บทความ

มิตร ชัยบัญชา


ระหว่างผมเขียนหนังสือกับหนังสือพิมพ์ “เสียงอ่างทอง” ในทศวรรษ 2500-2510 เป็นห้วงเวลาที่ มิตร ชัยบัญชา เป็นพระเอกหนังไทยที่ร้อนแรงที่สุด

โดยปกติแล้ว ผมมีโอกาสรู้จักมักคุ้นกับคนในวงการบันเทิงอย่างมากมายเพราะปฏิบัติการของผมอยู่ที่หน้าหนังสือพิมพ์รายวัน แม้จะเป็นพื้นที่เพียงคอลัมน์หนึ่งแต่ก็มีผู้อ่านมากทำให้ผมค่อนข้างเป็นคนได้เปรียบ ในการที่จะสร้างความสัมพันธ์กับนักแสดง ศิลปินหรือ ผู้กำกับการแสดง

มิตร ชัยบัญชา เป็นคนจังหวัดเพชรบุรี เกิดที่ท่ายาง ปี 2477 ประเทศไทยยังมีนามว่า “สยาม”มีพลเมืองแค่ 13 ล้านคน และถือเอาวันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ ชื่อและนามสกุลของเขาคือเด็กชายสุพิศ นิลศรีทอง

ต่อมา เมื่อเขาเข้ารับราชการ เป็นจ่าอากาศโทแห่งกองทัพอากาศ เขาได้เปลี่ยนชื่อและนามสกุลเป็นพิเชษฐ์ พุ่มเหม จากรายละเอียดเอกสารของทางราชการบันทึกไว้ว่า

จ่าอากาศโท พิเชษฐ์ พุ่มเหม เป็นบุตรบุญธรรมของ นายเฉลิม พุ่มเหม และนางสงวน พุ่มเหม เกิดวันที่ 28 มกราคม ปี 2477

กิ่งดาว ดารณี ขวัญชีวิตของ มิตร ชัยบัญชา ได้เขียนถึงวันเดือนปีเกิดของไว้ในหนังสือ “บันทึกชีวิตรัก มิตร ชัยบัญชา” ดังนี้

“ไม่มีใครแม้แต่พ่อแม่จำได้ว่า เขา (มิตร ชัยบัญชา) เกิดเดือนไหน วันที่เท่าไรยิ่งข้างขึ้นข้างแรมด้วยแล้ว ยิ่งยากจะค้นหาได้ ผู้เขียน (กิ่งดาว ดารณี)เคยพยายามสอบถามมารดาของอดีตพระเอกผู้นี้ โดยขอให้ทบทวนความจำ คำตอบก็คือ “จำไม่ได้จริงๆ”

มิตร ชัยบัญชาจึงกำหนดวันเกิดตัวเองว่า “เกิดวันที่ 1 มกราคม ปีจอ วันจันทร์ ฤกษ์หมาหลับ”

ชื่อและนามสกุลของเขา ไม่ได้เดินทางมาพบข้อยุติเพียงเท่านี้ มิตร ชัยบัญชา สมัยที่ใช้ชื่อพิเชษฐ์ พุ่มเหม เกิดต้องการที่จะใช้นามสกุลใหม่ และต้องการที่จะตั้งนามสกุลด้วยตนเองความต้องการอันนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ชื่อเสียง มิตร ชัยบัญชา เป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศไปแล้ว

ด้วยเหตุนี้เอง บัตรประจำตัวประชาชนใบใหม่ของ มิตร จึงมีความดังนี้

“ชื่อ นายพิเชษฐ์ สกุล ชัยบัญชา เกิดวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2477 (วันอังคาร)”

ถึงระดับนี้แล้ว วันเดือนปีเกิดของ มิตร ก็ยังไม่ได้ข้อยุติอยู่ดี แม้กระทั่งเมื่อ มิตร เสียชีวิตไปแล้วยังมีนักโหราศาสตร์สมัครเล่นผูกดวงให้กับเขาอีก และยืนยันว่า มิตร เกิดวันที่ 14 มกราคม 2477

ถึงแม้การเกิดของ มิตร จะพิสดารโลดโผนอย่างไร แต่ในโลกแห่งความเป็น จริงชีวิตของเขากลับรุ่งโรจน์และมีชื่อเสียง กลายเป็นพระเอกสุดยอดแห่งความนิยมของประเทศ

เฉพาะรอบปี 2509 มิตร ชัยบัญชา ได้แสดงภาพยนตร์มากถึง 38 เรื่อง เฉลี่ยแล้วมีความถี่ถึงเดือนละ 3 เรื่อง ได้ร่วมนำแสดงกับนางเอกยอดนิยมถึง 5 คน คือ เพชรา เชาวราษฎร์/พิสมัย วิไลศักดิ์/โสภาสถาพร/กรุณา ยุวพร (เจ้าหญิงนกกระจาบ) และรักชนก จินดาวรรณ (เพื่อนรัก)

