บทความ

WORLD RALLY CHAMPIONSHIP 2002 สนาม 6


ลุ้นระทึกขึ้นทุกที สำหรับการแข่งขัน WORLD RALLY CHAMPIONSHIP 2002 ซึ่งเข้าสู่สนาม 6 แล้วบรรดานักแข่งยังคงมุ่งมั่นที่จะแย่งชัยชนะจากมือของทีม เปอโฌต์ ให้ได้ แต่คงเป็นเรื่องยากไม่น้อยเพราะเหล่าขุนพลจากทีมสิงห์เขย่ง ยังคงผลัดกันคว้าชัยชนะไปได้ถึง 4 สนามติดต่อกัน และทั้งสามยังมีคะแนนสะสมอยู่ใน 3 อันดับแรก นั่นหมายความว่า ถ้ายังไม่มีทีมใดเขี่ย เปอโฌต์ตกโพเดียมได้ในเวลาอันใกล้นี้ความหวังของทีมอื่นๆที่จะคว้าแชมพ์ประจำปี คงเลือนลางเต็มที

การแข่งขัน WORLD RALLY CHAMPIONSHIP 2002 ในรายการ RALLY ARGENTINAเริ่มต้นและสิ้นสุดการแข่งขันที่เมือง โคร์โดบา (CORDOBA) ทางตะวันตกของ อาร์เจนตินารถแข่งต้องวิ่งไปตามถนนลูกรังที่ลัดเลาะผ่านภูเขาและเนินชัน บนความสูงกว่า 2,000 เมตรจากระดับน้ำทะเลซึ่งมีอากาศเบาบางมาก ทำให้ทีมแข่งต้องสาละวนกับการปรับแต่งเครื่องยนต์ให้ดูดเอาออกซิเจน(ซึ่งเครื่องยนต์ต้องใช้ในการเผาไหม้) เข้าไปให้มากที่สุด นอกจากนั้นนักแข่งยังต้องคอยระวังไม่ให้อ่างน้ำมันเครื่องไปกระแทกกับก้อนหินน้อยใหญ่ที่ฝังตัวอยู่ตามถนนอีกด้วย…แค่นึกภาพก็ปวดหัวแล้ว

เลกแรกของการแข่งขัน เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับฝูงชนเนืองแน่น จนต้องยกเลิกสเตจ 1 ไป แล้วย้ายมาแข่งกันในสเตจ 2แทน ทำให้รถแข่งต้องออกสตาร์ทช้ากว่ากำหนด 17 นาที และต้องจบการแข่งขันวันนี้ช้ากว่ากำหนด 1 ชั่วโมงทีเดียว

วันนี้เรายังได้เห็น “ฟอร์มสด” ของ มาร์คุส โกรนโฮล์ม (MARCUS GRONHOLM) จากทีม เปอโฌต์ เช่นเคยหลังจบวันแรก เขาทำเวลานำมาเป็นอันดับ 1 ส่วนเพื่อนร่วมทีม ริชาร์ด เบิร์นส (RICHARD BURNS)ก็ทำได้ดีเช่นกัน โดยจบการแข่งขันเลกนี้ในอันดับ 3 ตามหลัง โกรนโฮล์ม อยู่ถึง 2 นาที และ 2คนสุดท้ายของทีมที่ยิ้มไม่ออกในเลกนี้ก็คือ ฮาริ โรวันเปรา (HARRI ROVANPERA) ซึ่งทำได้เพียงอันดับ 8 ทั้งๆ ที่ 4 สเตจแรก เขาทำเวลาได้เป็นที่ 3 อีกคนก็คือ กิลเลส ปานิซซี (GILLES PANIZZI) จบการแข่งขันในอันดับ 7

ทอมมี มาคิเนน (TOMMI MAKINEN) จากทีม ซูบารุ ชอบสภาพสนามแบบนี้เป็นพิเศษ และเขาก็คว้าอันดับ 2ไว้ได้ในวันนี้ “ผมคิดว่า ตัวเองขับได้ดีในสภาพอากกาศที่มีหมอกอย่างนี้” ส่วน เพทเทร์ โซลเบร์ก (PETTERSOLBERG) เข้ามาเป็นอันดับ 8 หลังจากเขาทำเวลาได้ดี ติดต่อกัน 7 ใน 8 สเตจของเลกนี้

