บทความ

หนาวนี้ที่เขาใหญ่


อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นหนึ่งในจำนวนพื้นที่ไม่กี่แห่งของประเทศที่ยังคงมีป่าไม้อุดมสมบูรณ์
สัตว์ป่า
ชุกชุม ขณะเดียวกันการเดินทางไปเขาใหญ่ทุกวันนี้ก็สะดวกสบาย ทั้งทางรถไฟ รถประจำทาง
และรถส่วนตัว

การเดินทางไปเขาใหญ่ครั้งนี้ เราเลือกใช้เส้นทางจากถนนวิภาวดีรังสิต มุ่งหน้าสู่ จ. สระบุรี
ผ่านทางหลวง
หมายเลข 1 เลย จ. สระบุรีมาได้ไม่ไกลถึงแยกเลี้ยวขวาใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 2 สระบุรี-แยก อ.
ปากช่อง
วนรถขึ้นสะพานข้ามแยก เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 2090 ประมาณ 20 กม.
ถึงด่านเก็บค่าธรรมเนียมอุทยาน
แห่งชาติเขาใหญ่

หลังจากชำระค่าผ่านทางเรียบร้อยออกจากด่านมาประมาณ 100 เมตร
เราไม่พลาดที่จะแวะศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่
เพื่อสักการะเจ้าพ่อเขาใหญ่ซึ่งเป็นที่นับถือของเจ้าหน้าที่ป่าไม้และผู้คนในละแวกนี้ ก่อนเดินทางต่อ
เส้นทาง
ขึ้นเขาใหญ่ค่อนข้างชันและมีโค้งหักศอกหลายแห่ง ยิ่งถ้าเป็นช่วงที่ฝนตกลงมาจะอันตรายมาก
การขับรถขึ้น
ไปต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ช่วงทางขึ้นทั้งสองข้างทางมีสภาพเป็นป่าเบญจพรรณ
สลับกับป่าดิบแล้ง

ด้านซ้ายมือเป็นห้วยลำตะคองที่ไหลลงอ่างเก็บน้ำลำตะคองก่อนจะไปรวมเป็นแม่น้ำมูล
ในช่วงนี้เองที่เรา
สังเกตเห็นนักท่องเที่ยวจับกลุ่มทำกิจกรรมล่องแก่ง โดยอาศัยไปกับแพยางขนาด 8 คน
รวมเจ้าหน้าที่ป่าไม้
ซึ่งทำหน้าที่ช่วยบังคับแพยางให้ไปตามทิศทาง สอบถามเจ้าหน้าที่ได้ความว่า
นักท่องเที่ยวมักมาแวะล่องแก่งที่นี่
เนื่องจากน้ำไม่เชี่ยวมาก ความยากอยู่แค่ระดับ 1-2 เท่านั้น
เด็กที่มากับครอบครัวก็สามารถร่วมกิจกรรมได้
ระยะทางล่องแก่งรวมทั้งหมดยาวประมาณ 4 กม. ใช้เวลาอย่างมากประมาณ 1 ชม.
ก็สามารถล่องจากต้นน้ำ
ไปจนถึงปลายน้ำได้แล้ว

เดินทางต่อถึงช่วง กม. ที่ 30 ถึงจุดชมวิว หัวเขา ซึ่งมีความสูงประมาณ 680 เมตร จากระดับน้ำทะเล
จุดนี้เราแวะ
พักกันอีกครั้งเพื่อเลือกเก็บภาพวิวทิวทัศน์ของพื้นที่ทุ่งนา ป่าไม้ และภูเขาต่างๆ
ที่ยังคงความเป็นธรรมชาติ
อยู่มาก นอกจากนี้ยังได้ศึกษาข้อมูลของภูมิประเทศจากป้ายที่ทางอุทยาน ฯ จัดทำไว้ด้วย

