บทความ

“ฟอร์มูลา” โพลล์


บรรดา “เสี่ย” และเศรษฐีในบ้านเรา หากจะซื้อรถยนต์นั่งมาใช้ คงมีตัวเลือกอยู่ในใจแต่ที่นิยมสุด โดยดูจากตัวเลขยอดขายที่มากกว่าปีละ 1,000 คัน มาตลอด 10 ปี คือ เมร์เซเดส-เบนซ์ และ บีเอมดับเบิลยู ส่วนเจ้าอื่นๆ มียอดขายแค่พอสมตัว

ปีที่ผ่านมาตลาดรถยนต์ทุกประเภทในบ้านเรา หดตัวลงร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ตลาดรถยนต์นั่งกลับโตสวนทาง คือ ร้อยละ 5.3 ซึ่งหมายความว่า แม้สถานการณ์ทางการเมืองจะไม่เป็นใจ ตลาดรถยนต์นั่งโดยรวมก็ยังถือว่า “พอไปได้”

และถ้าจับตาเฉพาะรถยนต์นั่งหรูยอดนิยมอย่าง เมร์เซเดส-เบนซ์ และ บีเอมดับเบิลยู ก็ยังมีเรื่องน่าตื่นเต้น เพราะเจ้าพ่อดาวสามแฉกที่ครองตลาดมาโดยตลอด ปีที่ผ่านมามีตัวเลขยอดขายลดลงถึงร้อยละ 30.5 ขณะที่ใบพัดฟ้าขาวกลับติดลมบน ยอดขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7

เราตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ว่าเกิดจากความเปลี่ยนแปลงใน 2 ประเด็น คือ 1. ค่านิยม หรือความภักดีในตราสินค้า (BRAND LOYALTY) และ 2. เหตุผลในการตัดสินใจซื้อ จึงจัดทำ “ฟอร์มูลาโพลล์” ขึ้นเพื่อสำรวจการเลือกใช้รถหรูทั้ง 2 ยี่ห้อ รวมถึงการวิเคราะห์กราฟยอดจำหน่าย ตระเวนสัมภาษณ์ผู้ใช้ และเศรษฐีที่มีกำลังซื้อสูง เพื่อพิสูจน์สมมติฐานนี้

 

ฟอร์มูลาโพลล์

เราสำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง 100 คน ที่มีกำลังซื้อรถทั้ง 2 ยี่ห้อนี้ได้แน่ๆ โดยไม่จำแนกเพศ แต่แบ่งช่วงวัยออกเป็น 5 กลุ่ม คือ

11-20 ปี คนรุ่นใหม่ วัยเด็กถึงวัยรุ่น
21-30 ปี นักศึกษาและวัยเริ่มต้นทำงาน
31-40 ปี วัยผู้ใหญ่ ผู้บริหารระดับล่างถึงกลาง
41-50 ปี เจ้าของกิจการ และผู้บริหารระดับสูง
50 ปี ขึ้นไป คนรุ่นเก่า ผู้อาวุโส

การแบ่งการสำรวจออกเป็นกลุ่มย่อยๆ จะเห็นผลการเลือกซื้อรถยนต์ 2 ยี่ห้อนี้อย่างชัดเจน ในแต่ละช่วงอายุ ว่ามีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร จนพอที่จะนำข้อมูลมาใช้พิจารณาถึงทิศทางการขายในปัจจุบัน และอนาคตของรถทั้ง 2 ยี่ห้อนี้ได้

ที่สำคัญเรายังถามต่อถึงเหตุผลในการตัดสินใจว่ามีที่มาจาก

1. “ค่านิยม” เช่น เมร์เซเดส-เบนซ์ เป็นรถสำหรับผู้ใหญ่ และเศรษฐีตัวจริง ส่วน บีเอมดับเบิลยู เป็นรถสำหรับวัยรุ่น และเศรษฐีที่มีเงินน้อยหน่อย ฯลฯ
2. “เหตุผล” เช่น ความสวย ความกว้างขวาง สมรรถนะ ประสิทธิภาพเครื่องยนต์ ฯลฯ โดยให้กลุ่มตัวอย่าง พิจารณาเฉพาะตัวรถ ไม่นำปัจจัยปลีกย่อยอื่นๆ เช่น ราคาขาย ราคาขายต่อ ราคาอะไหล่ การบริการ ฯลฯ เข้ามาเกี่ยวข้อง