การแสดงของ มิตร แม้ว่าจะมีปริมาณมากตกเดือนละ 3 เรื่องก็ตามแต่ระดับคุณภาพในการแสดงของเขาก็มิได้ลดน้อยถอยลงจนเข้าทำนอง “มากด้วยปริมาณ แต่ขาดคุณภาพ” แต่อย่างใด มิตร ได้ยึดหลักแห่งการแสดงภาพยนตร์ของเขาไว้อย่างคมคาย

“เวลาผมแสดง ผมลืมทุกอย่างในชีวิต ผมคิดว่า ผมกำลังแสดงแทนเขาอยู่ ผมคือตัวแสดงนั้น”

ภาพยนตร์ของเขาในรอบปี 9 นี้ ที่น่าพูดถึงก็คือ “เดือนร้าว” ของ มารุตฟิล์ม แสดงคู่กับนางเอกเกิดใหม่เนาวรัตน์ วัชรา ซึ่งปรากฏว่า เนาวรัตน์ ได้รับรางวัลพระสุรัสวดี สาขานางเอกยอดเยี่ยม “เพชรตัดเพชร” ร่วมแสดงนำกับ ลือชัย นฤนาท เป็นภาพยนตร์ที่สร้างขึ้น
เพื่อต้อนรับการกลับออกมาสู่อิสรภาพอีกครั้งของ ลือชัย

นอกจากนี้ยังมีเรื่อง “ลมหนาว” สร้างจากบทประพันธ์ของ “รพีพร” เป็นภาพยนตร์ที่อำนวยการสร้างเป็นครั้งแรกของ ชรินทร์ นันทนาคร

มิตร ชัยบัญชา ได้ลงสมัครเลือกตั้งทางการเมืองระดับท้องถิ่น สมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลในนามของพรรคกลุ่มหนุ่ม ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับเขาในเรื่องการเมืองแห่งประเทศไทยซึ่งเขาเริ่มเรียนรู้

“ก่อนนี้ผมไม่ได้มาเกี่ยวข้องในวงการเมืองเช่นนี้” เขาพูด “ผมก็ไม่รู้ไม่เห็นอะไร แต่บัดนี้ผมเข้ามาวุ่นวายอยู่เช่นนี้ ผมเห็นได้ว่า ไม่มีความสกปรกอะไรจะเทียบได้”

แล้วเขาก็เล่าให้ผมฟังว่า มีคนจากต่างเมืองมาเล่าให้ฟังบังคับให้คนต่างเมืองย้ายสำมะโนครัวเข้ามาอยู่กรุงเทพ ฯ เพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งร้ายแรงที่สุดก็คือ ผีเลือกตั้ง

ปีนั้นเป็นปี 2511 ไม่มีใครเชื่อว่า ผลการเลือกตั้งออกมา จะไม่ปรากฏชื่อของ มิตร ชัยบัญชารากฐานแห่งความนิยมในตัวของพระเอก จากประชาชนตกหล่นหายไปเป็นหีบๆระหว่างการเดินทางของหีบใส่บัตรเลือกตั้ง จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง เช่น 5 หีบเหลือ 3 หีบ 4 หีบเหลือ 2 หีบ หรือ 3 หีบเหลือเพียงหีบเดียว

ความรู้สึกของ มิตร ต่อความพ่ายแพ้นี้ กิ่งดาว บันทึกว่า

“พี่เชษฐ์ผิดหวังเงียบๆ แต่ด้วยความเป็นชายชาติทหาร จึงไม่เอะอะโวยวายอะไร เพียงเก็บความเจ็บไว้ภายใน”

ประสบการณ์จาก มิตร ในเรื่องการลงสมัครเลือกตั้งนี้ น่าจะเป็นบทศึกษามาถึงวันนี้เนื่องจากมีกระแสต่อต้านนักแสดงว่า ไม่สมควรเปลี่ยนอาชีพมาเล่นการเมือง

ผมเห็นว่า “การเมืองเป็นอาชีพที่ใครก็สามารถเล่นได้ทั้งสิ้น ถ้าอยากเล่นหรืออยากลงไปในวังวนที่มีความสกปรกมากกว่าความสะอาด หรือไม่ก็อยากด้วยความสุจริตใจที่จะเข้าไปทำงานเพื่อบ้านเพื่อเมืองอย่างแท้จริง ไม่ได้หวังผลประโยชน์อย่างอื่นเป็นการส่วนตัวหรือไม่ใช่แค่เห็นว่า ดาราเป็นคนประเภทไม่มีสมอง ไม่สมควรเล่นการเมืองอย่างที่พูดกันแบบไม่มีความยุติธรรม”



------------------------------
เรื่องโดย : จอสยาม
ภาพโดย : -
นิตยสาร CAR STEREO ฉบับเดือน ตุลาคม ปี 2546
คอลัมน์ : ใส่สีใส่สัน
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/YFdVC

Follow autoinfo.co.th