การ์โลส เซนซ์ (CARLOS SAINZ) มุ่งมั่นเต็มที่ทุกสเตจ จนในที่สุด เขาสามารถนำ ฟอร์ด โฟคัส คันเก่งทำเวลาเข้าใกล้ โซลเบร์ก ได้สำเร็จ ส่วน คอลิน แมคเร (COLIN McRAE) เพื่อนร่วมทีมของ เซนซ์ยังคงอยู่ในสถานะลุ่มๆ ดอนๆ เช่นเคย รถของเขาเสียหลักจนหมุนไม่เป็นท่า ทำให้เขาตกไปอยู่อันดับ 12″รถเสียหลักขณะวิ่งด้วยเกียร์ 4 ในโค้งซ้าย แล้วหน้ารถก็ชนเข้ากับแบงค์” แม้ แมคเรจะพยายามเร่งฝีเท้าจนกลับมาอยู่อันดับ 8 แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถรักษาอันดับเอาไว้ได้ จบวันนี้ จึงอยู่ที่อันดับ 10เท่านั้น ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ มาร์คโค มาร์ทิน (MARKKO MARTINE) ซึ่งดูเหมือนจะไม่ชอบหมอกสักเท่าไหร่เลยทำได้แค่อันดับ 11 “ผมมองไม่ออกว่า ตรงไหนคือถนน ตรงไหนคือร่องน้ำเพราะมันค่อนข้างมืด…ผมคงต้องกินแครอทเพิ่มขึ้น จะได้มองผ่านหมอกได้ดี” สงสัย มาร์ทินคงอยากเป็นกระต่ายไปซะแล้ว !

ทีม มิตซูบิชิ เป็นอีกทีมที่ประสบอุบัติเหตุ ผู้โชคร้ายก็คือ ฟรองซัวส์ เดอเลอกูร์ (FRANCOIS DELECOUR)ขณะแข่งอยู่ในสเตจ 7 ระบบรองรับบังเอิญไปกระแทกเข้ากับหิน ทำให้รถพลิกคว่ำเสียหายหนักถึงเขาพยายามแข่งต่อเพื่อให้จบสเตจ แต่จากความเสียหายดังกล่าว ทำให้รถวิ่งได้ช้าจนขวางทางรถที่ตามมาเลยต้องหยุดแข่งไปในที่สุด

อีกคนที่ต้องออกจากการแข่งขัน ก็คือ อาร์มิน ชวาร์ทซ์ (ARMIN SCHWARZ) จากทีม ฮันเดหลังจากวิ่งอยู่ในสเตจสุดท้ายของวันนี้ได้ไม่นาน ก็มีปัญหากับแรงดันน้ำมันเชื้อเพลิง แถมก่อนหน้านี้ใน เอสเอส 3รถของเขายังเสียหลักจนทำให้ล้อเสียหายอีก ยังดีที่ เฟรดดี โลซ์ (FREDDY LOIX) รั้งตำแหน่งที่ 6 ไว้ได้ ไม่อย่างนั้นทีม ฮันเด คงตกที่นั่งลำบากแน่ เพราะรถของ จูฮา คังคูเนน (JUHA KANKKUNEN) เพื่อนร่วมทีมอีกคนก็หลุดลงข้างทางเนื่องจากหมอกลงจัด “มันเป็นโค้งหักศอกขวาที่มีหมอกหนาจนมองไม่เห็นทาง” คังคูเนนอธิบายให้ฟัง “รถไถลตกข้างทาง โดยล้อหน้ายังคงอยู่บนถนน แต่ล้อหลังตกลงไปข้างทาง REPO (เนวิเกเตอร์) เลยต้องวิ่งย้อนขึ้นไปตามถนนเพื่อหาคนมาช่วยเรานำรถกลับขึ้นไปแข่งต่อ”

