บทความ

เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ VS เกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ


ตอนนี้กระแสเรื่องการเพิ่มจำนวนเกียร์ให้มากขึ้นในรถกระบะขนาด 1 ตัน ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลง
ที่ดีมากสำหรับเจ้าของรถ หรือผู้บริโภค ขนาดรถเก๋งราคาร่วมล้าน หารุ่นที่มีเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะมา
ให้ใช้ยังเป็นเรื่องที่ยากเลย ส่วนเกียร์ธรรมดาแบบ 6 จังหวะ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง แทบจะไม่มี มีคนอีกมาก
ที่ตั้งประเด็นว่า ทำไมต้องเพิ่มตำแหน่งเกียร์ เพราะอะไร ? เป็นการตลาดอย่างเดียวหรือเปล่า ?
มีประโยชน์กับเจ้าของรถหรือไม่ ? และถ้าไม่เพิ่มตำแหน่งเกียร์แล้วลดราคาลงอีกได้หรือไม่ ? เพราะ
รู้สึกว่าเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ กับเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ มันก็เหลือพอสำหรับการใช้งานแล้ว
มันก็เป็น
เรื่องชวนให้น่าสงสัยอยู่เหมือนกัน เอาละเรามาดูว่าทำไมต้องเพิ่มตำแหน่งเกียร์ในรถกระบะรุ่นใหม่

สมรรถนะของเครื่องยนต์สูงขึ้น

ประเด็นหลักๆ ของการเพิ่มตำแหน่งเกียร์เพราะเหตุผลที่ว่า กำลังของเครื่องยนต์สูงมากกว่ารถกระบะ
เมื่อ 10 ปีที่แล้วเป็นเท่าตัว ยุคนั้นเราจะเห็นรถกระบะมีแรงม้าป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ 85-95 แรงม้า
ถ้าคนเคยขับรถเครื่องยนต์เบนซินเป็นประจำ โดยเฉพาะเมื่อเดินทางไกล พอเปลี่ยนมาขับกระบะดีเซลที่ความเร็วประมาณ 100-110 กม./ชม. สักพักส่วนมาจะเผลอเปลี่ยนเกียร์เป็นประจำ เพราะคิดว่าตัวเองวิ่ง
ลากเกียร์อยู่ โดยเฉพาะตัวผมเองนานๆ ครั้งได้ขับกระบะเกียร์ธรรมดาสักที
จะเผลอคิดว่าตัวเองขับลากเกียร์ 3 เป็นประจำ ต้องมีเผลอเหยียบคลัทช์เปลี่ยนเกียร์อยู่บ่อยๆ

เหตุผลก็เพราะว่าการออกแบบรถกระบะยุคนั้น เขาเน้นเรื่องการใช้งานเป็นหลัก นั่นคือ เรื่องการบรรทุก
ซึ่งรถขนาดนี้ออกแบบมาให้มีความสามารถบรรทุกได้ถึง 1 ตัน แต่กำลังเครื่องยนต์มีแค่ 85-95 แรงม้า
เท่านั้นเอง ดังนั้นวิศวกรจึงต้องออกแบบให้เกียร์ และอัตราทดเฟืองท้ายมีอัตราทดสูงๆ เพื่อเป็นการเพิ่ม
แรงบิดตามหลักการเอาเปรียบเชิงกล ถ้าเคยเห็นคนรุ่นเก่าๆ ขับรถกระบะแล้วออกตัวเกียร์ 2 มันก็ไม่ใช่
เรื่องแปลก เพราะอัตราทดเกียร์ 1 มันสูงมาก ปล่อยคลัทช์เร่งได้นิดเดียวต้องเปลี่ยนเกียร์ 2 แล้ว
แถมเวลา
ออกตัวยังรู้สึกว่ามันกระตุกแรงอีกต่างหาก นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมต้องออกตัวด้วยเกียร์ 2

แม้ว่าช่วงหลังผู้ผลิตจะรู้ว่ามีกลุ่มลูกค้าที่ซื้อรถกระบะมาใช้แทนรถเก๋งมากขึ้น แต่ผู้ผลิตก็ไม่สามารถ
ลดอัตราทดเกียร์ และอัตราทดเฟืองท้ายลงได้ เพราะว่ากลุ่มลูกค้าหลัก คือ ผู้ที่ซื้อมาใช้งานบรรทุก
และการเพิ่มอัตราทดเฟืองท้ายหลายรุ่นมันก็เป็นการเพิ่มต้นทุน และเพิ่มชิ้นส่วนอะไหล่ในคลังโดย
ไม่จำเป็น เมื่อการแข่งขันถึงจุดที่อิ่มตัว ลูกค้าต้องการรถกระบะที่ปรับปรุงให้มีความนุ่มนวล
กำลังเครื่องยนต์ รวมถึงเรื่องความหรูหรามากขึ้นตามมา

