บทความ

เทเลโฟนิกา บาร์เซโลนา ดาการ์ แรลลี 2005


ศึกแรลลีหฤโหด “เทเลโฟนิกา บาร์เซโลนา ดาการ์ แรลลี 2005″ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-16 มกราคม 2005 เป็นครั้งที่ 27 มีระยะทางแข่งรวมทั้งสิ้น 8,953 กิโลเมตร 16 สเตจ ผ่าน 5 ประเทศ ได้แก่ สเปน, โมรอคโค, มอริตาเนีย, มาลี และเข้าเส้นชัยที่กรุงดาการ์ ประเทศเซเนกัล

แม้ระยะทางรวมจะลดลงจากปีก่อนร่วม 2,000 กิโลเมตร แต่ศึกดาการ์ แรลลี ปีนี้กลับมีความท้าทายมากขึ้นกว่าเดิม เพราะเส้นทางที่ใช้จับเวลาแข่งขันกลับเพิ่มขึ้น 7 กิโลเมตร เป็น 5,431 กิโลเมตร เท่ากับว่าสัดส่วนของระยะทางรวมกับระยะทางที่ใช้จับเวลาแข่งขันมีความใกล้เคียงกันมากขึ้น

ความท้าทายของสนามแข่งแรลลีข้ามทะเลทรายรายการเก่าแก่อย่าง บาร์เซโลนา ดาการ์ ที่จัดการแข่งขันเป็นครั้งแรกในปี 1979 จนถึงปัจจุบันในปี 2005 เส้นทางข้ามทะเลทรายในซาฮารา ยังคงดึงดูดให้นักแข่งจากทั่วโลกเข้าร่วมการแข่งขัน แม้ว่าจะมีเส้นทางหฤโหดยาวถึง 5,431 กิโลเมตร และนักแข่งต้องผจญกับอุปสรรคอีกถึง 3,525 กิโลเมตร

การแข่งขันในครั้งนี้มีนักแข่งที่มีชื่อเสียงเข้าร่วมมากมาย ไม่ว่าจะเป็น คอลิน แมคเร (COLIN McRAE) และ อารี วาทาเนน (ARI VATANEN) อดีตนักขับ รายการ เวิร์ลด์ แรลลี โดยทั้งคู่ประจำการในทีม นิสสัน ชเตฟาเน เพเทร์ฮันเซล (STEPHANE PETERHANSEL) แชมพ์เก่าสมัยที่แล้ว ที่เป็นอีกหนึ่งตัวเก็งที่จะคว้าแชมพ์อีกในปีนี้ รวมทั้ง พรสวรรค์ ศิริวัฒนกุล นักซิ่งแรลลีมือหนึ่งของไทย ที่ไปลงแข่งในนามทีม แรลลีอาร์ท พร้อมรถ สตราดา ใหม่ คู่ใจ หวังเก็บชัยชนะกลับบ้านเช่นกัน

การแข่งขันเริ่มต้นขึ้นเมื่อรถแข่งได้ออกจากจุดสตาร์ท ณ เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน มุ่งหน้าสู่เมืองกรานาดา โดยมีระยะทางยาวถึง 919 กิโลเมตร รถแข่งทั้ง 469 คัน แบ่งเป็นรถจักรยานยนต์ 232 คัน รถยนต์ 168 คัน และรถบรรทุก อีก 69 คัน

2 สเตจที่ถือว่ามีเส้นทางมาราธอนและหฤโหดมากที่สุดอยู่ที่ประเทศมอริตาเนียจากเมืองติชิตไปยังติดิกจา และต่อไปยังอาตาร์ ซึ่งเป็น 2 สเตจที่ต้องแข่งกันข้ามคืนแถมไม่มีเจ้าหน้าที่คอยช่วยเหลือหรือซ่อมแซมรถให้ด้วย

สำหรับการแข่งขันในสเตจที่ 5 ที่จะเริ่มจากเมืองอาจาดีร์ ถึงเมืองซมารา ในประเทศโมรอคโคความโหดเริ่มทวีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางขึ้น/ลงเขาที่มีความลาดชันสูงรวมถึงเส้นทางส่วนใหญ่จะเต็มไปด้วยกรวดและก้อนหินขนาดใหญ่ ทำให้ตัวนักแข่งต้องทนรับกับสภาพความลำบากต่างๆ ตลอดเส้นทาง 654 กิโลเมตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสเตจนี้มีช่วงสเปเชียล สเตจที่มีระยะทางยาวถึง 381 กิโลเมตร