หลังจากกลับไปซ่อมแซมรถที่เสียหายในวันแรก แต่ละทีมก็มาพร้อมกันที่จุดสตาร์ทอีกครั้งในเลก 2 ของเช้าวันใหม่ออกจาก วิลลา การ์โลส ปาซ์ (VILLA CARLOS PAZ) มุ่งหน้าไปทางเหนือ เพื่อเข้าสู่ 9 สเตจต่อมาบนสภาพเส้นทางที่ไม่ต่างจากเมื่อวานนี้แม้แต่น้อย ซึ่งหมายถึง รถแข่งต้องพบกับปัญหาสารพัดและมีบางคันต้องออกจากการแข่งขันเหมือนเดิม !

อลิสเตอร์ แมคเร (ALISTER McRAE) จากทีม มิตซูบิชิ ออกสตาร์ทในอันดับ 13และติดอยู่ในสเตจแรกของวันนี้นานทีเดียว เนื่องจากท่อที่ต่อจากเทอร์โบไปยังท่อไอดีหลุดออกทำให้อากาศที่อัดมาจากเทอร์โบไม่สามารถเข้าเครื่องได้ “เราไม่สามารถทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าได้แต่ทุกคนก็พยายามทำให้ดีที่สุด…ก็อย่างที่เห็นนั่นแหละ…เรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้กับทุกคน”

สำหรับทีม ฟอร์ด แมคเร เริ่มทำได้ดีขึ้น และจบการแข่งขันโดยไม่เกิดอุบัติเหตุเลย “เราไม่พบปัญหาอะไรในวันนี้แต่ก็ช้ากว่า จูฮา ทีม ฮันเด ในสเตจที่เป็นทางแคบและคดเคี้ยว” แมคเร บ่นพึมพำเล็กน้อยก่อนเล่าต่อ “ในสเตจที่สภาพทางเปิด รถจะวิ่งได้ดี และสามารถเลือกไลน์ได้เยอะขึ้นซึ่งนั่นดูจะยุติธรรมกับรถที่ออกสตาร์ททีหลังมากกว่า”

โกรนโฮล์ม ผู้นำในเลกแรก ต้องเสียเวลาไป 50 วินาที จากปัญหาของระบบบังคับเลี้ยว ทำให้ มาคิเนนทำเวลาไล่เข้ามาจนห่างจาก โกรนโฮล์ม เพียงแค่ 16 วินาที ส่วน โรวันเปรา เพื่อนร่วมทีมต้องออกจากการแข่งขันหลังจากเครื่องยนต์มีปัญหา เช่นเดียวกับ ปานิซซีที่ออกจากการแข่งขันตั้งแต่ช่วงบ่ายเพราะหม้อน้ำพัง

จบการแข่งขันวันนี้ มาคิเนน นำ โกรนโฮล์ม อยู่ 0.5 วินาที ตามมาด้วย เบิร์นส ในอันดับ 3ขณะที่การต่อสู้เพื่อชิงอันดับ 4 ระหว่าง โซลเบร์ก กับ เซนซ์ เป็นไปอย่างดุเดือดตลอดทั้งวัน แต่สุดท้าย เซนซ์ก็เป็นผู้คว้าอันดับ 4 ไปได้

คอลิน แมคเร อีกหนึ่งขุนพลจากทีม ฟอร์ด โชคดีเป็นพิเศษในวันนี้ เพราะรถของเขาไม่มีปัญหาตลอดทั้งวันทำให้เขาไต่ขึ้นจากอันดับ 10 มาอยู่ที่ 6 ได้สำเร็จ ส่วนอีกคนที่โชคดีไม่แพ้กันก็คือ มาร์คโค มาร์ทินซึ่งรอดพ้นจากการพลิกคว่ำได้อย่างหวุดหวิด หลังจากรถของเขาปีนแบงค์แล้วลื่นไถลจนตกข้างทางถึงแม้ว่าในสเตจสุดท้าย เขาจะโดนผู้ชมจอมเกเรคนหนึ่ง ขว้างก้อนหินใส่กระจกรถเขาจนแตกก็ตามแต่เขาก็จบวันนี้ด้วยตำแหน่งที่ 7 โดยทำเวลาตามหลัง มาร์ทิน ไม่มากนัก ส่วนนักแข่งจากทีม สโกดา ทั้งสองคน คือโทนี การ์เดไมสเตอร์ (TONI GARDEMEISTER) และ เคนเนธ เอริคสัน (KENNETH ERIKSSON) เข้ามาเป็นอันดับ 8 และ 9 ต่อด้วยจูฮา ทีม ฮันเด ในอันดับ 10