จนกระทั่งบ้านเราเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องของกฎหมายมลพิษใหม่ เครื่องยนต์รุ่นเก่า จึงไม่ผ่าน
มาตรฐาน การนำเครื่องยนต์คอมมอนเรล เครื่องยนต์เทอร์โบมาใช้จึงเป็นทางออก แรงม้าก็เพิ่มมาเป็น
120-130 แรงม้าตามลำดับ จนปัจจุบันแรงม้าทะลุตัวเลข 160 แรงม้าไปไกล ในรถกระบะรุ่นใหม่
เราจะเห็นว่าอัตราทดเฟืองท้ายนั้นลดต่ำลงเรื่อยๆ เพราะว่ากำลังของเครื่องยนต์สูงเป็นเท่าตัว แต่มี
5 เกียร์เหมือนเดิม เวลาที่วิ่งความเร็วเดินทางเฉลี่ย 110-120 กม./ชม. รอบเครื่องยังสูงมากอยู่ ทั้งๆ ที่
กำลังของเครื่องยนต์ยังมีเหลือเฟือจนเจ้าของรถส่วนใหญ่คิดว่ามันน่าจะมีอีกสักเกียร์ หรือสองเกียร์

ที่ความเร็ว 110-120 กม./ชม. นั้นรอบเครื่องยนต์ของรถกระบะส่วนใหญ่จะมากกว่า 3,000 รตน. ที่รอบ
เครื่องยนต์ขนาดนี้ นอกจากเสียงเครื่องยนต์จะดังรบกวนแล้ว ในส่วนของเครื่องยนต์ก็มีผลกระทบเช่นกัน นั่นคือ เครื่องยนต์จะทำงานหนักโดยไม่จำเป็น เพราะความเร็วขนาดนั้นเป็นความเร็วที่ลอยตัวแล้ว
อันที่จริงกำลังของเครื่องยนต์สมัยใหม่สามารถพาตัวรถวิ่งไปได้สบายๆ ถ้าเป็นรถนั่งที่มีกำลังขนาด
รถกระบะในปัจจุบัน รอบเครื่องยนต์ส่วนใหญ่จะป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ 2,000-2,500 รตน. เท่านั้น ยิ่งรอบ
เครื่องยนต์สูงเท่าไร การสึกหรอของเครื่องยนต์ก็ยิ่งมาก ความร้อนสะสมในเครื่องยนต์ก็สูง การเสียดสี
ระหว่างแหวนลูกสูบ กับกระบอกสูบก็สูง น้ำมันเครื่องก็เสื่อมเร็วเพราะความร้อนสะสมสูง
อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงก็สูงกว่า สรุปแล้วรอบเครื่องยนต์สูงมากๆ ก็มีแต่ผลเสียนั่นเอง

การเพิ่มตำแหน่งเกียร์มีผลดีอย่างไร ?

ส่วนมากเราจะเข้าใจผิดว่า การเพิ่มตำแหน่งเกียร์ จะเป็นการเพิ่มความแรงของเครื่องยนต์ การเพิ่ม
ตำแหน่งเกียร์มันไม่เกี่ยวข้องกับความแรงของเครื่องยนต์แม้แต่น้อย รถมี 150 แรงม้า จะกี่ 10 เกียร์
มันก็มี 150 แรงม้าเหมือนเดิม ถ้าคุณเป็นคนช่างสังเกตจะรู้ว่า เวลาขับรถกระบะเกียร์ธรรมดา มันมี
อาการต่างกันในแต่ละเกียร์ ลองนึกภาพนะครับ เวลาออกตัวด้วยเกียร์ 1 เร่งได้นิดหนึ่ง ต้องเปลี่ยน
เกียร์แล้ว พอใส่เกียร์ 2 เสร็จก็จะลากรอบได้มากขึ้นอีกหน่อย แล้วพอเปลี่ยนเกียร์ 3 จะรู้สึกได้ว่า
มันลากได้ยาวขึ้นมาก และจะรู้สึกว่าเมื่อใช้เกียร์ 3 กำลังของเครื่องยนต์มันจะหายไปช่วงสั้นๆ จนกว่า
รอบเครื่องยนต์จะกวาดไปถึงราวๆ 3,000 รตน. แล้วพอใส่เกียร์ 4 ช่วงแรกจะรู้สึกว่า
กำลังแทบไม่มี ต้องลากกันยาวๆ หน่อย พอใส่เกียร์ 5 แล้วยิ่งรู้สึกได้ชัดว่า เวลาเร่งเครื่องยนต์มีแต่
รอบเครื่องที่กวาดขึ้นไป แต่ตัวรถนั้นไม่ค่อยจะพุ่งเหมือนช่วงเกียร์ต่ำๆ

