บทความ

เที่ยวป่าละอู ดูปากาญอ


ท่ามกลางบรรยากาศที่เย็นสบาย ทิวทัศน์รอบด้านร่มเย็น สบายตาสบายใจดีแท้ ไกลออกไปลิบๆ
เราเห็นยอดเขาตะนาวศรี ถูกปกคลุมด้วยหมอกจางๆ ถนนราดยางอย่างดี ทอดตัวยาวลัดเลาะไปตามสันเขา
บรรยากาศอย่างนี้ชวนให้เพื่อนรุ่นพี่ที่เราเรียกกันติดปากว่า “พี่เขียว” (ในยามอารมณ์ดี และเรียก “ไอ้เขียว”
ในยามที่เราหยอกล้อกันอย่างสนิทสนม) เอ่ยปากชวนให้เปิดกระจกรถ รับอากาศบริสุทธิ์ ซึ่งหาไม่ได้ในเมืองกรุง !

ทริพนี้พี่เขียว เป็นเจ้าของไอเดีย เชิญชวนให้เรามาสัมผัสกับธรรมชาติของป่าละอู ดูกะเหรี่ยงปากาญอ
และแถมพี่เขียว อาร์ท ไดเรคเตอร์ สุดหล่อ ยังตั้งชื่อเรื่องให้อีกว่า “เที่ยวป่าละอู ดูปากาญอ”
เห็นอารมณ์ศิลปินไหมครับ ส่อแววเจิดจรัสลุกวาวๆ เชียวละคุณ

วันแรก
เส้นทางเรียบง่าย รถไม่ช้ำ คนไม่เจ็บ !

การเดินทางไปป่าละอู ไม่ยากเย็นแสนเข็ญอะไรมากมาย จากเมืองกรุง คุณจะเลือกใช้เส้นทางสายใดก็ได้
ระหว่างถนนธนบุรี-ปากท่อ (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 35) หรือถนนปิ่นเกล้า-นครชัยศรี
เอาเป็นว่าขอให้เป็นเส้นทางที่มุ่งหน้าลงใต้ และวิ่งไปหัวหินได้ รับรองไม่มีหลง แต่ถ้าอยากเดินทางแบบสบายๆ
เลี่ยงรถติด เราขอแนะนำให้ใช้เส้นทางธนบุรี-ปากท่อ วิ่งตรงไปสุดถนนสายนี้ จะเป็นแยกวังมะนาว เลี้ยวซ้าย
ใช้ถนนเพชรเกษม (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4) ผ่านเขาย้อย เพชรบุรี พอถึงแยกบายพาสส์ชะอำ
ให้ชิดขวาไปปราณบุรี วิ่งตรงไปเรื่อยๆ เจอสี่แยกบ้านห้วยมงคล เลี้ยวขวาใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3219
ผ่านบ้านหนองพลับ ระยะทางประมาณ 20 กม. เจอสี่แยกตรงไปผ่านหน่วยพิทักษ์ป่า ฯ เขาหุบเต่า บ้านฟ้าประทาน
ระยะทางประมาณ 27 กม. จากนั้นเลี้ยวขวาขับรถตรงไปอีกประมาณ 6 กม. ถึงที่ทำการหน่วย ฯ ที่ กจ. 3 ห้วยป่าเลา
ระยะทางจากกรุงเทพ ฯ-หน่วย ฯ ห้วยป่าเลา เท่าที่เราเซทศูนย์ ตั้งแต่รับรถจากโรงงานไทยรุ่ง ฯ ประมาณ 270 กม.
และจากหน่วย ฯ ห้วยป่าเลาถึงน้ำตกป่าละอู ระยะทางแค่ 4.8 กม. ตลอดเส้นทางเป็นทางเรียบราดยาง
มีบางช่วงขรุขระบ้างตามสภาพทางหลวงของประเทศไทย และมีบางช่วงเป็นเส้นทางลูกรัง แต่รับรองว่ารถไม่ช้ำ
คนไม่เจ็บ ยกเว้นแต่คุณจะไปวิ่งบนทางวิบาก ซึ่งมีให้สัมผัสในละแวกป่าละอู แพรกตะคร้อ บ้านกะหร่าง ฯ