เข้าสู่วันสุดท้ายของการแข่งขัน กับอีก 5 สเตจที่ยังรอให้บรรดานักแข่งเข้ามาแย่งชิงตำแหน่งผู้นำกันต่อไฮไลท์ของวันนี้ อยู่ที่การขับเคี่ยวกันระหว่าง มาคิเนน จากทีม ซูบารุ ที่นำหน้า โกรนโฮล์ม ทีม เปอโฌต์อยู่เพียงครึ่งวินาที และอีกหนึ่งคนที่ตามมาติดๆ คือ ริชาร์ด เบิร์นส ซึ่งยังได้ลุ้นตำแหน่งผู้นำด้วยเช่นกัน

มาร์คุส โกรนโฮล์ม (MARCUS GRONHOLM) กลับขึ้นมาเป็นผู้นำในสเตจแรกของวันนี้ และอีก 2สเตจต่อมาเขาก็ยังกำชัยชนะเอาไว้ และในที่สุด จากความผิดพลาดของ มาคิเนน ก็ทำให้ โกรนโฮล์มคว้าแชมพ์ประจำสนาม อาร์เจนตินา ไปครองได้ ส่วน เบิร์นส ที่ไล่หลัง มาคิเนน อยู่ ก็ได้ส้มหล่น คว้าอันดับ 2 ไปครอง

“มันเป็นหนึ่งในอุบัติเหตุที่ร้ายแรงที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอ” มาคิเนน เริ่มอธิบายให้ฟังเกี่ยวกับความผิดพลาดของเขา”ในช่วงที่ถนนเรียบ เราพยายามจะไปให้เร็วที่สุด ตอนนั้นเราวิ่งในเกียร์ 6 ด้วยความเร็ว 180 กม./ชม.บนทางตรงยาวสุดลูกหูลูกตา” หลังจากนั้น รถของ มาคิเนน ก็เสียหลักพลิกคว่ำและหมุนคว้างหลายรอบ”ผมพยายามอย่างมากเพื่อคว้าชัยชนะในสนามนี้ แต่ก็ไม่ได้ดั่งใจอย่างที่เห็นนั่นแหละนอกจากความผิดพลาดของผม มาร์คุส เองก็ทำได้ดีในหลายสเตจอยู่แล้ว” แต่จากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ก็ไม่ได้ทำให้เขาและ KAJ (เนวิเกเตอร์) บาดเจ็บมากนัก “พวกเราได้รับความกระทบกระเทือนนิดหน่อย…แล้วก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย”

โซลเบร์ก นักแข่งอีกคนของทีม ซูบารุ กู้หน้าไว้ได้ด้วยการคว้าอันดับ 4 มาครองน่าเสียดายที่เขาทำพลาดในบางสเตจ จนทำให้เสียเวลาไปมาก ไม่อย่างนั้น คงได้เห็นอันดับที่ดีกว่านี้

ฟอร์ด คือทีมที่ทำได้ดีขึ้น เซนซ์ จบการแข่งขันด้วยการคว้าอันดับ 3 ไปครองส่วนนักแข่งอีกสองคนของทีมก็เก็บคะแนนสะสมกลับบ้านไปเช่นกัน…คอลิน แมคเร ได้อันดับ 5 มาครองส่วนหนึ่งต้องขอบคุณความผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับ มาคิเนน ในขณะที่นักแข่งชาวเอสโตเนียน มาร์คโค มาร์ทินก็ทำได้ดีอย่างต่อเนื่อง และจบการแข่งขันในอันดับ 6