เพื่อพิสูจน์ข้อสันนิษฐานว่าแนวโน้มตลาดที่อาจเปลี่ยนไปนี้ เกิดจากค่านิยม หรือเหตุผลกันแน่

 

ตารางแสดงผล “ฟอร์มูลาโพลล์”

ถ้าให้เลือก เมร์เซเดส-เบนซ์ กับ บีเอมดับเบิลยู คุณจะซื้อยี่ห้อใด เพราะอะไร ?
ระดับอายุ (ปี) เมร์เซเดส-เบนซ์ (คน) บีเอมดับเบิลยู (คน)
เลือกเพราะ ค่านิยม (คน) เหตุผล (คน) ค่านิยม (คน) เหตุผล (คน)
11-20 11 9
5 6 4 5
21-30 4 16
3 1 12 4
31-40 7 13
2 5 6 7
41-50 14 6
5 9 2 4
50 ขึ้นไป 18 2
10 8 - 2
รวม 54 46
25 29 24 22

 

ผลการสำรวจ

1. ผลการสำรวจรวมทั้งหมด

– กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 100 คน มีคนเลือกซื้อ เมร์เซเดส-เบนซ์ 54 คน เลือกซื้อ บีเอมดับเบิลยู 46 คน
– กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 100 คน มีคนเลือกซื้อเพราะค่านิยม 54 คน จากเหตุผล 46 คน
– กลุ่มตัวอย่าง 54 คนที่เลือก เมร์เซเดส-เบนซ์ เลือกซื้อเพราะค่านิยม 25 คน จากเหตุผล 29 คน
– กลุ่มตัวอย่าง 46 คนที่เลือก บีเอมดับเบิลยู เลือกซื้อเพราะค่านิยม 24 คน เหตุผล 12 คน

2. ผลการสำรวจจำแนกเป็นช่วงอายุ

– ช่วงอายุ 11-20 ปี
เลือกซื้อ เมร์เซเดส-เบนซ์ 11 คน เพราะค่านิยม 5 คน เหตุผล 6 คน เลือกซื้อ บีเอมดับเบิลยู 9 คนเพราะค่านิยม 4 คน เหตุผล 5 คน
– ช่วงอายุ 21-30 ปี
เลือกซื้อ เมร์เซเดส-เบนซ์ 4 คน เพราะค่านิยม 3 คน เหตุผล 1 คน เลือกซื้อ บีเอมดับเบิลยู 16 คนเพราะค่านิยม 12 คน เหตุผล 4 คน
– ช่วงอายุ 31-40 ปี
เลือกซื้อ เมร์เซเดส-เบนซ์ 7 คน เพราะค่านิยม 2 คน เหตุผล 5 คน เลือกซื้อ บีเอมดับเบิลยู 13 คน เพราะค่านิยม 6 คน เหตุผล 7 คน
– ช่วงอายุ 41-50 ปี
เลือกซื้อ เมร์เซเดส-เบนซ์ 14 คน เพราะค่านิยม 5 คน เหตุผล 9 คน เลือกซื้อ บีเอมดับเบิลยู 6 คน เพราะค่านิยม 2 คน เหตุผล 4 คน
-ช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป
เลือกซื้อ เมร์เซเดส-เบนซ์ 18 คน เพราะค่านิยม 10 คน เหตุผล 8 คน เลือกซื้อ บีเอมดับเบิลยู 2 คนโดยเลือกซื้อเพราะเหตุผลทั้ง 2 คน

 

