บทความ

สัตว์ป่า พืชป่า


เมื่อเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัด “การประชุมสมัยสามัญ ภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพันธุ์พืชที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ 13″เรียกย่อๆ ว่า การประชุมไซเตส ครั้งที่ 13 ชื่อนี้ฟังดูน่าจะคุ้นหูมากกว่า !

การประชุมครั้งนี้ นับว่าเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วัตถุประสงค์ของการจัดงานเพื่อรณรงค์อนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่า และพืชป่าในโลก โดยเน้นเฉพาะชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือมีการคุกคามจากการค้าระหว่างประเทศ จนเป็นเหตุทำให้ลดปริมาณลงอย่างรวดเร็ว โดยอ้างอิงจากบัญชีรายชื่อที่แนบท้ายอนุสัญญา การประชุมไซเตส นี้มักจะจัดขึ้นทุกๆ 2-3 ปี และให้ประเทศสมาชิก เวียนกันเป็นเจ้าภาพ ในแต่ละครั้งที่จัดประชุม จะให้บรรดาสมาชิกมาออกเสียงเพื่อสนับสนุน หรือคัดค้าน หรือแก้ไขระเบียบข้อปฏิบัติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้าสัตว์ป่า และพืชป่า โดยกำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้า ส่งออก การนำผ่าน และการส่งกลับ

สำหรับบัญชีแนบท้ายของอนุสัญญา นั้นแบ่งออกเป็น 3 หมายเลข โดยหมายเลข 1 เป็นบัญชีของชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง และห้ามทำการค้าในเชิงพานิชย์โดยเด็ดขาด ยกเว้นเพื่อการวิจัย หรือเพาะพันธุ์ที่ได้รับการยินยอมเท่านั้น ตัวอย่างของประเภทนี้ ในบ้านเรา จะมีกระทิง จระเข้น้ำจืด ช้างเอเชีย เสือโคร่ง แรด หมี และกล้วยไม้ที่หายาก ส่วนบัญชีแนบท้ายอนุสัญญาหมายเลข 2 เป็นชนิดของสัตว์ป่าและพืชป่าที่ยังไม่สูญพันธุ์ แต่มีการลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว เช่น ค้างคาวแม่ไก่ ลิงชนิดต่างๆ ชะมด นาก นก และอื่นๆ และบัญชีแนบท้ายอนุสัญญาหมายเลข 3 เป็นชนิดของสัตว์ป่า และพืชป่าที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายของประเทศสมาชิก

แค่เห็นรายชื่อของสัตว์ป่า และพืชป่าที่ปรากฏอยู่ในบัญชีแนบท้าย ฯ ผมมีความรู้สึกว่าประเทศเราที่เคยอุดมด้วยสัตว์ป่า และพันธุ์พืชหายากนั้น โดนย่ำยีไปเยอะกว่าที่คิด ลำพังแค่การตัดไม้ทำลายป่า ก็สาหัสพอตัวอยู่แล้ว นี่ยังเล่นเก็บของป่า หรือล่าสัตว์ป่ามาขาย ลองไปเดินดูที่ตลาดจตุจักร มักจะเห็นของป่าแปลกๆ มาวางจำหน่าย คิดไม่ถึงว่าเราจะรุกรานธรรมชาติมากเกินความจำเป็น ผมเคยสอบถามเจ้าหน้าที่ป่าไม้หลายแห่ง เขาบอกว่า ลำพังแค่เจ้าหน้าที่เพียงหยิบมือไม่สามารถไปไล่จับคนที่เข้ามาหากินกับป่าได้ทันหรอก พอจับได้ส่งตัวให้ตำรวจ พอนายทุนรู้ข่าวก็มาประกันตัวออกไป มันเวียนว่ายอยู่อย่างนี้ พวกที่ถูกจับก็เป็นชาวบ้านธรรมดา ที่บางครั้งว่างจากงานในไร่ในนา ก็ออกมาหากินโดยการเก็บของป่า หรือรับจ้างเข้าไปเก็บของป่ามาขาย

การแก้ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องหมูๆ เพราะต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐที่ต่อเนื่อง และเต็มที่ทั้งกำลังพล เงินทุน วิธีการในการปฏิบัติที่ชัดเจน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผมมองว่า ปัญหาเรื่องนี้ มันกระทบกับสิ่งแวดล้อมโดยตรง และสิ่งที่คนเมืองบางคนที่ไม่รู้ค่า แต่ต้องการครอบครองนั้นเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม แต่ไม่มีใครมาลงมือทำจริงจัง มันจะดีกว่าไหม ที่เราจะให้สัตว์ป่า หรือของป่า อยู่ในป่าที่เหมาะสม มันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเสริมบารมีด้วยการสรรหาของแปลกๆ มาประดับบ้าน ประดับสวน หรือแม้แต่นำสัตว์ป่ามาเลี้ยง ใครที่มีสิ่งเหล่านี้ครอบครอง รัฐเขาเคยประกาศให้ไปขึ้นทะเบียนแล้ว ถ้ายังไม่ขึ้นทะเบียน จะถูกจับ ถูกปรับตามกฎหมาย วอนเจ้าหน้าที่ของรัฐ ช่วยดูแลและเอาจริงกับเรื่องนี้บ้าง อย่าทำเพียงแค่ประกาศลอยๆ แล้วก็แล้วกันไป มันไม่ถูกต้องครับ !

ช่วงปลายปีอย่างนี้ เป็นฤดูกาลท่องเที่ยว ผมอยากฝากข้อคิดสำหรับนักเดินทางที่รักธรรมชาติทุกท่านไว้สักนิด โดยเฉพาะท่านที่ชอบใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อ เข้าไปลุย และมักเสาะหาของฝากแปลกๆ มากำนัลเพื่อน อย่าไปซื้อ อย่าไปสนับสนุนการค้าสัตว์ป่า และของป่าทุกชนิด เพราะนั่นจะกลายเป็นว่า คุณช่วยส่งเสริมให้เขาเข้าไปทำลายธรรมชาติมากกว่าที่ควรจะเป็น และคุณกำลังจะทำให้ภาพพจน์ดีๆ ของคนที่รู้จักการเที่ยวป่าเสียหายไปด้วย…หนาวนี้ ขอให้เที่ยวอย่างมีความสุข และระมัดระวังการใช้รถใช้ถนนด้วยครับ



------------------------------
เรื่องโดย : ลิขิต น้าประเสริฐ
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน ธันวาคม ปี 2547
คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/RYYAr
อัพเดทล่าสุด
10 Apr 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
3,299,000
2.
5,399,000
3.
6,799,000
4.
3,249,000
6.
53,500,000
8.
3,600,000
9.
4,539,000
10.
13,339,000
11.
2,999,000
12.
1,749,000
13.
1,800,000
15.
499,000
16.
979,000
17.
990,000
18.
4,090,000
19.
1,699,000
20.
13,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

บทความที่เกี่ยวข้อง