อีกคนที่ประสบความสำเร็จก็คือ การ์เดไมสเตอร์ นักแข่งจากทีม สโกดา เขาเก็บ 1 คะแนนแรกไปได้ในสนามนี้หลังนำรถ อกตาวีอา เข้าสู่เส้นชัยในอันดับ 7 โดยไม่เกิดอุบัติเหตุเลย “ผมไม่อยากเสี่ยงโดยไม่จำเป็น”ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทัศนวิสัยที่ย่ำแย่ของวันนี้ “ช่วง 2-3 สเตจสุดท้ายค่อนข้างยากทีเดียวนอกจากจะเต็มไปด้วยโคลนแล้ว ยังมีหมอกหนา เนื่องจากวิ่งอยู่บนระดับความสูงเหนือน้ำทะเลค่อนข้างมากอย่างไรก็แล้วแต่ การเก็บคะแนนแรกให้กับทีมได้ ก็ทำให้ผมรู้สึกดีมากทีเดียว”

นักแข่งทีมเดียวที่ยังไม่มีคะแนนเก็บเลยก็คือ ฮันเด ถึงการแข่งขันครั้งนี้ คังคูเนน จะได้อันดับ 9 แต่นั่นก็ไม่มากพอที่จะได้คะแนนกลับไป ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวในเลก 1 ของการแข่งขัน ทำให้เสียเวลาไปกว่า 5นาที แต่ก็ต้องปรบมือให้กับความพยายามของเขา “เราพยายามบริหารเวลาให้ดีที่สุดในทุกๆ สเตจเพื่อแย่งตำแหน่งมาจาก เอริคสัน (อันดับ 8 ทีม สโกดา) แต่ก็ยังไล่ไม่ทันอยู่ดี น่าเสียดายที่เราเกิดอุบติเหตุในสเตจ8…มันเป็นความผิดของผมเองและผมก็รู้ดีว่า ทีมน่าจะได้คะแนนกลับไป ถ้าเรื่องนี้ไม่เกิดขึ้น”

คนที่ตามหลัง คังคูเนน มาก็คือ อลิสเตอร์ แมคเร จากทีม มิตซูบิชิ ซึ่งได้อันดับ 10 ไปครองหลังจากจบการแข่งขันด้วยอุบัติเหตุเล็กน้อย “รถของเราเสียหลักในช่วงสเตจ 2 ของวันนี้และต้องเสียเวลาไปประมาณ 15 วินาที เพื่อนำรถกลับมาบนถนนอีกครั้ง”

หลังจบการแข่งขัน ก็มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นอีก เมื่อกรรมการเรียกทีม เปอโฌต์ เข้าไปสอบถามเรื่องข้อมูลทางเทคนิคซึ่งคาดว่าทีมจะปรับแต่งเครื่องยนต์ผิดจากที่กติกากำหนดไว้ หลังจากเวลาผ่านไปกว่า 6 ชั่วโมงกรรมการก็พิจารณาว่า รถของ โกรนโฮล์ม ใช้ฟลายวีลที่มีน้ำหนักเบากว่าปกติ จึงให้ออกจากการแข่งขันทำให้เพื่อนร่วมทีมอีกคน คือ เบิร์นส เลื่อนขึ้นมารับอันดับ 1 แทน

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ตำแหน่งแชมพ์ก็เปลี่ยนมืออีกครั้ง เพราะกรรมการลงความเห็นว่า รถของ เบิร์นส ก็ใช้ฟลายวีลน้ำหนักเบากว่ากติกากำหนดเช่นกัน…ผู้รับอันดับ 1 คนที่สามจึงกลายเป็น การ์โลส เซนซ์ จากทีม ฟอร์ด ไป”มันเป็นวันที่น่าประหลาดใจจริงๆ” เซนซ์ เล่าความในใจให้ฟัง “บางครั้ง ก็มีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นในการแข่งแรลลี ผมเคยผ่านอะไรหลายๆ อย่างในชีวิต บางครั้งก็สูญเสียชัยชนะไปในนาทีสุดท้าย…แต่ครั้งนี้ผมกลับได้มันมาในนาทีสุดท้าย อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่แข่ง ผมจะระลึกเสมอว่า ผมต้องขับให้เต็มที่เท่าที่ความสามารถจะอำนวย และชัยชนะครั้งนี้ ทำให้การแข่งขันอีกสองสนามถัดไปกลายเป็นเรื่องที่สำคัญมากของทีม และเราแน่ใจว่า ฟอร์ด โฟคัส ของเราพร้อมสำหรับการแข่งขันและทุกคนจะพยายามทำให้ดีที่สุด