และในสเตจนี้เองที่ พรสวรรค์ ศิริวัฒนกุล และพรเทพ สุขะหุต 2 นักซิ่งชาวไทย จากทีม แรลลีอาร์ท มีอันต้องออกจาการแข่งขัน เมื่อ พรสวรรค์ มีอาการบาดเจ็บจากกระดูกสันหลังเคลื่อน ทำให้ผู้จัดการทีม ตัดสินใจไม่ส่งลงแข่งต่อ เนื่องจากเกรงว่าจะได้รับอันตราย

ตำแหน่งล่าสุดที่ทีมนักแข่งไทยทำได้คือ อันดับที่ 52 ในระดับเวลารวม ด้วยเวลา 1 ชั่วโมง 48.35 นาที จากผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 163 ทีม และในรุ่น T2.2 ดีเซล ทีมไทยอยู่ในอันดับที่ 10 จากผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 38 ทีม

อันดับของนักแข่งล่าสุดหลังผ่านพ้นไป 4 สเตจ ในประเภทโอเวอร์ออลล์ ปรากฏว่า รอบบี กอร์ดอน จากทีม โฟล์คสวาเกน ยังคงนำเป็นอันดับ 1 ด้วยเวลา 1 ชั่วโมง 26 นาที 24 วินาที ที่ 2 เป็นของ ชเตฟาเน เพเทร์ฮันเซล ทีม มิตซูบิชิ มอเตอร์สปอร์ท ช้ากว่า 59 วินาที ส่วนที่ตามมาเป็นอันดับ 3 คือ บรูโน ซาบี ทีม โฟล์คสวาเกน ช้ากว่า 1 นาที 14 วินาที

ในสเตจ 7 อันดับผู้นำมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งเมื่อ ชเตฟาเน เพเทร์ฮันเซล แชมพ์สมัยที่แล้วจากทีม มิตซูบิชิ สามารถทำเวลาดีที่สุดได้ถึง 2 สเตจติดต่อกัน ส่งผลให้เวลารวมขึ้นมาอยู่อันดับ 1 ด้วยเวลารวมทั้งสิ้น 17 ชั่วโมง 51 นาที 47 วินาที และตามมาติดๆ ด้วย ลุก อัลฟานด์ ที่ทำเวลาในสเตจนี้เป็นอันดับที่ 4 รั้งอันดับสองไว้ได้ด้วยเวลารวมทั้งสิ้น 18 ชั่วโมง 13 นาที 19 วินาที

เส้นทางบนสเตจที่ 11 เพิ่มความดุเดือดมากขึ้นเพราะนักแข่งทั้งหมดต้องฝ่าฟันกับอุปสรรคในสนามซึ่งอยู่ในช่วงประเทศมอริตาเนีย จากเมืองอาตาร์ ถึงเมืองคิฟฟา ระยะทางรวมทั้งสิ้น 695 กิโลเมตรโดยเป็นช่วงสเปเชียล สเตจยาวถึง 656 กิโลเมตร ในขณะที่ช่วง 300 กิโลเมตรแรกนักแข่งจะต้องไต่ขึ้นเนินทรายมากกว่าในสเตจที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นอุปสรรคที่ทำให้นักแข่งทั้งหมดควบคุมรถได้ยาก

แม้ว่าในช่วงการแข่งขันก่อนหน้านี้ นักแข่งทุกคนต้องผจญกับพายุทะเลทราย หรือมีเพื่อนนักแข่งต้องออกจากการแข่งขันไปแล้วหลายราย นักแข่งจากสเปน โฮเซ มานูเอล เปเรซ ก็ต้องมาจบชีวิตลงในการแข่งขันครั้งนี้ด้วย

ความเศร้ายังไม่ทันจางหาย ช่วงสุดท้ายของสเตจที่ 11 นักแข่งประเภทมอเตอร์ไซค์ ชาวอิตาเลียน ฟาบริตซีโอ เมโอนี อดีตแชมพ์รายการ บาร์เซโลนา ดาการ์ สองสมัยในปี 2001-2002 ก็เสียชีวิตระหว่างการแข่งขัน หลังเกิดอุบัติเหตุบนเส้นทางระหว่างเมืองอาตาร์ ถึงเมืองคิฟฟา กลายเป็นเหยื่อรายที่สองของการแข่งขันแรลลีหฤโหดรายการนี้ ตามหลัง โฮเซ มานูเอล เปเรซ เพียงวันเดียว