วิเคราะห์ผลสำรวจ

จากผลการสำรวจรวมทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ผู้ที่เลือกซื้อ เมร์เซเดส-เบนซ์ มีจำนวนมากกว่า บีเอมดับเบิลยู เท่ากับร้อยละ 8 ซึ่งสอดคล้องกับยอดจำหน่ายที่ผ่านมาตลอด 10 ปี ยกเว้นในปี 2542 ที่ บีเอมดับเบิลยู มียอดจำหน่ายมากกว่า เมร์เซเดส-เบนซ์ เล็กน้อย โดยกลุ่มตัวอย่าง พิจารณาเลือกซื้อจากค่านิยมร้อยละ 49 จากเหตุผลร้อยละ 51

ช่วงอายุ 11-20 ปี มีผู้เลือกซื้อ เมร์เซเดส-เบนซ์ เท่ากับร้อยละ 55 เลือกซื้อ บีเอมดับเบิลยู เท่ากับร้อยละ 45 ซึ่งมีความใกล้เคียงกันมาก อาจเป็นเพราะอายุระดับนี้เป็นเด็กนักเรียน อาจยังไม่มีความชัดเจนเรื่องค่านิยม และน่าจะยังไม่มีข้อมูลในการตัดสินใจเท่าที่ควร ผลจึงออกมาใกล้เคียงกัน โดยดูจากการเลือกซื้อด้วยค่านิยม และเหตุผลที่แทบไม่ต่างกัน

ช่วงอายุ 21-30 ปี วัยของนักศึกษา และเริ่มทำงาน จะมีเรื่องค่านิยมเข้ามาเกี่ยวข้องมาก โดยส่วนใหญ่จะตอบว่าเลือกซื้อ บีเอมดับเบิลยู ด้วยเหตุผลว่าเป็นรถวัยรุ่น โดยมีผู้เลือกซื้อถึงร้อยละ 80 มากกว่า เมร์เซเดส-เบนซ์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นรถของคนมีอายุ มีผู้เลือกซื้อเพียงร้อยละ 20 โดยเลือกจากค่านิยมมากกว่า คือ ร้อยละ 75 เลือกจากเหตุผลเพียงร้อยละ 25 เท่านั้น

ช่วงอายุ 31-40 ปี เป็นวัยของคนทำงาน ผู้บริหารระดับล่างและกลาง ยังเลือก บีเอมดับเบิลยู มากกว่าเมร์เซเดส-เบนซ์ แต่มีอัตราส่วนของการเลือกซื้อ เมร์เซเดส-เบนซ์ เพิ่มขึ้นมากกว่าช่วงอายุ 21-30 ปีเล็กน้อย โดยมีอัตราส่วนร้อยละ 65:35 ตามลำดับ และใช้เหตุผลในการตัดสินใจมากขึ้น โดยเลือกจากค่านิยมร้อยละ 40 เลือกจากเหตุผลร้อยละ 60

ช่วงอายุ 40-50 ปี วัยของเจ้าของกิจการ และผู้บริหารระดับสูง เปลี่ยนมาเลือกซื้อ เมร์เซเดส-เบนซ์ มากกว่า บีเอมดับเบิลยู โดยมีอัตราส่วนร้อยละ 70:30 ตามลำดับ กลุ่มตัวอย่าง ใช้เหตุผลในการตัดสินใจเลือกถึงร้อยละ 65 จากค่านิยมร้อยละ 35

ส่วนอายุ 50 ปีขึ้นไป เป็นวัยของผู้อาวุโส และผู้เข้าสู่วัยเกษียณจากการทำงาน เลือกซื้อ เมร์เซเดส-เบนซ์ ถึงร้อยละ 90 เลือก บีเอมดับเบิลยู เพียงร้อยละ 10 ทั้งยังสอดคล้องกับค่านิยมของวัยรุ่นช่วง อายุ 21-30 ปี ที่ว่า เมร์เซเดส-เบนซ์ เป็นรถของคนมีอายุ ส่วนการเลือกจากเหตุผลลดลงมาเหลือเท่ากับค่านิยมเป็นร้อยละ 50:50 น่าจะเป็นเพราะวัยนี้เป็นวัยก่อนเกษียน อาจใช้เงินเพื่อตอบสนองความต้องการ การตัดสินใจ เริ่มหันกลับมาใช้อารมณ์เป็นหลัก