เมื่อถึงที่หมายแล้ว สิ่งแรกที่เราทำคือ การสำรวจสถานที่สำหรับถ่ายปกนิตยสาร 4 WHEELS
ซึ่งเราเลือกลำห้วยป่าเลา เป็นชัยภูมิ และทักทายเพื่อนบ้านที่มาตั้งแคมพ์ ก่อนหน้าเราไม่นานนัก
หลังจากพูดคุยทักทายกันเรียบร้อยแล้ว เราเดินไปขอข้อมูลคร่าวๆ จากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ซึ่งได้พี่สุรศักดิ์ เป็นผู้ให้ข้อมูล
คืนแรกเรากางเทนท์นอนในศาลาใกล้ลำห้วยป่าเลา เนื่องจากเมฆฝนตั้งเค้ามาแต่ไกล
ก๊วนเราลงมติเป็นเอกฉันท์ว่าไม่อยากสู้ฝนในยามดึก

วันที่สอง
สำรวจทาง เดินป่าดูกะเหรี่ยง

รุ่งเช้าของวันที่สอง เราตื่นนอนตั้งแต่ตีห้า พี่เขียว ลุกขึ้นเป็นคนแรก ผมตื่นขึ้นมาเป็นคนที่สอง และ “ชัย”
น้องใหม่ช่างภาพ ตื่นเป็นคนสุดท้าย สาเหตุที่พี่เขียว ตื่นนอนก่อนเป็นคนแรก แกให้เหตุผลได้น่าเตะมาก ! แกบอกว่า
“กูไม่อยากตื่นสาย เพราะกูนอนมาเยอะแล้ว วัยอย่างกูต้องดูโลกให้มากหน่อย” พูดเสร็จแกก็ออกวิ่งไปตามทาง
ซึ่งเป็นภาพที่ชินตา ยามที่เราออกป่าเข้าดงกันเป็นประจำ ตื่นเช้าจะเห็นแกออกกำลังกายอย่างนี้เป็นประจำ
(ยกเว้นที่บ้าน ออกกำลังกายเฉพาะตอนเย็น และเล่นเฉพาะยกน้ำหนัก ซดเหล้าเข้าปาก !)

หลังภารกิจเช้าผ่านไป เราตั้งท่าเตรียมถ่ายปก โดยครั้งนี้เราได้รถ ทีอาร์ นิสสัน เอกซ์ไซเตอร์ 4WD มาขึ้นปก
ฉบับครบรอบ 11 ปี และถือโอกาสทำเรื่องท่องเที่ยวติดไม้ติดมือมาด้วยเลย
ครึ่งวันเช้าเราจัดการถ่ายปกกลางลำห้วยป่าเลา ครึ่งวันบ่ายเราเตรียมตัวลุยแหล่งท่องเที่ยวในละแวกนั้น
ซึ่งเราตั้งโพรแกรมไว้ว่า จะไปเดินป่าแถวปากาญอ บ้านกะหร่าง และถ้าฟ้าฝนเป็นใจ เย็นๆ จะไปดูช้างป่า
ที่บ้านป่าเด็ง เราออกเดินทางจากหน่วย ฯ ย้อนกลับมาทางบ้านฟ้าประทาน ผ่านหน่วยดับไฟป่า
มาเติมน้ำมันที่ปั๊มบางจาก ตรงซุ้มประตูทางเข้าป่าละอู วิ่งย้อนมาเซทศูนย์ตรงแยกบ้านป่าเด็ง เลี้ยวขวา
วิ่งไปตามทาง ผ่านร้านอาหารอรอนงค์ วิ่งไปเรื่อยๆ จนระยะ 7.6 กม. เลี้ยวซ้ายไปวัดห้วยสัตว์ใหญ่ เลี้ยวขวาที่ระยะ
8.8 กม. จนถึงระยะ 9.0 กม. เจอแยกตัววายให้ชิดซ้ายวิ่งไปทางซ้าย ไปข้ามสะพานแม่น้ำปราณบุรี ที่ระยะ 9.4 กม.
ตรงไปตามทางลูกรัง ผ่านไร่เฉลิมธรจนถึงระยะ 13.9 กม. ถึงลำห้วยแรก ที่จะข้ามไปหมู่บ้านปากาญอ
คุณสามารถจอดรถฝากไว้ที่ร้านค้าก่อนข้ามห้วย หรือจะไปฝากที่หน่วยพิทักษ์ป่า ฯ ก็ได้ จากนั้นก็เตรียมเสบียง
น้ำดื่ม หรือขนมสำหรับแจกเด็กๆ เอาไปพอประมาณ

