บทความ

เชื้อเพลิงสำหรับอนาคต (ตอนจบ)


หลังจากที่เรารู้จักเชื้อเพลิงในรูปของแกสที่แพร่หลาย คือ แกสหุงต้ม และแกสธรรมชาติ กันในฉบับที่แล้ว มารู้จักเชื้อเพลิงเหลวสำหรับอนาคตกันบ้างครับ ซึ่งก็คือน้ำมันดีเซลนี่เอง แต่ไม่ใช่แบบที่เราใช้กันอยู่ โดยกลั่นจากน้ำมันดิบใต้ดิน แต่เป็นน้ำมันดิบดีเซลที่ได้จากการแปรรูปเชื้อเพลิงอื่นมาอีกต่อหนึ่งซึ่งนอกจากจะเป็นทางเลือกแล้ว ยังมีข้อดีอย่างมากเป็นผลพลอยได้ นั่นก็คือ เราสามารถเลือกให้มันมีคุณสมบัติดีกว่าแบบที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบ เป็นการสังเคราะห์ขึ้นมาด้วยกระบวนการที่มนุษย์คิดขึ้น โมเลกุลของน้ำมันดีเซลแบบนี้ จึงเหมาะกว่าสำหรับการนำมาใช้กับยานพาหนะ คือ ให้พลังงานสูงกว่าต่อปริมาตรเท่ากัน

แต่ที่สำคัญกว่านี้ คือ คุณสมบัติในการเผาไหม้ที่ดีกว่า ทำให้ปริมาณแกสพิษและเขม่าน้อยกว่ามาก มีวิธีสังเคราะห์น้ำมันดีเซลเหล่านี้หลายวิธีครับ แบบแรกสังเคราะห์จากแกสธรรมชาติ เรียกชื่อตามกระบวนการว่า GAS TO LIQUIDS นิยมใช้ชื่อย่อตามพยัญชนะหน้าว่า GTL วิธีนี้บริษัทเชลล์ ฯ ตั้งโรงงานผลิตมากกว่า 10 ปีแล้วในมาเลเซีย ผลิตได้ปีละไม่ต่ำกว่า 500,000 ตัน แต่จะส่งมาขายในเมืองไทยหรือไม่ จำนวนเท่าใด ผมไม่มีข้อมูล น้ำมันที่ได้จะเป็นน้ำมันดีเซลพิเศษที่ให้พลังงานต่อปริมาตรมากกว่า ไอเสียสะอาดกว่า

ถ้าจำไม่ผิดจะใช้ชื่อทางพาณิชย์ว่า “วี-เพาเออร์” ครับ ส่วนบริษัท SASOL/CHEVRON กำลังตั้งโรงงานสังเคราะห์น้ำมันดีเซลแบบ GTL ในกาตาร์ ประเทศที่มีแกสธรรมชาติสำรองมากที่สุดในโลก คือราวๆ 25 ล้านล้านลูกบาศก์เมตร คำว่าล้าน 2 ตัวนี้ไม่ได้พิมพ์เกินนะครับ เป้าหมายอยู่ที่การผลิตน้ำมันดีเซลให้ได้ปีละ 8 แสนตัน

วิธีที่สอง คือ การสังเคราะห์น้ำมันดีเซลจากถ่านหิน หรือ COAL TO LIQUIDS ชื่อย่อ คือ CTL เป็นความบังเอิญที่ค่อนข้างแปลกครับ เพราะประเทศที่มีถ่านหินอยู่มหาศาล ก็คือประเทศที่บริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงมหาศาลด้วย เช่น อินเดีย จีน และสหรัฐอเมริกา แต่ก็ยังมีประเทศอื่นอีกครับ ที่มีถ่านหินเป็นทรัพยากรธรรมชาติ แต่ยังบริโภคไม่มาก พวกนี้เป็นพวกมีโอกาสผลิตขายเอาเงินเข้ากระเป๋าไว้ก่อน

