บทความ

ถังน้ำมันสำรอง


เคยรู้บ้างไหมว่าถังน้ำมันสำรองที่ใช้อยู่ มีความเป็นมาที่น่าสนใจ ย้อนหลังไปในสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะที่ประเทศต่างๆ ได้กรีฑาทัพเข้าไปยังทวีปแอฟริกา ที่สุดกันดาร การเดินทางต้องเตรียมการอย่างดี ทั้งเสบียงของกำลังพล และพาหนะ ซึ่งเป็นการชูบทบาทที่สำคัญให้กับถังน้ำมันสำรอง หรือที่เรียกว่า เจอร์รี แคนส์ (JERRY CANS)

ถังน้ำมันสำรองถูกนำมาใช้ในภารกิจของทหารในตอนต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยกองทัพอิตาลีในแอฟริกาเหนือ ได้นำมาใช้เป็นประเทศแรก ต่อมาไม่นานกองทัพอังกฤษ ได้มีการพัฒนารูปแบบของถังน้ำมันสำรองมาใช้งาน กองทัพอังกฤษ ได้ใช้ถังที่มีรูปทรงสี่เหลี่ยม สามารถจุน้ำมันเชื้อเพลิงได้ 2 แกลลอน แต่ไม่ได้รับความนิยม เพราะมีความจุไม่เพียงพอแก่ความต้องการ ต่อมามีการเพิ่มความจุเป็น 4 แกลลอน แต่ยังไม่ได้รับความนิยม เนื่องจากถังดังกล่าวมีความบอบบางเสียหายง่าย พวกทหารจึงเรียกว่า ฟลิมซี (FLIMSY) หมายถึง บอบบาง

ส่วนกองทหารเยอรมัน ก็มีการใช้ถังน้ำมันสำรองเช่นกัน ซึ่งไม่สามารถตอบสนองการใช้งานได้อย่างเพียงพอ โดยเยอรมันใช้ถังน้ำมันขึ้นรูปจากแผ่นดีบุกฝาเกลียว ต่อมาจึงใช้ถังน้ำมันสำรองแบบเดียวกับของกองทัพอิตาลี โดยใช้ชื่อเรียกว่า เจอร์รี โมนิเคอร์ (JERRY MONIKER)

เมื่อถังน้ำมันสำรองของอังกฤษ ไม่ได้รับการยอมรับจากทางทหาร ทางกองทัพอังกฤษ จึงนำรูปแบบถังของอิตาลี ไปให้สหรัฐ ฯ ซึ่งขณะนั้นยังไม่เข้าร่วมสงครามโลก เป็นผู้ผลิตให้ถึง 5 ล้านถัง

เมื่อบทบาทของถังน้ำมันสำรองโดดเด่นขึ้น หลายประเทศพยายามคิดค้นพัฒนาถังน้ำมันสำรองรูปแบบใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อใช้งาน แต่ผลการทดสอบ และใช้งาน ไม่เป็นที่ยอมรับเท่ากับถัง เจอร์รี แคนส์ ของอิตาลี ต่อมา นาโต (NATO) ได้ให้การยอมรับ และใช้มาตรฐานของ เจอร์รี แคนส์

ด้วยความสมบูรณ์แบบในการใช้งาน จึงไม่มีถังชนิดใด ที่มีความพร้อมไปกว่านี้ การออกแบบถังทำให้มันเหนือกว่าถังแบบอื่นอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นมือจับสามอันในด้านบน ที่จะใช้มือจับอันกลางขณะยกถังที่จุน้ำมันเต็มถัง และใช้มือจับด้านข้าง สำหรับยกถังเปล่าสองถังได้พร้อมๆ กัน หากขนาดของมือจับไม่เหมาะมือ ก็สามารถเปลี่ยนมาใช้มือจับสองอันพร้อมกันได้

มือจับสามอัน ทำให้การส่งถังต่อให้กับผู้อื่นเป็นไปอย่างสะดวก มั่นคง ปลอดภัย เพราะแต่ละคนไม่มีความจำเป็นต้องใช้มือจับอันเดียวกัน ภายในมือจับของถังจะเป็นท่อโปร่ง อากาศสามารถหมุนเวียนได้อย่างดี จึงช่วยลดการล้นขณะเติมน้ำมันลงไปได้

