บทความ

มาเลเซีย


ความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยี นำความสะดวกสบายมาสู่ชีวิตเมือง ซึ่งบางทีต้องยอมแลกกับการสูญ
เสียธรรมชาติบางส่วนไป ถามว่า จะคุ้มค่าหรือไม่ ? คำตอบคงต้องอยู่ที่ประชาชนในเมืองนั้นๆ ว่าสิ่งที่
คนส่วนใหญ่ต้องการคืออะไร ? ตึกสูงที่ทันสมัย หรือต้นไม้ใหญ่กับสีเขียวของใบหญ้า

“มาเลเซีย” ดินแดนที่ผสมผสานความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยี เข้ากับธรรมชาติได้อย่างลงตัว แม้
ว่าจะมีตึกสูงที่ทันสมัยหลายแห่ง แต่ยังคงมีสีเขียวของธรรมชาติให้เห็นอยู่ทั่วทั้งเมือง ชี้ให้เห็นว่า คนที่นี่
ยังให้ความสำคัญกับสิ่งนี้อยู่มาก เมื่อมองไปรอบๆ เราจะพบว่า หลังตึกสูงสง่า ยังมีทิวเขาที่สวยงามอยู่
เบื้องหลัง คอยย้ำให้เรารู้ว่า ที่นี่ยังคงต้องการให้สิ่งเหล่านี้ อยู่ร่วมกันได้ โดยไม่ทำร้ายหรือก้าวก่าย
ซึ่งกันและกัน

การเดินทางไปท่องเที่ยว มาเลเซีย ในครั้งนี้ เป็นการเดินทางไปกับ “อีซูซุ เอสยูวี คาราวาน” ซึ่ง
บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เป็นผู้จัดขึ้น ออกเดินทางจากกรุงเทพ ฯ ไปยังหาดใหญ่ โดยเครื่องบิน
เพื่อไปรับรถที่โชว์รูมอีซูซุหาดใหญ่ ก่อนเคลื่อนขบวนไปยังชายแดนไทย-มาเลเซีย ที่ อ. สะเดา

หลังจากทำพิธีการผ่านแดนแล้ว เราก็เริ่มเดินทางต่อไปยัง ทาซิค เปดู (TASIK PEDU) เพื่อเข้าพักที่
มูเทียรา เปดู เลค รีสอร์ท (MUTIARA PEDU LAKE RESORT) รีสอร์ทแบบวิลลาริมทะเลสาบ ที่มี
ทัศนียภาพสวยงาม

เส้นทางไปยัง ทาซิค เปดู เป็นทางคดเคี้ยวขึ้นไปบนเขา กว่าจะไปถึงที่พัก ก็เล่นเอาเมารถไปตามๆ
กัน ยังดีที่ถนนหนทางของ มาเลเซีย ส่วนใหญ่เป็นถนนสภาพดี อย่างถนนที่ขึ้นไปยัง ทาซิค เปดู ก็เป็น
ถนนราดยางตลอด สองข้างทางก็มีต้นไม้ใบหญ้าให้ชื่นชมไม่ขาดสาย แต่น่าเสียดาย ที่อากาศในวันที่เรา
ไป ค่อนข้างร้อน ทำให้เสียบรรยากาศไปเล็กน้อย

มูเทียรา เปดู เลค รีสอร์ท อยู่บนเกาะเล็กๆ ถ้าไปในช่วงที่มีน้ำน้อย ก็สามารถขับรถไปยังเกาะได้เลย
แต่ในวันที่เราไป มีน้ำขึ้นสูง เลยต้องนั่งเรือไปแทน บรรยากาศที่นี่เป็นธรรมชาติดีทีเดียว บ้านพักทุกหลัง
สามารถมองเห็นทะเลสาบและเทือกเขาได้ ถ้าต้องการไปพักผ่อนแบบเงียบๆ ละก็ ขอแนะนำที่นี่เป็น
แห่งแรกที่น่าสนใจ