น้ำมันดีเซลที่สังเคราะห์จากถ่านหิน มีคุณสมบัติดีไม่ต่างจากการสังเคราะห์จากแกสธรรมชาติ แต่ทั้ง 2 แบบนี้ก็ยังมีต้นกำเนิดมาจากแหล่งพลังงานใต้ดินเหมือนกัน สู้วิธีที่ 3 ไม่ได้ เพราะเป็นการสังเคราะห์จากพืชที่อยู่บนโลก นั่นคือ การสังเคราะห์น้ำมันดีเซลจากชีวมวล หรือ BIOMASS TO LIQUIDS ในชื่อ BTL

เพราะถ้ามองในประเด็นสิ่งแวดล้อมแล้ว 2 วิธีแรกเป็นการนำเชื้อเพลิงใต้ดินขึ้นมาเผาไหม้ ซึ่งย่อมก่อให้เกิดแกสคาร์บอนไดออกไซด์ ที่รู้จักกันในนาม “แกสเรือนกระจก” เพิ่มขึ้น ในขณะที่วิธีที่ 3 นี้ ได้จากพืช ซึ่งก่อนหน้าที่จะมาเป็นเชื้อเพลิง ก็ได้บริโภคแกสคาร์บอนไดออกไซด์จากบรรยากาศไปแล้ว จึงหักล้างกันได้กับส่วนที่เกิดจากการเผาไหม้ในเครื่องยนต์ครับ

ชีวมวลที่ว่านี้ ก็คือ บรรดาส่วนที่เหลือใช้จากพืช เช่น เศษไม้ ขี้เลื่อย ฯลฯ

ผลผลิตน้ำมันดีเซลจากชีวมวล อยู่ในอัตราที่ดีมากครับ คือ จากเศษไม้เพียง 2 กิโลกรัมเศษ จะได้น้ำมันดีเซล (หรือเรียกให้ชัดว่า ไบโอดีเซล ก็ได้) ปริมาณ 1 ลิตร น้ำมัน BTL นี้จึงเป็นทั้งน้ำมันดีเซลสังเคราะห์และเป็นไบโอดีเซลด้วย คุณสมบัติจึงเหมาะกับเครื่องยนต์ในรถของพวกเรา มากกว่าไบโอดีเซลที่ได้จากการแปลงรูปน้ำมันพืช

ผลผลิตจากทั้ง 3 วิธีนี้ เช่น น้ำมันเชื้อเพลิงประเภทสังเคราะห์ ซึ่งแน่นอนว่าต้นทุนการผลิตในช่วงที่กำลัง “ตั้งไข่” ลองผิดลองถูกกันอยู่บ้าง ยังสูงกว่าน้ำมันดีเซลจากน้ำมันแร่หรือน้ำมันดิบใต้ดินอยู่พอสมควร โดยเฉพาะน้ำมันจากชีวมวล ที่มีข้อดีเหนือกว่าอย่างอื่น ยังมีต้นทุนราว 2 เท่าของน้ำมันจากน้ำมันดิบ แต่ถ้ามองในระยะยาวอย่างสั้นหน่อย เช่น อีก 10 ปีข้างหน้า ต้นทุนก็จะลดลงไปอีกพอสมควร และที่แน่นอนยิ่งกว่าอะไร ก็คือ ราคาน้ำมันดิบใน 10 ปีข้างหน้า ก็มีแต่จะขยับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ถึงเวลานั้นส่วนต่างของต้นทุนอาจจะแทบไม่เหลือเลยก็ได้

ส่วนไบโอดีเซลอีกอย่าง เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องดีเซล ที่ได้จากการแปรรูปน้ำมันพืชที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ศัพท์ทางวิชาการเรียกว่า TRANSESTERIFICATIONS ไม่ใช่สักแต่ว่าเป็นน้ำมันพืชที่ทำให้เครื่องยนต์ดีเซลทำงานได้ แล้วจะเรียกว่าไบโอดีเซลนะครับ เครื่องยนต์ดีเซลจุดระเบิดเชื้อเพลิงด้วยความร้อนที่เกิดจากการอัดอากาศให้มีปริมาตรเล็กลงในกระบอกสูบ แล้วน้ำมันพืชที่ได้จากการสกัด ไม่ว่าจะจากผล จากเมล็ด ก็ล้วนมีพลังงานอยู่ในตัวหรือในเนื้อของมันทั้งนั้นครับ เมื่อร้อนถึงจุดหนึ่งย่อมลุกไหม้ได้ แม้น้ำมันที่ไม่ใช่ไบโอดีเซลตามมาตรฐาน ถ้าฝืนนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงกับเครื่องดีเซล มันก็จะทำงานได้ทั้งนั้นครับ แต่ว่านานเท่าใดจึงจะมีปัญหา นานเท่าใดเครื่องจะพัง