 

กราฟแสดงยอดจำหน่ายรถยนต์ เมร์เซเดส-เบนซ์ และ บีเอมดับเบิลยู ตั้งแต่ปี 2540-2549

เมร์เซเดส-เบนซ์
ปี 2540 5,712
ปี 2541 1,996
ปี 2542 1,396
ปี 2543 2,830
ปี 2544 4,476
ปี 2545 4,744
ปี 2546 5,607
ปี 2547 5,282
ปี 2548 5,536
ปี 2549 3,892

บีเอมดับเบิลยู
ปี 2540 2,441
ปี 2541 1,009
ปี 2542 1,804
ปี 2543 2,415
ปี 2544 3,226
ปี 2545 4,049
ปี 2546 2,869
ปี 2547 3,450
ปี 2548 2,502
ปี 2549 2,812

 

จากกราฟจะเห็นว่าตลอด 10 ปี เมร์เซเดส-เบนซ์ มียอดจำหน่ายสูงกว่า บีเอมดับเบิลยู ถึง 9 ปี โดยปี 2540 เมร์เซเดส-เบนซ์ มียอดจำหน่ายทิ้งห่าง บีเอมดับเบิลยู มาก แต่กลับลดลงมาเหลือไม่ถึง 2,000 คัน ใกล้เคียงกับ บีเอมดับเบิลยู ที่ลดลงเล็กเพียงน้อยหลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ (ฟองสบู่แตก) เมื่อกลางปี 2540 โดย เมร์เซเดส-เบนซ์ ลดลงถึงร้อยละ 65 ส่วน บีเอมดับเบิลยู ลดลง 58.7 อีกทั้ง บีเอมดับเบิลยู ยังมาแซง เมร์เซเดส-เบนซ์ ได้ในปี 2542 โดยมากกว่ากันถึงร้อยละ 77.4

หลังจากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว เมร์เซเดส-เบนซ์ ก็ทำยอดขายเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ โดยมียอดขายสูงใกล้เคียงปี 2540 คือ 5,607 คัน ต่อมาในปี 2547 ลดลงเล็กน้อย และเพิ่มขึ้นในปี 2548 จนปี 2549 ได้ดิ่งลงไปใกล้เคียงกับ บีเอมดับเบิลยู อีกครั้งหนึ่ง ส่วน บีเอมดับเบิลยู ก็ทำยอดขายหลังเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้นตามลำดับเช่นกัน จนไปขึ้นๆ ลงๆ ตั้งแต่ปี 2546-2548 และขยับมาใกล้กับ เมร์เซเดส-เบนซ์ อีกครั้งในปีที่แล้วซึ่งเกิดการรัฐประหาร จนทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจขึ้นมาอีกครั้ง

สังเกตได้ว่า ยอดจำหน่ายของ เมร์เซเดส-เบนซ์ กับ บีเอมดับเบิลยู มีความเกี่ยวเนื่องกับภาวะทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะยอดขายของ เมร์เซเดส-เบนซ์ ที่อ่อนไหวต่อเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก เช่น ในปี 2540-2541 ที่ดิ่งลงมาถึง 3,716 คัน คิดเป็นร้อยละ 65 และในปีล่าสุดที่ลดลงมา 1,644 คัน คิดเป็นร้อยละ 30.5 แต่ บีเอมดับเบิลยู กลับไม่สะทกสะท้าน ทำยอดขายเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย คือ ร้อยละ 3.7

 

กราฟแสดงยอดจำหน่ายรถยนต์ เมร์เซเดส-เบนซ์ และ บีเอมดับเบิลยู 5 เดือนแรกของปี 2550

เมร์เซเดส-เบนซ์
มกราคม 229
กุมภาพันธ์ 311
มีนาคม 227
เมษายน 304
พฤษภาคม 303

บีเอมดับเบิลยู
มกราคม 55
กุมภาพันธ์ 62
มีนาคม 76
เมษายน 110
พฤษภาคม 110

จากกราฟจะเห็นได้ว่า ยอดขาย 5 เดือนแรกของ เมร์เซเดส-เบนซ์ ในปี 2550 กลับขึ้นมาสูงกว่า บีเอมดับเบิลยู อย่างเห็นได้ชัด

 

เมร์เซเดส-เบนซ์ กับ บีเอมดับเบิลยู ใครจะอยู่ใครจะไป ?