เลยจากจุดชมวิวจะเห็นป้ายด่านช้าง ดงงูเห่า ดงกระทิง ดงเสือผ่าน ติดอยู่ข้างทางเป็นระยะๆ จุดต่างๆ
เหล่านี้
เป็นจุดที่เคยมีสัตว์ป่าอาศัยเป็นเส้นทางออกหากิน แต่ปัจจุบันเหลือให้เห็นน้อยเต็มที
โดยเฉพาะสัตว์ที่เป็นผู้ล่า
เช่น สิงโต หรือเสือโคร่ง มีปริมาณลดลงจนเห็นได้ชัดเจน จะมีก็แต่ลิงและชะนี
ที่พฤติกรรมหรือสัญชาตญาณ
สัตว์ป่าเปลี่ยนไป
จากที่เคยออกหาอาหารเองตามธรรมชาติกลับมานั่งรวมตัวอยู่ริมถนนเพื่อดักรอรถยนต์ของ
นักท่องเที่ยว เมื่อรถผ่านมาก็มักจะเข้าไปขอเศษขนมหรืออาหาร

ห่างไปอีกประมาณ 5 กม. ถึงโป่งชมรมเพื่อน
เป็นโป่งที่ทำเทียมขึ้นมาให้บรรดาสัตว์ป่าได้เข้ามากินดินที่อุดม
สมบูรณ์ด้วยเกลือแร่ ซึ่งสัตว์ที่มากินดินที่นี่ก็มีตั้งแต่เก้ง กวาง กระทั่งสัตว์ใหญ่อย่างช้าง
ก็ยังแวะเวียนมาที่นี่
ประจำ และเนื่องจากโป่งนี้อยู่ใกล้ถนนสายหลัก
เราจึงเห็นนักท่องเที่ยวมาแวะเวียนส่องสัตว์ทั้งในเวลากลางวัน
และกลางคืน

ถัดจากโป่งชมรมเพื่อนไปเล็กน้อยเป็นเส้นทางที่เราต้องเดินเท้าเข้าประมาณเกือบ 1 กม.
เพื่อเข้าไปในหอดูสัตว์
หนองผักชี เป็นหอสูงใช้ดูสัตว์ป่าในทุ่งหญ้า บริเวณหนองน้ำ และโป่ง
เราใช้เวลาอยู่ที่นี่พักนึงก่อนจะแวะไปดู
พระอาทิตย์ตกที่จุดชมวิว อ่างเก็บน้ำมอสิงโต จากจุดนี้สามารถมองเห็นพระอาทิตย์ตกพร้อมๆ
กับสัตว์ต่างๆ เช่น
เก้งหรือกวางที่เริ่มออกหากิน

ตกกลางคืนเรากลับไปที่ทำการอุทยาน ฯ อีกครั้ง เพื่อร่วมกิจกรรมส่องสัตว์ที่ทางอุทยาน ฯ จัดขึ้น
โดยเหมา
รถกระบะออกไป กิจกรรมส่องสัตว์ที่นี่จะแบ่งเป็น 2 รอบ คือ รอบ 1 ทุ่ม และ 2 ทุ่ม
แต่ละรอบก็จะใช้เวลา
ประมาณ 1 ชม. เราเลือกรอบ 1 ทุ่ม เนื่องจากเป็นรอบที่ไม่ดึกจนเกินไป

ออกจากที่ทำการอุทยาน ฯ
โดยการโดยสารท้ายกระบะซึ่งออกแบบให้มีราวจับพร้อมไฟสปอทไลท์แบบมือถือ
สัตว์ที่เราพบส่วนใหญ่คือ สัตว์จำพวกเท้ากีบ พวกกวาง หรือเก้ง ที่ออกมาหาอาหารบริเวณทุ่งหญ้า
ส่วนสัตว์ใหญ่
อย่างช้างหรือเสือ ไกด์ที่ไปกับเราคุยให้ฟังว่าระยะหลังนี้พบสัตว์ใหญ่น้อยลง
สาเหตุอาจเป็นเพราะช่วงนี้เป็น
ฤดูท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวมาเขาใหญ่เป็นจำนวนมาก สัตว์เหล่านี้พอได้กลิ่นหรือได้ยินเสียงอึกทึก
ก็หนีเข้าไป
ในป่าลึก ทำให้พบเห็นได้ยากขึ้น

