บทความ

มาตรฐานถนนเมืองไทยอยู่ที่ไหน ?


ชนชาติที่มีความเจริญทางด้านเทคโนโลยีนั้น เขาไม่ยกย่องชาติที่กำลังพัฒนาด้านเทคโนโลยีหรอกครับ เพราะเขาผ่านมาก่อน และเป็นสิ่งที่ลอกเลียน “ไล่ตาม” ทันกันได้ เขายกย่องชนชาติที่มีวัฒนธรรมของตนเองสืบทอดมายาวนานครับ เพราะไม่มีใครเลียนแบบได้ ใช้เงินซื้อก็ไม่ได้ เป็นความสูงส่งทางภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ (และสตรี)

ผมต้องกระอักกระอ่วนและอับอายมาหลายสิบปีแล้ว ทุกครั้งที่ได้อ่านหรือได้ฟัง เห็นจากสื่อต่างๆ ว่า “คนไทยยอดเก่ง” คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก” ฯลฯ แล้วตามด้วยผลงานที่เลียนแบบเขามาด้านเทคโนโลยี เรียกกันได้โดยไม่อายว่านวัตกรรม ทั้งๆ ที่ชาติอื่นเขาคิดเขาทำกันมาหลายสิบปีแล้ว เชื่อไหมครับ บางอย่างคิดกันมาตั้งแต่ยุคกรีกโบราณ หลอกคนไทยด้วยกันเองก็พอทำเนา แต่นี่เล่นเอากลับไปอวดบรรดาชาติที่เขาเป็นต้นคิดและทำกันมานานแล้ว

เลิกยกยอกันเองแบบหลับหูหลับตาเสียทีเถิดครับ เลียนแบบและผลิตใช้เองราคาถูกได้ก็เงียบไว้ ทำใช้กันเองไปเรื่อยๆ ไม่ผิดอะไรมาก เพราะถ้าเปรียบประเทศเป็นคนคนหนึ่งก็ไม่ได้เป็นบรรพชิตที่ต้องถือศีลพูดปดอะไรไม่ได้เลย แต่เป็นคนธรรมดาที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลาง “เสือ สิงห์ กระทิง แรด” ในเมื่อเวทีโลกก็หากฎเกณฑ์ที่ยุติธรรมไม่ได้อยู่แล้ว

ถ้าเปรียบความรู้สึกของชนชาติที่เราเอาสิ่งประดิษฐ์เลียนแบบเขาไปอวด ก็คงไม่ต่างไปจากการที่เราเห็นหมายืนสองขา เอาขาหน้าชิดกันเหมือนท่าไหว้ หรือเห็นลิงคาบบุหรี่ที่มุมปากได้ เราไม่ยกยองมันหรอกครับ อย่างมากก็แค่เอ็นดูปนสมเพช ที่มันพยายามทำอะไรคล้ายมนุษย์ได้ ทุกครั้งที่ผมเห็นนวัตกรรมจอมปลอมเหล่านี้ ถูกยกย่องบิดเบือนตามสื่อต่างๆ ผมอยากแทรกแผ่นดินหนีไปให้พ้นด้วยความอาย

ประเทศจะก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี ก็ด้วยผลงานจากการวิจัยที่มีคุณภาพดี ขณะนี้จึงมีงบประมาณสนับสนุนการวิจัยจากหน่วยงานต่างๆ ค่อนข้างมาก ด้านพลังงานและเชื้อเพลิงทดแทน ก็มีทุนสนับสนุนการวิจัยค่อนข้างมากและก็น่าเป็นห่วงด้วยครับ เพราะทุนเหล่านี้ถูกนักวิชาการกำมะลอบางคนจ้องตาเป็นมัน บางราย ผมรู้สึกว่า หมิ่นเหม่ต่อการต้มตุ๋นผู้ให้ทุน เขียนไปแล้วเหมือนชี้โพรงให้กระรอกครับ เพราะเป็นการหลอกลวงเกี่ยวกับเรื่องทางวิชาการ ซึ่งเอาผิดได้ยากมาก เพราะกระบวนการยุติธรรมของเรา ไม่มีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการเอาผิดและลงโทษคนเหล่านี้ จนตรอกเมื่อใดก็สามารถอ้างได้ว่าเข้าใจผิด ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเจตนาต้มตุ๋นเอาเงินของรัฐไปใช้ฝากท่านที่เป็นกรรมการพิจารณาให้ทุนเหล่านี้ เพ่งเล็งกันอย่างละเอียดด้วยครับ รัฐและนักวิชาการเป็นคณะ ต้องไม่ถูกคนคนเดียวหรือไม่กี่คนหลอก