ฟันธงไม่ได้หรอก แต่อาจสรุปได้ว่า “ค่านิยม” กับ “เหตุผล” มีความสัมพันธ์กับช่วงวัยในด้านการตัดสินใจ จนเป็นผลต่อเนื่องถึงยอดขาย

จากผลวิเคราะห์การสำรวจ ช่วงอายุ 11-20 ปี แม้กลุ่มตัวอย่างจะเลือก เมร์เซเดส-เบนซ์ มากกว่า แต่เมื่อเราพิจารณาประกอบกับวิธีการตัดสินใจ เห็นว่ามีความต่างน้อยจนแทบไม่มีนัยสำคัญจึงไม่นำข้อมูลมาร่วมสรุป

ความแตกต่างที่ชัดเจนมากขึ้น จะเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงอายุ 21-40 ปี โดยเลือกซื้อ บีเอมดับเบิลยู มากกว่าเมร์เซเดส-เบนซ์ ด้วยการตัดสินใจจากค่านิยมมากกว่าเหตุผล ยอดขายของ บีเอมดับเบิลยู จึงน่าจะมาจากคนกลุ่มนี้เป็นส่วนใหญ่

ส่วนช่วงอายุตั้งแต่ 41 ปีขึ้นไป จะเลือก เมร์เซเดส-เบนซ์ มากกว่า บีเอมดับเบิลยู ด้วยการตัดสินใจจากเหตุผลมากกว่าค่านิยม ยอดขายของ เมร์เซเดส-เบนซ์ จึงน่าจะมาจากคนกลุ่มนี้เป็นส่วนใหญ่เช่นกัน

ถึงแม้กลุ่มตัวอย่างที่เราสำรวจจะมีความสามารถในการซื้อรถทั้ง 2 ยี่ห้อนี้ทุกคน แต่จากผลสำรวจก็ทำให้เห็นว่า ผู้ที่เลือกซื้อ เมร์เซเดส-เบนซ์ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้มีอายุ 41 ปีขึ้นไป ที่น่าจะมีความสามารถในการซื้อมากกว่าผู้มีช่วงอายุ 21-40 ปี ซึ่งเลือกซื้อ บีเอมดับเบิลยู เป็นส่วนใหญ่ จึงสอดคล้องกับยอดขายรวมที่เราสำรวจ คือ กลุ่มตัวอย่าง เลือกซื้อ เมร์เซเดส-เบนซ์ มากกว่า บีเอมดับเบิลยู

แต่สิ่งที่จะตอบคำถามสำคัญของเราก็คือ “เหตุใดปีที่ผ่านมา เมร์เซเดส-เบนซ์ กลับมียอดขายลดลงจนใกล้กับ บีเอมดับเบิลยู ซึ่งถีบตัวเพิ่มขึ้น ?” นั่นคือ การตัดสินใจด้วย “เหตุผล” ของผู้ซื้อ เมร์เซเดส-เบนซ์ ส่วนใหญ่ ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 41 ปี ขึ้นไปนั่นเอง

เมื่อพิจารณาร่วมกับกราฟยอดขายตลอด 10 ปี จะเห็นได้ว่า เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก ครั้งที่มีเหตุที่ใกล้เคียงกัน ก็คือ ปี 2540-2541 ที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ผู้ซื้อ เมร์เซเดส-เบนซ์ ในกลุ่มอายุ 41 ปี ขึ้นไป ที่ใช้เหตุผลในการพิจารณาซื้อ น่าจะเพิ่มความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น โดยการชะลอการซื้อรถยนต์ที่ตนหมายปอง ต่างจาก บีเอมดับเบิลยู ที่มีผู้ซื้อในกลุ่มอายุ 21-40 ปี ที่ส่วนใหญ่ใช้ค่านิยมเป็นเกณฑ์การพิจารณา จึงน่าจะไม่ได้ชะลอการซื้อลงสักเท่าไร ซึ่งกระบวนการตัดสินใจของคนทั้ง 2 กลุ่ม คงไม่ต่างจากเหตุการณ์ในปีที่ผ่านมาเท่าใดนัก