เมื่อการแข่งขันบนเส้นทางหฤโหดคร่าชีวิตนักแข่งไปในเวลาไล่เลี่ยกันถึงสองคนทำให้ผู้อำนวยการแข่งขัน “เอเตียนน์ ลาวีนญ์” ออกแถลงข่าวกับสื่อมวลชนว่า “ทันทีที่ทราบว่าเกิดอุบัติเหตุ ทางเราได้ส่งเฮลิคอพเตอร์ พร้อมเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือในทันที แต่เมื่อไปถึงหัวใจของเขาก็หยุดเต้นแล้ว เป็นเรื่องเศร้ามากที่เราไม่สามารถช่วยเหลือได้ทัน ทั้งที่ได้พยายามกันอย่างหนัก”

แรลลี บาร์เซโลนา ดาการ์ เดินทางมาถึงสเตจที่ 16 ซึ่งเป็นสเตจสุดท้าย โดยทำการแข่งขันเมื่อวันที่ 16 มกราคม ซึ่งช่วงนี้มีระยะเพียง 31 กม. ใช้เส้นทางรอบตัวเมืองเซเนกาเลเซ ซึ่งแชมพ์ของสเตจนี้ในประเภทรถยนต์ได้แก่ บรูโน ซาบี นักซิ่งชาวฝรั่งเศส ทีม โฟล์คสวาเกน ทำเวลาเพียง 19 นาที มี เธียร์รี มานญาลดี ของ ฮอนดา เข้ามาเป็นอันดับสองตามหลัง 20 วินาที ส่วนอันดับสามเป็นของ อารี วาทาเนน ชาวฟินแลนด์ จากค่าย นิสสัน ตามหลัง 57 วินาที

อย่างไรก็ตามตำแหน่งแชมพ์ในประเภทโอเวอร์ออลล์นั้น ตกเป็นของ ชเตฟาเน เพเทร์ฮันเซล แชมพ์เก่าปีที่แล้ว ที่ทำเวลารวมได้ 52 ชั่วโมง 31 นาที 39 วินาที ดีกว่าอันดับสอง ลุก อัลฟานด์ เพื่อนร่วมทีม มิตซูบิชิ มอเตอร์สปอร์ท ถึง 27 นาที 14 วินาที ส่วนอันดับ 3 ตกเป็นของอดีตแชมพ์ปี 2001 จุททา คไลน์ชมิดท์ นักขับสัญชาติเยอรมัน จากทีม โฟล์คสวาเกน ตามหลัง 3 ชั่วโมง 22 นาที

การคว้าแชมพ์ครั้งนี้ของ ชเตฟาเน เพเทร์ฮันเซล เป็นแชมพ์ที่ 16 จากการชิงชัย 27 สเตจ รวมทั้งเป็นการเพิ่มสถิติชนะเลิศแรลลีหฤโหด ดาการ์ เป็นครั้งที่ 8 ในชีวิต โดย 2 ครั้งจากประเภทรถยนต์ ส่วนอีก 6 ครั้งที่เหลือมาจากประเภทมอเตอร์ไซค์ ในปี 1991/1992/1993/1995/1997 และ 1998

ด้าน ซีริล เดสปเรอส์ จอมนักซิ่ง 2 ล้อ จากทีม เคทีเอม ก็สร้างผลงานคว้าแชมพ์เวลารวมประเภทมอเตอร์ไซค์ได้เป็นครั้งแรกในชีวิต โดยทำเวลาทิ้งห่างอันดับ 2 มาร์ค โคมา เพื่อนร่วมทีมชาวสเปน 9 นาที 17 วินาที โดยมี อัลฟี คอกซ์ จากแอฟริกาใต้ ได้อันดับ 3 ตามหลัง 11 นาที 29 วินาที

 

สรุปผลคะแนนการแข่งขันรวม 16 สเตจ ประเภทรถยนต์
อันดับ ผู้ขับ ทีม เวลารวม
ชนะเลิศ ชเตฟาเน เพเทร์ฮันเซล มิตซูบิชิ 52 ชั่วโมง 31 นาที 39 วินาที
รองอันดับ 1 ลุก อัลฟานด์ มิตซูบิชิ 52 ชั่วโมง 58 นาที 53 วินาที
รองอันดับ 2 จุททา คไลน์ชมิดท์ โฟล์คสวาเกน 55 ชั่วโมง 53 นาที 39 วินาที


------------------------------
เรื่องโดย : สิทธิพงศ์ วิยาภรณ์
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน มีนาคม ปี 2548
คอลัมน์ : เจาะสนามแข่งต่างประเทศ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/7ylbg

Follow autoinfo.co.th