแบบที่เหนือระดับขึ้นไปอีกขั้น โดยมีการขยายตัวถัง
บรรจุเครื่องยนต์ใหม่ที่ทรงพลัง ใช้เทอร์เรนเรสปอนด์ และลงทุนใช้อุปกรณ์อีเลคทรอนิคส์
ที่ล้ำหน้า ราคาที่คาดการณ์ไว้ในตลาดญี่ปุ่น คือ 4-5 ล้านเยน แต่ถ้านึกถึงเนื้อหาแล้วล่ะก็
เรียกว่าไม่แพงอย่างแน่นอน

 

ข้อมูลจำเพาะ ฟรีแลนเดอร์ ทู ไอซิกซ์
มิติ และน้ำหนัก
ยาว/กว้าง/สูง (มม.) 4500 x 1910 x 1740
ความกว้างฐานล้อ หน้า/หลัง (มม.) 1611 / 1624
ความยาวฐานล้อ (มม.) 2600
น้ำหนักรถ (กก.) 1770
ความจุน้ำมันเชื้อเพลิง (ลิตร) 70
เครื่องยนต์
แบบ เบนซิน 6 สูบเรียง ดีโอเอชซี
ความจุ (ซีซี) 3192
กระบอกสูบ/ช่วงชัก (มม.) 84.0 x 96.0
กำลังสูงสุด (แรงม้า/รตน.) 233/6300
แรงบิดสูงสุด (กก.-ม./รตน.) 32.3/2000
ระบบถ่ายทอดกำลัง
แบบ อัตโนมัติ
เกียร์ (จังหวะ) 6
ระบบขับเคลื่อน (ล้อ) 4
ระบบรองรับ
หน้า สตรัทพร้อมคอยล์สปริง
หลัง สตรัทพร้อมคอยล์สปริง
ระบบพวงมาลัย
แบบฟันเฟือง และตัวหนอน
วงเลี้ยวแคบสุด (ม.) 11.4
ระบบห้ามล้อ
แบบ เอบีเอส
หน้า จาน พร้อมช่องระบายความร้อน
หลัง จาน พร้อมช่องระบายความร้อน
ขนาดล้อ (นิ้ว) 18
ขนาดยาง 235/60 R18


------------------------------
เรื่องโดย : กองบรรณาธิการ
ภาพโดย : -
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน เมษายน ปี 2550
คอลัมน์ : แกะกล่องรถใหม่
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/uBwmS
อัพเดทล่าสุด
10 Nov 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
524,000
2.
599,000
3.
3,599,000
5.
2,090,000
6.
2,229,000
7.
779,000
8.
3,590,000
10.
1,316,000
11.
1,749,000
12.
1,699,000
14.
3,299,000
15.
5,399,000
16.
6,799,000
17.
3,249,000
18.
4,980,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th