ส่วน 5 เดือนแรกของปีนี้ที่ยอดจำหน่ายของ เมร์เซเดส-เบนซ์ สูงกว่า บีเอมดับเบิลยู อย่างเห็นได้ชัด น่าจะมาจากการที่การเมืองเริ่มนิ่ง ส่งผลให้กลุ่มผู้เลือกซื้อ เมร์เซเดส-เบนซ์ ที่ใช้เหตุผลในการตัดสินใจเริ่มใช้จ่ายมากขึ้น ขณะที่กลุ่มผู้เลือกซื้อ บีเอมดับเบิลยู กลับอยู่ในระดับที่ทรงตัว

 

สมมติฐานของเรา ถูก หรือผิด

จากผลสำรวจ และการวิเคราะห์กราฟยอดขาย จึงสรุปได้ว่า ข้อสมมติฐานที่เราตั้งไว้ คือ การที่ยอดขายของ เมร์เซเดส-เบนซ์ ลดลง ส่วน บีเอมดับเบิลยู เพิ่มขึ้น ในปีที่ผ่านมาเกิดจากความเปลี่ยนแปลงของ

1. ค่านิยม หรือความภักดีในตราสินค้า

ข้อสมมติฐาน “ผิด” เพราะผู้ใช้ยังเห็นว่า เมร์เซเดส-เบนซ์ เป็นรถสำหรับผู้ใหญ่และเศรษฐีตัวจริง ส่วนบีเอมดับเบิลยู เป็นรถสำหรับวัยรุ่น และเศรษฐีที่มีเงินน้อยหน่อย เหมือนค่านิยมเดิมๆ ในสังคมไทย แต่ที่ยอดขายเพิ่มขึ้นเนื่องจากกลุ่มผู้เลือกซื้อส่วนใหญ่ยังเป็นวัยรุ่น-วัยผู้ใหญ่ตอนต้น ที่เลือกซื้อ บีเอมดับเบิลยู เป็นส่วนใหญ่ และใช้ค่านิยมตัดสินใจมากกว่าเหตุผล จึงอาจยอมตัดสินใจซื้อในช่วงที่เกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจได้

2. เหตุผลในการตัดสินใจซื้อ

ข้อสมมติฐาน “ผิด” เพราะผู้ใช้ยังใช้เหตุผลในการตัดสินใจเลือกซื้อ เพียงแต่ใช้เหตุผลมากขึ้นในกลุ่มวัยผู้ใหญ่ตอนต้น-วัยผู้อาวุโส ที่เลือกซื้อ เมร์เซเดส-เบนซ์ เป็นส่วนใหญ่ เมื่อเกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ จึงอาจชะลอการซื้อเอาไว้ก่อน

 

ความภักดีในตราสินค้า

มาดูกันว่า สาวกดาวสามแฉก กับใบพัดฟ้าขาว จะเปลี่ยนใจไหม หากเราถามว่า ถ้าเปลี่ยนรถใหม่อยากย้ายสำนักกันหรือไม่ ?