การขึ้นรูปเป็นไปอย่างเรียบง่าย โดยใช้แผ่นโลหะสองแผ่นเชื่อมติดกันตรงกลาง จึงไม่มีรอยเชื่อมในส่วนมุมที่จะทำให้เป็นจุดอ่อนของการฉีกขาดจากการกระแทก การจัดเก็บไม่ใช่เรื่องยากด้วยรูปทรงที่เป็นเหลี่ยม ทำให้สามารถจัดวางถังในแนวใดก็ได้

ฝาถังปิดด้วยคันโยกลอคฝาแทนฝาปิดแบบเกลียว ทำให้ฝาครอบดันซีลยางแนบเข้ากับปากถังได้อย่างเต็มที่ นอกจากนั้น ฝาถังยังไม่มีโอกาสหล่นหาย เพราะฝาจะเป็นส่วนหนึ่งของระบบคันโยกลอคซึ่งยึดอยู่กับคอถังตลอดเวลา นอกจากนั้น ยังไม่ประสบปัญหาฝาถังปีนเกลียว ซึ่งจะต้องใช้เครื่องมือเข้าช่วยในการเปิดถังใช้งาน

จากยุคสมัยที่ผ่านไป ถังเจอร์รี แคนส์ ได้เปลี่ยนรูปแบบจากโลหะเป็นพลาสติค จากการสำรวจในร้านขายอุปกรณ์ตกแต่งรถ ยังมีถังน้ำมันโลหะของ PRO-QUIP เท่านั้น ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานอุปกรณ์กีฬา AS 2906 ส่วนของผู้ผลิตรายอื่นยังไม่พบว่าจะมีถังที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน

ปัจจุบันถังชนิดพลาสติค ได้รับความนิยมสูง และมีผู้ผลิตหลายรายที่ได้รับมาตรฐาน AS2906 ไม่ว่าจะเป็น WEDCO, VISY, WILLOW และ BMW ที่ไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ยี่ห้อใบพัดฟ้า

แม้ว่ารูปแบบของถังจะเปลี่ยนไป โดยเฉพาะมือจับที่มีเพียงอันเดียว ซึ่งจะลดความคล่องตัวในการใช้งานลงไป แต่คุณประโยชน์อันมากมาย ทำให้ถังเจอร์รี แคนส์ ยังได้รับความนิยมอย่างสูงจากผู้ใช้รถ 4×4

ฝาถังเจอร์รี แคนส์ แบบโลหะมีจุดเด่นที่ระบบลอคฝา ในขณะที่ถังพลาสติคส่วนใหญ่จะมีฝาแบบเกลียว โดยใช้มือจับเป็นตัวท่อของช่องถ่ายเทอากาศในถัง โดยมีปลายอีกข้างอยู่ที่คอถังรูปทรงของถังพลาสติคจะแตกต่างจากถังโลหะแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะความกว้าง และมีเหลี่ยมมากกว่า

การใช้ถังน้ำมันสำรอง อาจมีโอกาสรั่วไหลมากกว่า ถ้าเทียบกับถังน้ำมันในรถ อย่างไรก็ตาม หากมีการจัดเก็บที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยงของการรั่วไหลได้ โดยเฉพาะการติดตั้งด้านท้ายรถ ทั้งยังสามารถจัดวางไว้ในกระบะหลังได้ด้วย ส่วนอีกวิธีหนึ่งคือ เก็บไว้ภายในห้องโดยสาร ต้องมีการจัดเก็บที่มีที่กั้นถังน้ำมันแยกจากผู้โดยสาร และสัมภาระ

วิธีสุดท้ายคือ การเก็บถังน้ำมันไว้บนรูฟแรค อาจก่อให้เกิดอันตรายรุนแรง หากรถเกิดพลิกคว่ำซึ่งอาจจะทำให้ถังน้ำมันแตก การเก็บถังน้ำมันไว้ในห้องโดยสารมีข้อดีที่ผู้โดยสารภายในรถ จะได้กลิ่นทันที เมื่อมีการรั่วเกิดขึ้น