เช้าวันใหม่ หลังจากทานอาหารเช้ากันเรียบร้อยแล้ว ก็ออกเดินทางต่อ เพื่อไปยัง คาเมรอน ไฮแลนด์ส
(CAMERON HIGHLANDS) ซึ่งตั้งอยู่ใน รัฐปาหัง (PAHANG) ห่างจาก ทาซิค เปดู ประมาณ 425 กม.
โดยต้องเดินทางลงจาก ทาซิค เปดู เพื่อไปยัง กูรัน (GURUN) ระยะทาง 100 กม. แล้วขึ้นทางด่วน
จาก กูรัน ไปยัง อิโปห์ (IPOH) อีก 200 กม. หลังจากลงทางด่วนก็มุ่งหน้าไป ตาฟา (TAPHA)
ตามทางหลวงหมายเลข 1 ระยะทาง 60 กม. ก่อนเริ่มลัดเลาะขึ้นเขาไปยังที่พัก อีก 65 กม.

ทางด่วนของ มาเลเซีย คล้ายๆ กับมอเตอร์เวย์ ในบ้านเรา จะต่างกันที่ทางด่วนของ มาเลเซีย ค่อน
ข้างเข้มงวดเรื่องใช้ความเร็ว ที่นี่จะให้วิ่งได้ไม่เกิน 110 กม./ชม. และในบางช่วงจำกัดไว้แค่ 80
กม./ชม. โดยมีเครื่องตรวจจับความเร็วตั้งอยู่เป็นระยะ น่าแปลกที่เขาจะตั้งไว้ให้สังเกตเห็นได้ชัดเจน
ไม่ได้ซ่อนไว้เหมือนบ้านเรา ลองสอบถามได้ความว่า เขาต้องการที่จะ “ปราม” มากกว่าจ้องจะ “จับ”
แต่คิดว่าไม่ค่อยได้ผลสักเท่าไหร่ เพราะหลายคันยังขับเร็ว พอใกล้ถึงจุดตรวจจับความเร็ว ก็ลดความ
เร็วลงให้อยู่ในความเร็วที่กำหนด พอผ่านไปแล้ว ก็ยังขับเร็วเหมือนเดิม

เส้นทางจาก ตาฟา ขึ้นไปยัง คาเมรอน ไฮแลนด์ส เป็นทางราดยาง คดเคี้ยวไปตามเขา ตลอดสอง
ข้างทางเป็นป่าไม้อุดมสมบูรณ์ มีรถขึ้น/ลงที่นี่ตลอดเวลา เนื่องจากมีเมือง ริงเลท (RINGLET) ซึ่งผู้คน
ในเมืองนี้ ทำอาชีพปลูกผักเป็นส่วนใหญ่ และผักที่คนมาเลย์ บริโภคเกือบทั้งหมด ก็มาจาก ริงเลท นี่เอง
นอกจากนี้ ผักบางส่วนยังส่งออกไปยัง สิงคโปร์ อีกด้วย

คาเมรอน ไฮแลนด์ส อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,829 ม. อากาศหนาวเย็นในระดับอุณหภูมิ 10-21
เซลเซียส มีรีสอร์ทให้เลือกพักหลายแห่ง ผู้คนที่นี่ส่วนใหญ่จะปลูกชา ผักและผลไม้ รวมทั้งสตรอเบอร์รี
เนื่องจากมีสภาพภูมิอากาศหนาวเย็นเกือบทั้งปี

เราพักกันที่ สตรอเบอร์รี พาร์ค รีสอร์ท (STRAWBERRY PARK RESORT) ซึ่งเป็นรีสอร์ทขนาดไม่ใหญ่
นัก จุดเด่นของที่นี่อยู่ที่ห้องอาหารของรีสอร์ท ชื่อ จิม ทอมพ์สัน เทอร์เรศ (JIM THOMPSON
TERRACE) ซึ่งสามารถมองเห็นบ้านพักของ จิม ธอมพ์สัน ราชาไหมไทยได้ พวกเราสงสัยว่า เมื่อกว่า
30 ปีก่อน เขาขึ้นมาสร้างบ้านบนนี้ได้อย่างไร เพราะปัจจุบันที่มีถนนอย่างดี ยังต้องใช้เวลาเดินทาง
หลายชม. กว่าจะขึ้นมาถึง และที่สำคัญสมัยนั้น ยังไม่มี อีซูซุ โรเดโอ 4WD ซะด้วย ยิ่งทำให้เราสงสัย
ไปกันใหญ่ ว่าเขาจะบุกป่าฝ่าดงขึ้นมาได้อย่างไร ?