 

สุทธิศักดิ์ แย้มศรีบัว
พนักงานธนาคาร
ใช้ เมรเซเดส-เบนซ์ 230 อี

จะเปลี่ยนรถใหม่ อย่างไรก็จะเลือก เมร์เซเดส-เบนซ์ เหมือนเดิม เพราะเป็นรถยุโรปที่ให้ความมั่นใจในการขับขี่ ระบบรองรับนุ่มนวลและแข็งแรง กลไกไม่ซับซ้อน บำรุงรักษาง่าย ราคาอะไหล่อยู่ในระดับปานกลาง

 

วุฒิพงศ์ ศิลปญาณ
พนักงานบริษัท
ใช้ บีเอมดับเบิลยู 520 ไอ

ชอบ บีเอมดับเบิลยู มาตั้งแต่เด็กๆ เพราะรู้สึกว่ามัน เท่ และดูวัยรุ่น ถ้าจะเปลี่ยนคันใหม่คงเลือกบีเอมดับเบิลยู เหมือนเดิม โดยเฉพาะ เอม 5 ถือว่าสุดยอดแล้วสำหรับผม

 

ปฐมพร สุขันทอง
พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน
ใช้ บีเอมดับเบิลยู 520 ไอ

รถคันต่อไปยังเลือก บีเอมดับเบิลยู เหมือนเดิม เพราะเทคโนโลยีทันสมัยกว่า และรู้สึกถูกใจดีไซจ์นโฉบเฉี่ยว สวยงาม ของ บีเอมดับเบิลยู รุ่นใหม่ๆ ที่ออกแบบโดย คริส เบงเกิล รู้สึกว่าเหมาะกับวัย และไลฟ์สไตล์มากกว่า

 

ประภารัตน์ กิจเสรีกุล
ผู้บริหารบริษัท
ใช้ เมร์เซเดส-เบนซ์ อี 230

เป็นนักธุรกิจที่เดินทางต่างจังหวัดบ่อย รู้สึกว่ามั่นใจ และความปลอดภัยเมื่อนั่งอยู่หลังพวงมาลัยภายใต้ยี่ห้อดาวสามแฉก เพราะด้วยสมรรถนะ ความแข็งแรง อัตราการเร่งแซงที่ทันใจ อะไหล่ก็ไม่แพง ไม่มีปัญหาจุกจิก

 

ศกุนตลา ไกรศรีวรรธนะ
นักศึกษาปริญญาโท
ใช้ บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์ 3

ถ้าเปลี่ยนรถคันใหม่ คงเป็นยี่ห้อเดิม เพราะคุ้นเคยกันดี เรารู้จักระบบของมันทุกอย่าง รู้จักอู่ที่ซ่อม อีกอย่างไม่เคยใช้ เมร์เซเดส-เบนซ์ ด้วย กลัวเปลี่ยนแล้วไม่ประทับใจ

 

เกศราลักษณ์ ไพบูลย์กุลสิริ
ธุรกิจส่วนตัว
ใช้ เมร์เซเดส-เบนซ์ เอส 320

ไม่เปลี่ยนแน่ ขับ เมร์เซเดส-เบนซ์ มานานแล้ว คันล่าสุดที่ซื้อ คือ วีโต ที่เลือกใช้เพราะรู้สึกว่ามันภูมิฐาน ประกอบกับเป็นครอบครัวใหญ่ เดินทางต่างจังหวัดบ่อย ทำให้มีความเชื่อมั่นในความแข็งแรงและระบบความปลอดภัย ขับแล้วดูหรูหรา เวลาขับแล้วมีความมั่นใจเกินร้อยเปอร์เซนต์

สรุปว่า สาวกแต่ละค่ายไม่ขอย้ายสำนัก แสดงว่าแต่ละยี่ห้อสามารถสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ใช้ได้จนเกิดความภักดีในตราสินค้าเข้าให้แล้ว

 

เสี่ยเล็กเสี่ยใหญ่
ชอบใจยี่ห้อไหน ให้เหตุผลอย่างไร ?