 

ผลการแข่งขัน WORLD RALLY CHAMPIONSHIP 2002 สนาม 6

อันดับ ผู้ขับ คะแนนสะสม (สนาม 1-5) คะแนน (สนาม 6) คะแนนรวม
ชนะเลิศ มาร์คุส โกรนโฮล์ม 31 0 31
รองอันดับ 1 กิลเลส ปานิซซี 20 0 20
รองอันดับ 2 การ์โลส เซนซ์ 9 10 19
รองอันดับ 3 ริชาร์ด เบิร์นส 19 0 19
รองอันดับ 4 ทอมมี มาคิเนน 14 0 14

 

 

ฟลายวีล (FLYWHEELS) หรือ “ล้อช่วยแรง” ยึดติดอยู่กับเพลาข้อเหวี่ยงด้วยนอท หน้าสัมผัสของมัน
เป็นพื้นที่สำหรับให้ผ้าคลัทช์จับเพื่อถ่ายทอดกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังเกียร์ จนถึงเฟืองท้าย เพลาข้าง
และไปหมุนล้อรถในที่สุด

ด้วยน้ำหนักของฟลายวีล เมื่อหมุนมันไปพร้อมกับเพลาข้อเหวี่ยง มันจะทำหน้าที่สะสมแรงบิดจากเครื่องยนต์
เพื่อฉุดให้ระบบขับเคลื่อนหมุน จนทำให้รถเคลื่อนที่ออกไปได้ โดยไม่ต้องใช้รอบเครื่องสูง

แต่น้ำหนักมหาศาลของฟลายวีล จะฉุดให้เครื่องยนต์ไต่ขึ้นสู่รอบสูงๆ ได้ช้า รถแข่งจึงเลือกใช้ฟลายวีลน้ำหนักเบา
เพื่อให้รอบเครื่องกวาดขึ้นได้รวดเร็ว ผลที่ได้ก็คือ อัตราเร่งที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เอฟไอเอ (FIA: FEDERATION
INTERNATIONALE DE L AUTOMOBILE ) จึงจำกัดน้ำหนักของฟลายวีลเอาไว้
เพื่อให้รถแข่งทุกคันมีสมรรถนะใกล้เคียงกันที่สุด

จะเห็นว่า ในการแข่งขัน นักแข่งทุกคนจะเร่งเครื่องยนต์ค้างไว้ที่รอบสูง
ก่อนปล่อยคลัทช์เพื่อให้รถทะยานออกจากจุดสตาร์ท นอกจากต้องการให้รถถีบตัวออกไปอย่างรวดเร็วแล้ว
อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ฟลายวีลน้ำหนักเบา ไม่สามารถสะสมแรงบิดได้มากพอที่จะฉุดระบบขับเคลื่อนให้หมุนได้นั่นเอง



------------------------------
เรื่องโดย : สุรเชษฐ์ เทียนทอง
ภาพโดย : RALLY-LIVE
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน กรกฏาคม ปี 2545
คอลัมน์ : เจาะสนามแข่งต่างประเทศ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/N81Tx
อัพเดทล่าสุด
21 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
21,900,000
2.
11,530,000
3.
14,900,000
4.
3,699,000
5.
2,930,000
6.
679,000
7.
1,290,000
8.
21,890,000
9.
3,090,000
10.
75,000,000
12.
1,545,000
13.
1,465,000
14.
2,390,000
15.
489,000
16.
1,199,000
18.
2,490,000
19.
479,000
20.
939,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th