วันรุ่งขึ้น เราออกเดินทางจากบ้านพัก โดยแวะเที่ยวบน คาเมรอน ไฮแลนด์ส ชื่นชมความงามของ
ดอกไม้นานาชนิดกันที่ แคคทัส วัลเลย์ (CACTUS VALLEY) ซึ่งเป็นสวนดอกไม้ขนาดใหญ่ นอกจาก
ดอกไม้แล้ว ที่นี่ยังปลูก สตรอเบอร์รี มะเขือเทศ และกระบองเพชร อีกด้วย ดอกไม้ที่เก็บจากที่นี่
บางชนิด แล้วส่งไปขายยังหาดใหญ่ โดยจะมีรถมารับดอกไม้ไปเกือบทุกวันทีเดียว

หลังจากชมความงามของดอกไม้กันเต็มอิ่มแล้ว เราก็เริ่มออกเดินทางลงจาก คาเมรอน กลับไปยัง
ตาฟา เพื่อขึ้นทางด่วนอีกครั้ง ครั้งนี้ต้องเดินทางอีก 200 กม. เพื่อไป รัฐปีนัง (PENANG) หรือที่ถูก
ขนานนามว่า “ไข่มุกแห่งตะวันออก” มีเมืองหลวงชื่อ จอร์จทาวน์ (GEORGE TOWN) ซึ่งเป็นที่ตั้งของ
คณะบริหาร และเป็นจุดศูนย์กลางของการพาณิชย์ สถานที่ที่เชิดหน้าชูตาของ ปีนัง ก็คือ หาดทรายที่
สวยงาม เหมาะสำหรับเล่นกีฬาทางน้ำ และยังมีรีสอร์ทระดับนานาชาติจำนวนมากไว้คอยอำนวยความ
สะดวกสบายเพื่อการพักผ่อนอีกด้วย

กว่าเราจะมาถึงที่พัก ก็ใกล้ค่ำแล้ว หลังจากพักผ่อนทานอาหารกันเสร็จ ก็เริ่มออกเดินทางชมเมืองกันต่อ
แต่ครั้งนี้ไม่ได้ขับรถไป เพราะเรามีรถสามล้อ หรือที่ชาวมาเลย์เรียกว่า เบกา (BECA) มาจอดรอ
รถสามล้อของที่นี่ จะมีที่นั่งสำหรับผู้โดยสาร อยู่ทางด้านหน้า ส่วนคนปั่นจะอยู่ทางด้านหลัง ต่างจากบ้าน
เรา ที่มีที่นั่งอยู่ด้านหลัง แต่คนปั่นอยู่ด้านหน้า

คนขี่รถสามล้อที่ ปีนัง จะต้องมีใบขับขี่ทุกคน น่าเสียดายที่ปัจจุบัน รถสามล้อพวกนี้ ไม่วิ่งรับจ้างทั่วไปแล้ว
ส่วนใหญ่จะมีโรงแรมต่างๆ จ้างไปรับนักท่องเที่ยวเพื่อเที่ยวชมเมืองเท่านั้น

สภาพบ้านเมืองของ ปีนัง ยังมีตึกเก่าแบบยุโรปอยู่ค่อนข้างเยอะ ส่วนย่าน ไชนาทาวน์ ก็จะเป็นห้องแถว
ไม้แบบเก่าๆ ที่ ไชนาทาวน์ นี้ ค่อนข้างพลุกพล่าน มีสวนอาหารหลายแห่ง ส่วนใหญ่จะขายพวกอาหาร
ทะเล หรือไม่ก็เป็นอาหารจานด่วน การจราจรในย่านนี้ก็ค่อนข้างจอแจ อาจเป็นเพราะถนนแคบ แถมมีสี่
แยกมาก ทำให้ติดไฟแดงกันเกือบทุกแยกเลย คนขี่จักรยานยนต์ที่นี่ ก็มีนิสัยการขับขี่คล้ายๆ บ้านเราเช่น
กัน คือจะซอกแซกไปเรื่อยๆ แย่หน่อยตรงที่ ปีนัง ถนนแคบ ลำพังแค่ให้รถวิ่งสวนทางกัน ก็แทบจะไม่มีที่
เหลือแล้ว เหล่านักบิดที่นี่จึงต้องใช้ความสามารถในการซอกแซกสูงกว่านักบิดบ้านเราพอสมควร