สายสวรรค์ ขยันยิ่ง
ผู้ประกาศข่าว และพิธีกรรายการโทรทัศน์

เคยเห็นผู้หญิงขับรถ บีเอมดับเบิลยู รู้สึกว่ามันเท่ นับแต่นั้นมา บีเอมดับเบิลยู กลายเป็นรถในฝัน รู้สึกว่าทีมงานเขาฉลาด ไม่ใช่แค่รถสวย แต่มีวิธีเด็ดๆ ในการสร้างบแรนด์ให้ติดตลาด พอทำงานเริ่มมีเงินเดือน ก็ตั้งใจแล้วว่าวันหนึ่งจะต้องเป็นเจ้าของ บีเอมดับเบิลยู ให้ได้ อีกอย่างหนึ่งมองว่า ภาพลักษณ์ของรถ บีเอมดับเบิลยู ทำให้คนขับดูไม่แก่

 

เอกชัย วริทธิ์ชราพร
วีเจ แชลแนลวี ไทยแลนด์

ผมเลือก บีเอมดับเบิลยู เคยลองขับ รู้สึกแข็งแรง ทนทาน หนึบ เวลาเหยียบ หรือเบรค จะค่อนข้างมั่นใจ เมร์เซเดส-เบนซ์ ก็คงแข็งแรงเหมือนกัน แต่รูปลักษณ์ภาพนอกก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งด้วย ทั้งดีไซจ์น รวมถึงสไตล์ บีเอมดับเบิลยู น่าจะเหมาะกับการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่คล่องแคล่ว ไม่อยู่กับที่ซึ่งเหมาะกับตัวเองมากกว่า จากที่เคยได้ยินว่า เมร์เซเดส-เบนซ์ เหมาะกับคนแก่นั้น ผมคิดว่า 50 %เห็นด้วย แต่อีก 50 % ไม่ถึงขนาดสนับสนุนความคิดนี้เต็มที่ เพราะ เมร์เซเดส-เบนซ์ รุ่นใหม่ๆ ก็ออกแบบมาให้เหมาะกับคนรุ่นใหม่มากขึ้น

 

วชิรศักดิ์ เล้าประเสริฐ
นายกสมาคมขนส่งทางบก

ผมเคยใช้ทั้ง เมร์เซเดส-เบนซ์ และ บีเอมดับเบิลยู ตอนนี้ลองเปลี่ยนมาใช้เอาดีดูบ้าง อยากบอกว่าความรู้สึกไม่ต่างกันเลย ถ้าไม่ยึดค่านิยมที่ว่าต้อง เมร์เซเดส-เบนซ์ หรือต้อง บีเอมดับเบิลยู เท่านั้นหลายคนบอกว่า เมร์เซเดส-เบนซ์ ดี รถ บีเอมดับเบิลยู ดี รถญี่ปุ่นที่ดีดีก็มีเหมือนกัน มันแล้วแต่ค่านิยมของแต่ละคน แต่ถ้ามีตัวเลือกระหว่าง เอส-คลาสส์ กับ ซีรีส์ 7 ผมเลือก เอส-คลาสส์ เพราะเคยใช้แล้วสมรรถนะดี สังคมก็มักยอมรับคนใช้ เมร์เซเดส-เบนซ์ มากกว่า บีเอมดับเบิลยู ความภูมิฐานมันมีมากกว่า

 

ดำรง เลาลักษณเลิศ
เจ้าของธุรกิจ ดำรงยางยนต์

ผมมีรถหลายคัน แต่ที่ใช้ประจำ คือ เมร์เซเดส-เบนซ์ ซี 220 เท่าที่ใช้มา เมร์เซเดส-เบนซ์ ค่อนข้างดี ไม่มีปัญหาอะไรกวนใจมาก โดยส่วนตัวคิดว่า ความหรูหราของ เมร์เซเดส-เบนซ์ มีมากกว่า บีเอมดับเบิลยู ถ้าเปลี่ยนรถคันใหม่คงเลือก เมร์เซเดส-เบนซ์ ตากลม รุ่น อี 240 เพราะต้องการห้องโดยสารที่กว้างนอนหลับภายรถได้สบายๆ เพราะตัวเองเดินทางต่างจังหวัดบ่อย อีกอย่างราคาขายต่อไม่ตกมากเหมือนกับ บีเอมดับเบิลยู



------------------------------
เรื่องโดย : กองบรรณาธิการบทความและสารคดี
ภาพโดย : ฝ่ายภาพ
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน สิงหาคม ปี 2550
คอลัมน์ : พิเศษ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/yrgm0

Follow autoinfo.co.th