ระยะเวลาที่เดินเท้าเข้าสู่หมู่บ้านกะเหรี่ยงปากาญอ นั้นใช้เวลาเดินประมาณ 15-20 นาที เดินสบายๆ ไม่ต้องรีบร้อน
เดินชมวิวสองข้างทางไปเรื่อยๆ ผ่านสุสานที่ฝังศพชาวกะเหรี่ยง จะมีต้นไทรขนาดยักษ์ผูกผ้าสารพัดสีเป็นสัญลักษณ์
ก่อนเข้าหมู่บ้านระหว่างทาง เราต้องข้ามห้วย 2-3 ห้วย ห้วยสุดท้ายน้ำจะลึกหน่อย ต้องระมัดระวังให้ดี
พอถึงปากาญอ คุณจะได้พบกับบรรยากาศเย็นสบาย เพราะตัวหมู่บ้านอยู่บนเนิน
รายล้อมด้วยขุนเขาเสมือนอยู่ในแอ่งกระทะ มีต้นน้ำลำห้วยสัตว์ใหญ่ ไหลผ่านให้ความชุ่มชื้นตลอดทั้งปี ณ
ที่แห่งนี้เราได้พบกับผู้นำชุมชน “พี่เดช” สุวิเดช กันทอง เล่าให้ฟังว่า “ปากาญอ เป็นภาษากะหร่าง
เป็นชื่อเรียกกะเหรี่ยงเผ่าหนึ่ง พื้นที่ๆ ตั้งหมู่บ้านแห่งนี้อยู่ในเขตพื้นที่ป่าไม้ เท่าที่สำรวจพบ
ขณะนี้มีประชากรประมาณ 280 คน 45 หลังคาเรือน คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นญาติพี่น้องกัน
นับถือศาสนาคริสต์ ทุกเช้าวันอาทิตย์ จะมารวมตัวสวดมนต์ที่โบสถ์ ไม้ไผ่หลังนี้ อาชีพส่วนใหญ่ รับจ้างทำไร่
และหาของป่า”

หมู่บ้านปากาญอ แห่งนี้ มักจะมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาเยือนอย่างไม่ขาดสาย นอกจากพวกเราชาวโฟร์วีลส์ แล้ว
บางครั้งยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่บริษัททัวร์ในหัวหิน พามาเที่ยว กิจกรรมหนึ่งของที่นี่ เมื่อมีนักท่องเที่ยวมาเยือน
จะมีเด็กๆ กะเหรี่ยงมาร้องรำทำเพลงเป็นภาษาอังกฤษผสมกะหร่างให้ฟัง
ส่วนใหญ่เป็นบทเพลงที่ใช้ในการสวดอ้อนวอนพระเจ้า

หลังจากที่เราลงนามในสมุดเยี่ยมชม และฟังเด็กๆ ร้องเพลงแล้ว เราก็แจกขนมให้เด็กๆ
จากนั้นก็ออกเดินทางกลับข้ามห้วยมาพักที่หน่วยรักษาป่า ฯ พอกลับมาที่ตั้งแคมพ์ ห้วยป่าเลา พี่สุรศักดิ์
บอกว่าถ้าอากาศดีๆ จะพาไปดูช้างป่า แถวบ้านป่าเด็ง แต่น่าเสียดายที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ
ดันทะลึ่งตกลงมาตลอดเย็นนั้น จนเกือบเที่ยงคืนเลยทำให้อดของดีไปโดยปริยาย แต่ก็ไม่ถือว่าโชคร้ายมากนัก
เพราะระหว่างที่เรารอเวลาไปดูช้างป่า เราได้พบกับนกกาฮัง หนึ่งในตระกูลนกเหงือก เจ้าถิ่นซึ่งเป็นนกรับแขก
บินมาเกาะกิ่งไม้ใกล้แคมพ์ของเรา