นั่นเป็นเพราะว่าช่วงเกียร์ 1-3 นั้นต้องออกแบบให้มีอัตราทดสูง เพราะต้องเผื่อสำหรับการบรรทุกหนัก
ส่วนเกียร์ 4-5 นั้นก็ต้องมีอัตราทดต่ำหน่อย เพื่อที่เวลาวิ่งความเร็วสูงๆ รอบเครื่องยนต์จะได้ไม่สูงมาก
จนเกินไป จะเห็นว่าเกียร์ลูกเดียวต้องออกแบบเผื่อทั้งบรรทุกและใช้งานตัวเปล่าความเร็วสูง อาการที่
ออกมามันก็เลยครึ่งๆ กลางๆ อย่างที่เคยเป็นมา การเพิ่มตำแหน่งเกียร์อีก 1 ตำแหน่งนั้น จะมีบทบาท
มากในการปรับอัตราทดใหม่ให้มีความเหมาะสมยิ่ง สามารถใช้งานได้ทั้งการบรรทุกและการขับขี่ปกติ
เพราะสามารถทำให้อัตราทดเกียร์มีช่วงต่อที่เหมาะสม

ยกตัวอย่างง่ายๆ เหมือนกับขั้นบันไดนั่นละครับ พวก 5 เกียร์จะเหมือนบันได 5 ขั้นที่มีความสูงของ
แต่ละขั้นไม่เท่ากัน ขั้นแรกเตี้ยหน่อย ขั้นที่สองสูงขึ้นมานิด ขั้นที่สามเริ่มสูงมาก ขั้นที่ 4-5 ยิ่งสูงมาก
ลองนึกภาพว่าถ้าเวลาเดินขึ้นบันไดที่ขั้นมันสูงไม่เท่ากัน มันเป็นเรื่องที่ลำบาก เพราะจังหวะก้าวขา
ของเราก็จะไม่เท่ากันด้วย แต่ถ้าเพิ่มจำนวนบันไดอีกหนึ่งขั้นเท่านั้น ที่ความสูงโดยรวมเท่าเดิม
เราสามารถทำให้ความสูงของแต่ละขั้นเท่าๆ กันได้ ระยะการก้าวขาของเราก็จะสม่ำเสมอ เดินสะดวก
และไปได้เร็วกว่า

ได้อะไรจากอัตราทดที่เพิ่มขึ้น ?

นั่นคือประเด็นของการเพิ่มอัตราทดเกียร์ เพราะต้องการให้การถ่ายทอดแรงบิดเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
ถ้าสังเกตจากสเปคจะเห็นว่า แรงบิดสูงสุดของเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่ จะอยู่ในช่วงประมาณ 2,000-
3,000 รตน. การซอยอัตราทดให้มากขึ้นจะเป็นการรักษาระดับแรงบิดของเครื่องยนต์ให้อยู่ในย่านนี้
เพื่อให้การถ่ายทอดกำลังเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จะเห็นได้อย่างชัดเจนโดยเฉพาะเวลาบรรทุก
หนักๆ ตัวรถจะออกตัวได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องใช้รอบเครื่องยนต์สูงมากก็เปลี่ยนเกียร์ได้ โดยมีความ
ต่อเนื่องของแรงบิดอย่างสม่ำเสมอ สำหรับเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะก็มีจุดประสงค์เดียวกัน ประเด็น
ต่อมา คือ ย่านความเร็วสูงต้องการลดรอบเครื่องยนต์ลงอีก แม้เพียง 400-500 รตน. ก็มีผลต่อหลายๆ
อย่าง เช่น การสิ้นเปลืองน้ำมันจะลดลงอย่างชัดเจน เสียงเครื่องยนต์ที่เข้ามาในห้องโดยสารลดลง
เมื่อรอบเครื่องยนต์ไม่สูง ความร้อนสะสมของเครื่องยนต์ก็ลดลงด้วย น้ำมันเครื่องและระบบหล่อเย็น
ต่างๆ ก็ไม่ต้องทำงานหนักเหมือนก่อน ปัจจุบันมีรถกระบะที่ใช้เกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ 3 ค่ายด้วยกัน
คือ ฟอร์ด มาซดา และนิสสัน ส่วนเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะนั้น มีเฉพาะ นิสสัน เพียงเจ้าเดียว ต่อไปใน
อนาคตเจ้าอื่นๆ น่าจะมีการปรับเปลี่ยนตามๆ กัน



------------------------------
เรื่องโดย : พหลฯ 30
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน มีนาคม ปี 2550
คอลัมน์ : เทคนิคตีนโต
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/yZrJo
อัพเดทล่าสุด
22 Jan 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
2,990,000
2.
990,000
3.
1,397,000
4.
4,090,000
5.
16,950,000
6.
3,500,000
7.
3,065,000
8.
11,530,000
9.
24,500,000
10.
17,440,000
11.
14,900,000
12.
679,000
13.
21,900,000
14.
14,900,000
15.
3,699,000
16.
2,930,000
17.
1,290,000
18.
21,890,000
19.
3,090,000
20.
75,000,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

What's New