กฎหมายการจราจรของ มาเลเซีย ก็คล้ายกับของไทย คือ ถ้าขับรถยนต์ ผู้ขับและผู้โดยสารตอนหน้าจะ
ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย และกฎหมายยังบังคับให้รถยนต์ทุกคันมีไฟเบรคดวงที่สามด้วย ดังนั้น รถทุกคันใน
คาราวานของเราจึงต้องติดไฟเบรคดวงที่สามนี้ด้วยเช่นกัน

ส่วนกฎหมายสำหรับจักรยานยนต์ ผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้ายจะต้องสวมหมวกกันนอคแบบครึ่งใบ (HALF FACE)
เท่านั้น ห้ามไม่ให้สวมแบบเต็มใบ และถ้ามีกระจกบังลม ก็จะต้องเป็นแบบใสเท่านั้น

เช้าวันสุดท้าย เราออกไปทัวร์ ปีนัง กันต่อ โดยมีรถโคชมารับถึงที่พัก แล้วพาเราไปยัง ปีนัง ฮิลล์
(PENANG HILL) หรือที่ชาวมาเลย์เรียกว่า บูคิท เบนเดรา (BUKIT BENDERA) ที่นี่เป็นจุดสูงสุดของ
ปีนัง มีความสูง 820 ม. จากระดับน้ำทะเล

การขึ้นไปบนยอดของ ปีนัง ฮิลล์ นั้น จะต้องขึ้นไปโดยรถราง ใช้เวลาประมาณ 30 นาที การตีตั๋วก็มีทั้ง
แบบไป-กลับ และแบบไป (หรือกลับ) เท่านั้น ที่ต้องมีแบบไปอย่างเดียว (ONE WAY TICKET) เพราะ
ว่าบน ปีนัง ฮิลล์ นี้มีชาวบ้านอาศัยอยู่ด้วย ถ้าเขาซื้อตั๋วไป/กลับ จะใช้ขึ้น/ลงได้ในวันเดียวกันเท่านั้น

บน ปีนัง ฮิลล์ นี้เราสามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้ทั่วเกาะปีนัง รวมทั้งสะพานปีนัง (PENANG BRIDGE)
ด้วย สะพานนี้มีความยาว 15 กม. เปิดใช้ครั้งแรก เมื่อวันที่ 13 กันยายน 1985 โดย มหาเธ มูฮัม
หมัด และรถคันแรกที่วิ่งบนสะพานนี้ ก็คือ โปรตอน (PROTON) ซึ่งเป็นรถที่ผลิตขึ้นใน มาเลเซีย โดยใช้
แพลทฟอร์มของ มิตซูบิชิ นั่นเอง จึงไม่น่าแปลกใจ ที่รถส่วนใหญ่ ที่วิ่งอยู่ใน มาเลเซีย ก็คือเจ้าโปรตอน
นี่เอง

ลงจาก ปีนัง ฮิลล์ เราก็เดินทางต่อไปยังวัดเขาเต่า หรือชื่อภาษาจีนว่า เก็ก ล๊ก ซี่ เป็นวัดจีนที่ตั้งอยู่
บนเขา มีเจดีย์ที่เป็นศิลปะแบบผสม คือ ฐานของเจดีย์เป็นแบบจีน ช่วงกลางเป็นแบบไทย และยอดเจดีย์
เป็นแบบพม่า มีความสูงรวม 7 เมตร ที่ได้ชื่อว่า วัดเขาเต่า เพราะว่า ที่นี่เลี้ยงเต่าไว้จำนวนมาก คน
ที่มาที่นี่ ส่วนใหญ่ก็จะแวะมาให้อาหารเต่าพวกนี้ ด้วยการซื้อผักบุ้ง ซึ่งมีขายอยู่ใกล้ๆ บ่อเลี้ยงเต่า
ในราคากำละ 10 บาท ถือว่าเป็นการทำบุญ