เช้าวันรุ่งขึ้นเรารีบตื่นนอนเพื่อไปเฝ้ารอพระอาทิตย์ขึ้นที่ผาตรอมใจ
ซึ่งอยู่ในพื้นที่สูงที่สุดในละแวกเขาเขียวและ
เขาใหญ่ ผานี้อยู่หลังเขตกองทัพอากาศ
เราต้องจอดรถไว้ด้านหน้าแล้วจึงขออนุญาตทหารที่เฝ้ายามอยู่เพื่อเข้าไปด้านใน
แต่เนื่องจากช่วงที่เราไปมีสภาพอากาศที่เย็นจัดจึงมีหมอกปกคลุมไปทั่ว
ทำให้ไม่สามารถมองเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นได้
จึงตัดสินใจมาที่ผาเดียวดายซึ่งอยู่ไม่ห่างกันนัก โดยต้องเดินเท้าเข้าไปประมาณ 200 เมตร

เส้นทางที่เดินเข้าไปมีพันธุ์ไม้นานาชนิด พร้อมกับนกหลายชนิดอาศัยและหากินอยู่ในบริเวณนี้
ใช้เวลาไม่นาน
มาถึงบริเวณหน้าผา
ที่นั่นเราประหลาดใจมากเมื่อพบนักท่องเที่ยวนับสิบคนเฝ้ารอชมพระอาทิตย์ขึ้นเช่นเดียวกัน
จากจุดนี้สามารถมองเห็นเขาร่ม และทุ่งงูเหลือมที่อยู่ทางทิศใต้ได้อย่างชัดเจน พร้อมๆ
กับดวงอาทิตย์ที่ค่อยๆ
โผล่พ้นยอดเขาสาดแสงทะลุม่านหมอกลงมาเป็นช่วงๆ เกิดเป็นภาพที่สวยงามมาก

หลังจากชมความงามจนพอใจแล้วเรากลับขึ้นมาเขาใหญ่อีกครั้งเพื่อมาแวะน้ำตกเหวสุวัต
น้ำตกที่มีชื่อเสียงมากที่สุด
แห่งหนึ่งในเขาใหญ่
ความสวยงามของน้ำตกอยู่ที่สายน้ำของห้วยลำตะคองที่ไหลตกมาจากหน้าผาสูงประมาณ
25 เมตร สู่แอ่งน้ำด้านล่างทำให้เกิดเป็นละอองน้ำฝุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ
สร้างความชุ่มฉ่ำเย็นสบายแก่ผู้ที่ไปเที่ยว
บริเวณนั้นเป็นอย่างมาก ด้านล่างเป็นโขดหินให้นั่งเล่นพักผ่อน

ขากลับแวะรับประทานอาหารกลางวันกันที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
ตั้งอยู่บริเวณกิโลเมตร
ที่ 39 ภายในมีร้านค้าสวัสดิการจำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม และของที่ระลึก
พร้อมเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว
ต่างๆ นิทรรศการเรื่องราวในอดีตของเขาใหญ่ การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่จัดไว้อย่างสวยงาม น่าสนใจ

อิ่มอร่อยกับอาหารเรียบร้อย ได้เวลาเดินทางกลับกรุงเทพ ฯ
พร้อมเก็บภาพประทับใจกับบรรยากาศฤดูหนาวใน
เขาใหญ่ ที่น่าตื่นตาตื่นใจ
สีสันของพันธุ์พืชนานาชนิดที่เริ่มแข่งกันออกดอกผลัดใบแต่งแต้มสีสันให้กับป่า
เบญจพรรณ บรรดาสัตว์ป่าต่างๆ ที่พากันอวดโฉมให้ชมกันอย่างจุใจ
จนกลายเป็นภาพติดตาที่ยากจะลืม



------------------------------
เรื่องโดย : สิทธิพงศ์ วิยาภรณ์
ภาพโดย : ราชวัตร แสงจันทรา
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน มกราคม ปี 2547
คอลัมน์ : ชีวิตอิสระ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/GZzGK

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด
26 Sep 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
2,549,000
3.
1,749,000
4.
2,249,000
5.
4,590,000
6.
1,999,000
7.
3,990,000
8.
3,065,000
9.
2,790,000
10.
5,490,000
11.
1,354,000
12.
3,399,000
13.
750,000
14.
1,129,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th