ตอนแรกก็ตกใจนึกว่าบินมาเพราะได้กลิ่นอาหาร แต่พอสอบถามจากเจ้าหน้าที่ พบว่ามันบินมาเกาะตรงนี้ประจำ
บางครั้งก็ลงมาเล่นฟุตบอลกับนักท่องเที่ยว เย็นนั้นถือว่าพิเศษจริงๆ ช่างภาพของเราเลยถือโอกาสลั่นชัทเตอร์
ถ่ายรูปนกกาฮังแบบตัวต่อตัว ใกล้แค่ปลายปีกเอาไว้เพียบ เจ้านกตัวนี้มีชื่อเล่นที่พี่สุรศักดิ์ แกตั้งให้อย่างเก๋ไก๋ว่า
“สามร้อย” มีที่มาที่ไปที่ไม่ธรรมดา เพราะกำนันในละแวกนั้นไปพบลูกนกตัวนี้ในตลาด ที่กะเหรี่ยงนำมาขาย
หลังจากที่ฆ่าพ่อของมันแล้ว ตามไปฆ่าแม่ในโพรงบนยอดไม้ด้วย เห็นลูกนกตัวยังเล็กเลยนำมาขาย
กำนันคนนั้นขอซื้อในราคาสามร้อยบาท และนำมาเลี้ยงไว้ในเขตอุทยาน ฯ แรกๆ
บินไม่ได้ต้องใช้เวลาฟูมฟักรักษาตัวหลายเดือน ให้กินอาหารสุนัข ที่มีโปรตีน และแคลเซียมสูง
เพื่อให้มันสามารถบินได้ และทำไปทำมาเลยกลายเป็นว่า
มันติดคนและอยู่เป็นเพื่อนเล่นกับลูกชายคนโปรดของพี่สุรศักดิ์ ที่บ้านพักริมห้วยมาตลอด
เพิ่งมาแยกกันไม่นานนี้เอง ก็แปลกดีสำหรับเจ้าสามร้อย นกรับแขกที่กลายเป็นมนต์เสน่ห์น่ารักๆ ของป่าละอู

ค่ำคืนนั้นหลังอาหารเย็น เรานั่งคุยกันตามประสาสามหนุ่มโสด (ชั่วคราว)
ก่อนที่จะแยกย้ายเข้านอนในเวลาใกล้เที่ยงคืน อากาศเริ่มเย็นลง มันช่างยั่วยวนให้ลงไปนอนกลิ้งบนถุงนอน
และแอบคิดถึงใครบางคนที่อยู่ห่างออกไป…

วันสุดท้าย
ชมน้ำตกป่าละอู

ภารกิจวันสุดท้าย ก่อนเดินทางกลับเข้ากรุง เราถ่ายปกอีกหนึ่งชอท
ก่อนที่จะเก็บข้าวของหนีกองถ่ายโฆษณาของชาวเกาหลี ที่ดันมาปลุกตั้งแต่ก่อนหกโมงเช้า เราแยกเป็นสองทีม
พี่เขียว และช่างภาพไปถ่ายปก ส่วนผมเดินไปคุยกับสาวๆ ในศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม
และก็ได้มาเพียบ พร้อมกับได้เส้นทางการท่องเที่ยวในละแวกนี้อีกหลายแห่ง
แต่ที่น่าสนใจสำหรับพวกเราชาวโฟร์วีลส์ เห็นทีจะหนีไม่พ้นเรื่องของเส้นทางวิบาก ซึ่งในป่าละอู
มีเส้นทางแพรกตะคร้อ น่าสนใจสุด ยิ่งหน้าฝนเส้นทางสายนี้จะกลายสภาพมาเป็นสังเวียนล้อของรถ 4×4
ชนิดที่ว่าถ้าอุปกรณ์ไม่ครบ ไม่ต้องคิดมาซ่าแถวนี้ ลำพังแค่หน้าแล้ง ระยะทางเพียง 16 กม.
จากแยกหน่วยพิทักษ์ป่าแพรกตะคร้อ ก็ถือว่ามันสุดๆ แล้วละครับ แต่ถ้าคุณสมัครใจที่จะเป็นนักท่องเที่ยวแบบปกติ
ใช้รถเก๋ง หรือพิคอัพธรรมดา ขอแนะนำให้ขับรถเล่นรอบๆ อ่างเก็บน้ำห้วยป่าเลา จุดดูนกที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง
หรือไม่ก็ไปชมความงดงามของน้ำตกป่าละอู ชั้นที่ได้รับความนิยมมากหน่อย คือชั้นที่ 4
ที่มีความสวยงามไม่แพ้ที่อื่นๆ หรือจะขึ้นไปให้สุดน้ำตกที่ชั้น 15 คุณก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้พิชิต
เพราะบนโน่นเป็นต้นน้ำห้วยป่าเลา ที่งดงามเกินคำบรรยาย