แม้ถังน้ำมันจะมีระบบฝาปิดอย่างดี แต่การจัดวางถังน้ำมันในรถต้องมีการจัดการรัดอย่างแน่นหนาจนมั่นใจว่าถังน้ำมันจะไม่หลุด หรือกระเด็นออกจากที่จัดเก็บ หากรถมีการกระแทก หรือเกิดอุบัติเหตุ

น้ำมันเชื้อเพลิงที่อยู่ในถังสำรอง ควรหมุนเวียนใช้ทุก 3-6 เดือน แม้บริษัทน้ำมัน จะยืนยันว่าน้ำมันเชื้อเพลิงสามารถเก็บได้นานกว่า 1 ปี แต่อย่าลืมว่า นั่นเป็นการเก็บไว้ในภาชนะ และสถานที่ๆ เหมาะสม ส่วนการเก็บน้ำมันในถังสำรอง จะมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิตลอดเวลาซึ่งจะทำให้คุณสมบัติของน้ำมันเชื้อเพลิงเปลี่ยนไป

วิธีง่ายๆ สำหรับการป้องกันน้ำมันหมดคุณภาพ โดยกำหนดให้เติมน้ำมันจากถังสำรองให้หมดทุกครั้งของขากลับจากการออกทริพ ทำให้เราไม่ต้องกังวลว่า เก็บน้ำมันมานานเท่าไรแล้ว

หากเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงปริมาณมากๆ ไว้ในถัง อาจทำให้ถังเสียหายได้ โดยเกิดจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิซึ่งจะทำให้น้ำมันมีการหด และขยายตัว มีผลให้ถังน้ำมันมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างจนถึงถังแตกร้าวได้ นอกจากนั้น ออกซิเจนภายในถัง ยังจะทำให้เกิดการตกตะกอน จะมีการสะสมที่ระบบหัวฉีด ศัตรูร้ายกาจอีกตัวคือ น้ำในถังโลหะ ซึ่งเกิดการควบแน่นของไอน้ำจากอากาศเหนือน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทำให้มีหยดน้ำเกาะภายในถัง และไหลลงไปยังก้นถัง หากอากาศภายในถังสามารถถ่ายเทได้หรือจากการเปิดฝาถังก็จะทำให้มีโอกาสเกิดสนิมขึ้นภายในถังโลหะ

หากสงสัยว่าภายในน้ำมันเชื้อเพลิงจะมีน้ำ และสนิมในก้นถัง ควรใช้ท่อดูดสิ่งแปลกปลอมจากถังก่อนนำไปเติมที่รถ อย่างไรก็ตาม น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นพิษสำหรับร่างกาย ฉะนั้นไม่ควรใช้ปากดูดน้ำมันออกจากถัง ควรหลีกเลี่ยงด้วยการใช้ท่อดูดน้ำสำเร็จรูปแทนจะดีกว่า

แม้ว่าถังน้ำมันสำรอง จะเป็นอุปกรณ์สำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง แต่ก็ต้องดูแลให้ดีไม่ว่าจะเป็นการใช้งาน การติดตั้ง และการจัดเก็บ หากดูแลอย่างดีแล้ว เราสามารถใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้ได้เป็นเวลานาน และคุ้มค่า



------------------------------
เรื่องโดย : วิโชค ควรรักษ์เจริญ
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน ธันวาคม ปี 2547
คอลัมน์ : เทคนิคตีนโต
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/cVdO7
อัพเดทล่าสุด
10 Apr 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
3,299,000
2.
5,399,000
3.
6,799,000
4.
3,249,000
6.
53,500,000
8.
3,600,000
9.
4,539,000
10.
13,339,000
11.
2,999,000
12.
1,749,000
13.
1,800,000
15.
499,000
16.
979,000
17.
990,000
18.
4,090,000
19.
1,699,000
20.
13,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th