บทความ

งานนี้ไม่ริบรถ


โทษทัณฑ์อย่างหนึ่งที่ชาวบ้านชาวช่องทั่วๆ ไป ซึ่งอยู่ในข่ายมีมั่งไม่มีมั่ง ไม่ใช่มั่งมีพากันขามเกรงไม่อยากเจอะเจอ ไม่ใช่การติดคุกติดตะรางอย่างที่เข้าใจ แต่เป็นโทษที่กระทบต่อทรัพย์สินนั่นคือโทษ “ริบทรัพย์”

และทรัพย์สินในลำดับต้นๆ นอกเหนือจากที่ดินตึกรามบ้านช่องก็คือ “รถยนต์” นั่นเอง ในเมื่อรถที่วิ่งกันขวั่กไขว่เต็มบ้านเต็มเมือง เราไม่มีปัญญาผลิตขึ้นเองสักอย่างเดียว โรงงานที่มีอยู่เป็นของต่างชาติผลิตรถต่างชาติ แล้วดูดเงินฮวบๆ ออกจากกระเป๋าของเราทั้งสิ้น ราคาจึงแพงและแพงขึ้นไปเรื่อยๆถ้าโดนริบเข่าอ่อนทุกราย

โดยปกติเราเข้าใจว่าการสูญเสียรถเกิดจากบริษัทไฟแนนศ์ยึดรถไป เนื่องจากการผ่อนส่งขัดลำกล้องตะเกียกตะกายหาเงินไม่ทัน ไม่เฉลียวใจว่าการสูญเสียรถเกิดขึ้นไม่ยากเลย ถ้าเอารถไปใช้ในการกระทำความผิดต่างๆ เช่น ขนของเถื่อนหรือสิ่งผิดกฎหมาย ขนยาเสพติด ใช้รถในการลักขโมยจี้ปล้นเป็นต้น

หรือกระทำความผิดซึ่งเข้าข่ายที่ชาวบ้านส่วนใหญ่รู้จักในนาม กฎหมายฟอกเงิน รถยนต์ของผู้กระทำความผิดก็ถือว่าเป็นขาประจำ พวกพ่อค้ายาเสพติดทั้งหลายโดนอยู่เสมอดังที่เป็นข่าว

สำหรับคดีนี้เป็นเรื่องของการริบทรัพย์ซึ่งมีมุกที่ควรสนใจ เพราะผิดแผกแหวกแนวจากการตัดสินคดีอื่นพอสมควร เรื่องราวเป็นยังไงตามไปดู

เดิมรถบรรทุกเป็นกรรมสิทธิ์ของ “นางจริยธรรม” ซึ่งไม่ได้เป็นนักการเมืองในยุคนี้ จึงไม่มีใครมาเกี่ยงงอนว่ามีจริยธรรมแค่ไหนเพียงใด รถคันนี้นางจริยธรรมตกลงให้ “นายคุณธรรม” ซึ่งไม่ได้เป็นนักการเมืองอีกเช่นกัน เช่าซื้อ ทำสัญญากันไว้เป็นหลักเป็นฐาน

นายคุณธรรมนั้นชื่อดีอยู่หรอก แต่มาทำชั่วในตอนหลัง โดนจับโดนฟ้องข้อหาลักทรัพย์ รถบรรทุกที่เช่าซื้อมาจากนางจริยธรรมโดนยึดเป็นของกลางเพราะใช้ในการกระทำความผิด ศาลชั้นต้นพิพากษาสั่งริบ

นางจริยธรรมแกอยู่ต่างจังหวัด พอทราบเรื่องจากญาตินายคุณธรรมว่า นายคุณธรรมเอารถไปใช้ในการกระทำความผิด ศาลสั่งริบไปแล้ว จึงอยู่ไม่ได้ ให้ทนายยื่นคำร้องอ้างว่าเป็นเจ้าของรถ ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำชั่วของนายคุณธรรม จึงขอรถคืน

อัยการโจทก์ซึ่งร้องขอให้ศาลริบรถโดดเข้าขวางตามธรรมเนียม ยื่นคำร้องคัดค้านตามสูตร อ้างสั้นๆ ว่า นางจริยธรรมไม่ใช่เจ้าของรถ ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตในการขอรถคืน ถือว่ารู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของนางจริยธรรมแล้ว มีคำสั่งให้คืนรถแก่นางจริยธรรม

โจทก์คืออัยการยังขวางลำต่อไปด้วยการยื่นอุทธรณ์ อ้างข้อเท็จจริงเรื่องที่นางจริยธรรมไม่สนใจที่จะยึดรถคืนตั้งแต่ตอนที่นายคุณธรรมขาดส่งงวดตั้งหลายงวด จู่ๆ มาขอรถคืนจากศาล แสดงว่าทำไปเพื่อช่วยนายคุณธรรมไม่ให้โดนริบรถมากกว่า ถือว่าใช้สิทธิโดยไม่สุจริต รู้เห็นเป็นใจช่วยนายคุณธรรม

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นด้วยกับฝ่ายอัยการ พิพากษากลับ ให้ริบรถไว้ตามเดิมไม่คืนให้นางจริยธรรม