ทางเดินขึ้นไปยังวัด มีร้านขายของที่ระลึกอยู่ตลอดทาง สินค้าส่วนใหญ่ เป็นสินค้าที่มาจากหาดใหญ่
ไม่ว่าจะเป็น เสื้อ กระเป๋า หรือของกระจุกกระจิกต่างๆ แต่ละอย่างก็มีราคาค่อนข้างแพง ไกด์ที่พาเรา
ไป บอกกับเราว่า จะต้องต่อรองราคาเยอะๆ เขาบอกราคามาเท่าไหร่ ให้ขอลดราคาลงไปครึ่งหนึ่ง
เลย แต่อย่างไรผมว่าก็ยังแพงอยู่ดี แถมซื้อไปแล้ว ยังไม่แน่ใจว่า จะกลับไปเจอของแบบเดียวกับที่เรา
ซื้อไป ที่หาดใหญ่หรือเปล่า !?!

กลับจากวัดเขาเต่า เราก็มาเก็บสัมภาระยังที่พัก เพื่อเดินทางกลับหาดใหญ่ โดยใช้ EXPRESS WAY
เหมือนเดิม ระยะทางจาก ปีนัง ไปหาดใหญ่ ประมาณ 140 กม. ใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงครึ่ง
ก่อนผ่านด่านชายแดน มาเลเซีย-ไทย ก็แวะซื้อของฝากกันที่ DUTY FREE MALAYSIA แต่ละคนก็ได้ของ
ฝากติดไม้ติดมือไปพอสมควร เรากลับมาถึงหาดใหญ่ในช่วงเกือบค่ำแล้ว พอคืนรถเรียบร้อย ก็ไปทาน
อาหารกัน ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพ ฯ ต่อไป

น่ายินดีแทนชาวมาเลย์ ที่ประเทศของเขายังใส่ใจกับการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างจริงจัง ถึงแม้จะมีความ
เจริญเข้าไปสู่เมืองมากขึ้นก็ตาม ต่างจากบางประเทศ ที่พยายามยัดเยียดความเจริญให้แก่ประชาชน
โดยยอมทิ้งสิ่งมีค่าไปอย่างไม่ไยดี คิดแล้วน่าเสียใจแทนคนในประเทศนั้นจริงๆ
1. สังเกตป้ายสีฟ้าเล็กๆ ข้างคำว่า TUNAI นั่นคือช่องสำหรับผู้ใช้บัตร TOUCH’N GO จ่ายค่าทางพิเศษ
2. บนทางด่วนจำกัดความเร็วไว้ที่ 110 กม./ชม.
3. ที่พักของพวกเราในวันแรก คือที่ มูเทียรา เปดู เลค รีสอร์ท บรรยากาศเงียบสงบดีทีเดียว
4. สัมผัสกับธรรมชาติของต้นไม้ใบหญ้าได้ตลอดเส้นทาง
5. เส้นทางขึ้นไปยัง คาเมรอน ไฮแลนด์ส ค่อนข้างคดเคี้ยว เพราะต้องลัดเลาะไปบนเขาสูง
6. สตรอเบอร์รี พาร์ค รีสอร์ท บนคาเมรอน ไฮแลนด์ส รีสอร์ทนี้ไม่มีแอร์คอนดิชัน เพราะบนนี้
อากาศเย็นเกือบตลอดทั้งปี
7. ต้นกระบองเพชรสีสันสดใส ที่สวนดอกไม้ แคคทัส วัลเลย์
8. ระหว่างเดินทางข้ามทะเล บนสะพานปีนัง
9. ไกด์บอกเราว่า จริงๆแล้ว สามารถเปลี่ยนรถรางให้เป็นแบบทันสมัยขึ้นได้ แต่ประชาชนส่วนใหญ่
ต้องการอนุรักษ์ของเดิมเอาไว้
10. ความสวยงามของวัดเขาเต่า
11. อีซูซุ โรเดโอ ที่จำหน่ายใน มาเลเซีย หน้าตาต่างจากของบ้านเราเล็กน้อย แต่ให้ออพชันมาเพียบ
12. ขอขอบคุณ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ที่พาเราไปชมความงามของ มาเลเซีย OPT 1.50



------------------------------
เรื่องโดย : สุรเชษฐ์ เทียนทอง
ภาพโดย : -
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน มกราคม ปี 2545
คอลัมน์ : ชีวิตอิสระ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/wpg75

Follow autoinfo.co.th