เรื่องผิวถนนก็เป็นปริศนาคาใจผมมานานแล้ว ผมไม่เข้าใจว่า เหตุใดถนนที่ถูกสร้างใหม่เอี่ยม จึงมีผิวที่ขุรขระเลวร้ายเท่าที่พวกเราเห็นกันอยู่ โดยเฉพาะถนนที่เป็นคอนกรีททุกสายที่สร้างใหม่ ผมว่าเอารถที่ได้ชื่อว่าระบบรองรับกันสะเทือนได้ดีเยี่ยม มาขับบนถนนเหล่านี้ก็ยังนั่งไม่สบายครับ และโดยเฉพาะสะพานคอนกรีทที่สร้างใหม่ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่เกือบทุกแห่ง ผมไปลองใช้ตั้งแต่วันที่เริ่มเปิดให้ใช้งานไม่อยากเชื่อเลยครับว่า ฝ่ายผู้ว่าจ้างรับมอบผลงานแบบนี้มาได้อย่างไร เพื่อนผมเปรียบเทียบได้ชัดเจนดีว่าเป็นการสร้างด้วยอวัยวะเบื้องต่ำของมนุษย์

ที่จริงปัญหานี้ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง เพราะเป็นปัญหาเรื่องคุณภาพ ซึ่งต้องกำหนดไว้ในสัญญาว่าจ้างของทั้งกรมทางหลวงและกทม. และถ้าการตรวจสอบคุณภาพไม่ผ่าน ก็จะไม่มีการอนุมัติจ่ายเงิน เรื่องนี้ผู้รับเหมากลัวกันทุกราย ยกเว้นจะมีการจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งที่พวกเรารู้ๆ กันอยู่ จนแน่ใจว่าผลงานจะผ่านการอนุมัติได้ทั้งๆ ที่คุณภาพผิวจราจรต่ำกว่ามาตรฐานอย่างมาก ถ้าทำให้ฟรีพวกเราก็คงต้องทนใช้ไป แต่นี่เป็นการใช้เงินจากภาษีที่พวกเราจ่ายกันไปล้วนๆ ครับ

ผมจำได้ว่าถนนคอนกรีทมาตรฐานสากลสายแรกของไทย คือ ถนนสุขุมวิท ตั้งแต่ทางรถไฟเพลินจิตไปถึงเอกมัย สร้างเมื่อประมาณ 40 ปีก่อนคุณภาพดีมาก ทุกอย่างถูกต้องตามขั้นตอนใช้เครื่องมือทันสมัย ผิวจราจรเรียบตามมาตรฐานสากล เพราะใช้เครื่องมืออย่างดีจำนวนมาก อีกอย่างหนึ่งที่ชี้ชัดถึงคุณภาพของถนนนี้ คือ ความทนทานครับ ถูกใช้งานกว่า 30 ปียังเฉย แต่ปัจจุบันพังไปหมดแล้ว เพราะถูกขุดเจาะแบบล้างผลาญผลัดกันไปเรื่อย โดยไม่มีการประสานงานทั้งประปา โทรศัพท์ และไฟฟ้าส่วนที่ไม่ถูกขุดก็ยังพัง เพราะไม่มีการกั้นดินอย่างถูกต้องตอนขุด

คนรุ่นผมรวมทั้งรุ่นที่สูงวัยกว่า ไม่เคยนึกฝันหรอกครับ ว่าวันหนึ่งเราจะมีถนนแยกฝั่งแบบหลายลู่วิ่งให้ขับกันเป็นระยะทางหลาย 1,000 กิโลเมตรโดยเฉพาะสายหลักที่ออกจากกรุงเทพ ฯ ทั้งสี่ทิศไปจนเกือบสุดชายแดนนั้น มีประโยชน์อย่างยิ่ง ผมไม่ทราบว่าเป็นผลงานของรัฐบาลไหนหรือคณะกรรมการชุดใดที่มองการณ์ไกลพอสมควรในเรื่องนี้

ส่วน “ทางพิเศษ” ในกทม. นั้น ริเริ่มกันช้าไปเป็นสิบปีครับ สูญเสียทางเศรษฐกิจไปไม่รู้กี่หมื่นล้านบาทแต่ก็ยังดีที่เสร็จทันก่อนการจราจรของกทม. จะถึงขั้น “อัมพาต” ทาง “พิเศษ” เหล่านี้ ต้องมีวิธีใช้ที่พิเศษตามไปด้วยครับ แต่หน่วยงานของรัฐก็ไม่มีการให้ความรู้แก่ผู้ใช้ถนนเหล่านี้ ผมเชื่อว่าอุบัติเหตุกว่าครึ่งของที่เกิดขึ้นบนถนนเหล่านี้ จะไม่เกิดขึ้น ถ้าผู้ใช้ถนนปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง แม้แต่เจ้าหน้าที่ของการทางพิเศษ ฯ เอง ก็ปฏิบัติตนไม่ถูกต้องเลย และเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงด้วย