นางจริยธรรมไม่อยากเสียรถบรรทุกทั้งคัน เพราะนายคุณธรรมยังเป็นหนี้ค่ารถตั้งเยอะ จึงดิ้นรนที่จะเอารถคืนให้จงได้ จัดแจงให้ทนายยื่นฎีกาเพื่อลุ้นเป็นเฮือกสุดท้าย

ศาลฎีกาพิจารณาแล้วชี้ขาดออกมาเป็นคดีนี้ ซึ่งผมได้บอกแล้วว่าค่อนข้างผิดแผกจากคดีอื่นๆ ที่เคยตัดสินไว้ และเอื้อต่อเจ้าของรถไม่น้อย

งานนี้ได้ความว่านางจริยธรรมมีภูมิลำเนาอยู่ที่เพชรบูรณ์ แต่นายคุณธรรมนำรถไปใช้ในการกระทำความผิดในเวลากลางคืนที่ปากน้ำ ห่างไกลกันมาก เชื่อได้ว่านางจริยธรรมไม่อาจรู้ได้ว่านายคุณธรรมนำรถยนต์ไปใช้กระทำความผิด

อัยการโจทก์ได้แต่โต้แย้งว่า นางจริยธรรมไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถไม่ได้คัดค้านโต้แย้งและนำสืบเลยว่านางจริยธรรมรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของนายคุณธรรม ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามพยานหลักฐานของนางจริยธรรมว่าไม่ได้รู้เห็นเป็นใจกับการกระทำความผิดของนายคุณธรรม

การที่นางจริยธรรมไม่ได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ ไม่ติดตามเอารถที่ให้นายคุณธรรมเช่าซื้อคืน ทั้งๆ ที่มีการผิดนัดติดต่อกันหลายงวด ศาลเอาธงมาฟันลงไปว่า นางจริยธรรมไม่ถือเอาประโยชน์จากข้อสัญญาซึ่งเป็นสิทธิ์ที่จะใช้หรือไม่ก็ได้ ไม่ถือว่าเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต เพราะกฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต

สำหรับกฎหมายอาญา มาตรา 36 เขียนไว้ชัดว่า เจ้าของแท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดให้ศาลสั่งคืนทรัพย์สินแก่เจ้าของ จึงต้องพิจารณาเฉพาะข้อความตามที่กล่าวไว้ในมาตรานี้เท่านั้น การแปลความกฎหมายทางอาญาต้องแปลเคร่งครัดตามตัวอักษร จะใช้การสันนิษฐานไม่ได้จะเพิ่มเติมใจความตามตัวบทเข้ามาไม่ได้

การที่นางจริยธรรมไม่ใช้สิทธิ์ในสัญญาเช่าซื้อแล้วมาร้องขอรถคืน จะฟังว่าทำไปเพื่อประโยชน์ของนายคุณธรรมคนเช่าซื้อ และใช้สิทธิ์โดยไม่สุจริต ไม่คืนรถไม่ได้หรอก ในเมื่อเธอเป็นเจ้าของรถ และมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด

ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ให้เป็นไปตามที่ศาลชั้นต้นว่าไว้ คืนรถให้นางจริยธรรมไปเสีย

สิ่งที่น่าสนใจคือ เคยมีการตัดสินไว้ในคดีอื่นๆ ในทำนองว่า ถ้าเจ้าของรถไม่ยึดรถ ไม่บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ เมื่อมีการขาดส่งงวดหลายงวดติดต่อกัน แล้วมาขอรถคืนจากศาลที่สั่งริบเพราะคนเช่าซื้อนำไปใช้ในการกระทำความผิด ถือว่าเป็นการใช้สิทธิ์โดยไม่สุจริต น่าเชื่อว่าทำไปเพื่อช่วยจำเลย เข้าข่ายรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด ศาลไม่คืนรถให้

การตีความอย่างนี้เชื่อว่าศาลมีเจตนาที่จะตีกรอบให้แคบ เพื่อหาทางริบรถให้จงได้เป็นการดัดสันดานโจร

สำหรับคดีนี้ไม่เป็นอย่างนั้น ศาลผ่อนคลายลง โดยอ้างว่าการตีความทางกฎหมายอาญาต้องเคร่งครัดตามตัวหนังสือ จะมาสันนิษฐานหรือเดาใจยังโง้นยังงี้ไม่ได้ ศาลจึงคืนรถให้แก่นางจริยธรรมนั่นเอง

จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7013/2547



------------------------------
เรื่องโดย : ณรงค์ นิติจันทร์
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน พฤษภาคม ปี 2549
คอลัมน์ : รู้ไว้ใช่ว่า
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/4yZxR
อัพเดทล่าสุด
8 Oct 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
2.
2,090,000
3.
2,229,000
4.
779,000
5.
3,590,000
7.
1,316,000
8.
1,749,000
9.
1,699,000
11.
3,299,000
12.
5,399,000
13.
6,799,000
14.
3,249,000
15.
4,980,000
16.
53,500,000
18.
3,600,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th