แต่ถ้าอยากพิสูจน์ความสามารถของตนเอง ยังมีเส้นทางน่าเที่ยวให้เลือกสัมผัสอีกสองเส้นทาง คือเส้นทางเดินป่า
ไปชมความงามของน้ำตกทองปาน ที่มีความสูง 22 ชั้น
หรือจะให้เบาลงมาหน่อยก็เลือกเส้นทางเดินป่าไปน้ำตกชลนาฏ เป็นน้ำตกที่มีผาน้ำตกสูงที่สุด ประมาณ 150-200
ม. มีความสูงแค่ 4 ชั้น แต่ใช้เวลาในการเดินเท้าประมาณ 6 ชม. ฉะนั้นทริพนี้คุณต้องมีเวลาเดินทางไป/กลับ 3 วัน
ขอย้ำว่าเดินป่าจริงๆ และต้องตั้งแคมพ์ กลางป่าหนึ่งวันใครสนใจทริพสุดเร้าใจทั้งสองทริพ
สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เพราะที่นี่จะมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญนำทาง
พาคุณไปชมความงามที่ยังบริสุทธิ์ของน้ำตกทั้งสองแห่ง

สำหรับโพรแกรมนี้ถือเป็นทริพสุดสัปดาห์ทำตัวสบายๆ
คุณสามารถพาครอบครัวไปท่องยุทธ์ได้แบบไม่ลำบากมากนัก ถ้าสนใจเรายินดีให้คำปรึกษา
หรือจะโทรมาสอบถามเส้นทางก่อนก็ได้
น้ำตกป่าละอู
น้ำตกแห่งความเปลี่ยนแปลง

น้ำตกป่าละอู ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ในท้องที่ ต. ห้วยสัตว์ใหญ่ อ. หัวหิน
จ. ประจวบคีรีขันธ์ เป็นพื้นที่รอยต่อระหว่างเพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์
ป่าละอูอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ไปทางทิศใต้ประมาณ 80 กม. ส่วนที่มาของชื่อ “ป่าละอู”
เป็นคำในภาษากะเหรี่ยง แปลว่า ป่าเลา เนื่องจากมีต้นเลา ต้นไผ่ ต้นแขม หรือต้นพง
พืชในตระกูลหญ้าชนิดหนึ่งขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบริเวณเหนืออ่างเก็บน้ำห้วยป่าเลา

ป่าละอู เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ พักผ่อนหย่อนใจ
การศึกษาหาความรู้ทั้งในเรื่องระบบนิเวศวิทยาและสัตว์ป่า ที่ยังพบเจอในป่าละอู เป็นจำนวนมาก น้ำตกป่าละอู
มีความสูง 15 ชั้น ในแต่ละปีชั้นของน้ำตกแห่งนี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงตลอด
เนื่องจากถูกน้ำป่าพัดพังทลายเป็นประจำ

สภาพพื้นที่โดยทั่วไป เป็นป่าดิบชื้น ป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง และป่าเบญจพรรณ ที่สมบูรณ์ มีพันธุ์ไม้หายาก เช่น
ตะเคียนทอง มะค่าโมง กฤษณา และพืชสมุนไพรอีกหลายชนิด นอกจากนี้ยังพบบอนกระดาษ ซึ่งเป็นพืชหายาก
แต่พบในป่าละอูแห่งนี้

ส่วนสัตว์ป่าที่พบอาศัยในผืนป่าแห่งนี้ อาทิ ช้างป่า กระทิง ค่างขาว ค่างดำ ค่างแว่นถิ่นใต้ เก้งธรรมดา หมี เสือดำ
เสือดาว สมเสร็จ เก้งหม้อ และเสียงผา สัตว์ปีกจะพบนกนานาชนิด ผีเสื้อหลากหลายสายพันธุ์
ในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม

ขอขอบคุณ
– คุณน้ำผึ้ง พรรณประพร นักวิชาการ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
– คุณจริญญา ช่อเกตุ และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ท่านอื่นๆ
ที่ให้ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว เส้นทาง ที่พักแรม และน้ำใจไมตรีที่งดงาม
– บริษัท ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ จำกัด (มหาชน)
เอื้อเฟื้อรถ ทีอาร์ นิสสัน เอกซ์ไซเตอร์ 4WD เป็นพาหนะในการเดินทาง

 



------------------------------
เรื่องโดย : ลิขิต น้าประเสริฐ
ภาพโดย : พรชัย บัวทอง
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2545
คอลัมน์ : ชีวิตอิสระ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/1hdlT

Follow autoinfo.co.th