สำหรับผู้ขับรถอย่างพวกเรา ต้องเลือกลู่วิ่งหรือเลน (LANE) ให้ถูกต้อง คือ ทางซ้ายสุดหรืออย่างน้อยก็ลู่กลาง ส่วนลู่ขวาสำหรับแซงเท่านั้น เมื่อใดที่แซงพ้น ต้องกลับเข้ามาด้านซ้ายตามเดิม ถ้าจะขับลู่ขวาเป็นเวลานาน ก็ต้องมีรถที่ช้ากว่าอยู่ทางซ้ายเป็นระยะสั้นอย่างต่อเนื่อง

ขับลู่ซ้ายและลู่กลางอย่างเดียว ก็ยังไม่ได้หมายความว่าถูกต้องนะครับ ต้องมีการกำหนดความเร็วต่ำสุดไว้ในกฎหมายจราจรด้วยเช่นไม่ต่ำกว่า 50 หรือ 60 กม./ชม. ผมเห็นบางรายคลานอยู่ในลู่กลางแค่ 30 กม./ชม. ซึ่งนอกจากจะทำให้ผู้ร่วมใช้ทางเดือดร้อนแล้ว ยังอันตรายด้วย เพราะผู้ที่ขับตามหลังมาแต่ไกลหรือผู้ที่กำลังเปลี่ยนลู่วิ่ง ไม่คาดว่าจะมีรถช้าขนาดนี้อยู่ด้านหน้า

การเว้นระยะให้ห่างจากคันหน้าเพียงพอก็ต้องมีการสอนให้ประชาชนผู้ใช้ทางพิเศษเหล่านี้เข้าใจครับวิธีประมาณของผู้ใช้ถนนในบางประเทศของยุโรปได้ผลดีมาก คือ เอาตัวเลขความเร็วเป็นกม./ชม. หารด้วยสอง แล้วใช้หน่วยระยะห่างเป็นเมตร เช่นขับตามกันด้วยความเร็ว 90 กม./ชม. ก็เว้นระยะ 45 เมตร ระยะนี้ปลอดภัยมากครับ และยังเหลือระยะสำรองอยู่พอสมควร ลดลงอีกสัก 1 ใน 3 เหลือ 30 เมตร ก็ยังนับว่าปลอดภัยพอ แต่พวกเราเว้นระยะกันเท่าไรทราบไหมครับ 4 ถึง 6 เมตรเท่านั้น ไม่มีทางหยุดได้ทันถ้าคันหน้าเบรคฉุกเฉินอย่างแรง ที่ชนกันให้คนอื่นเดือดร้อนกันทั้งถนนวันแล้ววันเล่า เช้า สาย บ่าย เย็น ค่ำ ก็เพราะเหตุนี้แหละครับ

การส่งสัญญาณเตือนว่ามีรถเสียหรือจอดอยู่ข้างหน้าด้วยเหตุผลใดก็ตาม ต้องเตือนให้ผู้ใช้ทางรู้ตัวเป็นเวลานานเพียงพอครับอย่างน้อย 10 วินาทีก่อนถึงรถที่จอดอยู่ ถ้าขับด้วยความเร็ว 90 กม./ชม. หรือ 25 เมตร/1 วินาที ก็จะต้องตั้งเครื่องหมายหรือส่งสัญญาณเตือนหลังรถอย่างน้อย 250 เมตร ผมเห็นหน่วยซ่อมหรือทำความสะอาดของการทางพิเศษ ฯ ซึ่งไม่ได้รับการอบรมในเรื่องนี้ ตั้งกรวยพลาสติคห่างท้ายรถไปแค่ไม่ถึง 30 เมตร คือเห็นรถที่ขวางก่อนเห็นกรวยอีกครับ สำหรับพวกเราถ้ารถเสียต้องยอมเหนื่อยเดินไกลให้พอแล้วหาอะไรไปตั้งส่งสัญญาณให้ผู้ใช้ถนนรับรู้แต่เนิ่นๆ เป็นอันตรายที่เกือบทุกคนไม่เข้าใจและมองข้าม โดยเฉพาะในยามค่ำคืน

ก่อนจบขอฝากไปยังตำรวจที่ขับนำรถนักการเมืองด้วยว่า ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะต้องไปขับลู่ขวาสุดถึงจะมีอภิสิทธิ์ที่จะทำอะไรก็ได้บนถนนของบ้านเมืองนี้ ก็น่าจะคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชนบ้างหมดยุคนักการเมืองเหยียบหัวประชาชนเล่นได้ไปนานแล้วครับ



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา ตัณฑเศรษฐี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน สิงหาคม ปี 2550
คอลัมน์ : รอบรู้เรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/uYEWO

Follow autoinfo.co.th