น้ำมันพวกนี้ต้องห้ามเรียกว่าไบโอดีเซลครับ ถ้าเราเอาน้ำมันพืชที่ใช้ทำกับข้าวมาเติมรถดีเซล มันก็จะทำงานได้แทบไม่ต่างจากการใช้น้ำมันดีเซลจากปั๊มน้ำมัน ปัญหาอยู่ที่เมื่อใดจะมีปัญหาถึงขั้นเครื่องยนต์ชำรุด ในต่างประเทศมีการทดสอบแบบที่ว่านี้ ผมจำไม่ได้แน่ว่าใช้ได้กี่หมื่นกิโลเมตร จำได้แต่ตอนจบเครื่องยนต์ชำรุดอย่างหนัก

กลับมาที่ไบโอดีเซลแท้กันต่อ ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสียปนกันอยู่ ในส่วนดีก็คือ ลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ได้มาก เมื่อมองภาพรวมว่าพืชที่นำมาสกัด ได้ใช้แกสนี้จากบรรยากาศแล้ว นอกจากนี้ยังเป็นน้ำมันดีเซลที่ไม่มีกำมะถันปนอยู่ ต่างจากน้ำมันดีเซลจากน้ำมันแร่ที่มีกำมะถันปนอยู่เป็นสารไม่พึงประสงค์มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับส่วนประกอบในน้ำมันดิบของแต่ละแหล่ง

น้ำมันดีเซลไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเชื้อเพลิงอย่างเดียวในรถของเรานะครับ มันต้องทำหน้าที่หล่อลื่นชิ้นส่วนที่เสียดสีกันของระบบจ่ายเชื้อเพลิงด้วย เช่น ปั๊มเชื้อเพลิงโดยเฉพาะของรถรุ่นใหม่ ที่มีการเสียดสีรุนแรงเนื่องจากใช้ระบบความดันสูง คุณสมบัติด้านการหล่อลื่นของไบโอดีเซล จึงยังไม่เพียงพอเพื่อตัดปัญหานี้ โรงงานผลิตรถยนต์และโรงงานผลิตเครื่องยนต์ส่วนใหญ่ จึงจำกัดสัดส่วนของไบโอดีเซลที่นำมาผสมกับน้ำมันดีเซลจากน้ำมันแร่ ไวไม่เกิน 5 % เท่านั้น

นอกจากหล่อลื่นสู้ไม่ได้แล้ว ไบโอดีเซลจากน้ำมันพืช ยังมีความสามารถในการละลายวัสดุต่างๆ ได้ดีกว่าน้ำมันดีเซลจากน้ำมันแร่ด้วย เพราะฉะนั้นถ้านำมาใช้ในอัตราผสมสูง ก็อาจละลายวัสดุบางอย่างของระบบเชื้อเพลิงจนชำรุด หรืออย่างน้อยก็ละลายหลุดมาอุดตันไส้กรองเชื้อเพลิงจนใช้งานไม่ได้

ส่วนเอธานอล หรือ เอธิลแอลกอฮอล์ที่นำมาผสมกับเบนซินเป็นแกสโซฮอลนั้น ผมเขียนมาหลายรอบแล้ว ตอนนี้ก็มีการพยายามสร้างภาพว่าใช้แล้วไม่มีโทษต่อเครื่องยนต์ ผมว่าดูคำกล่าวอ้างที่ว่า รถที่ผลิตตั้งแต่ปี 1996 ใช้ได้ทุกรุ่นทุกตรา โดยไม่มีปัญหา

ผมว่าเด็ก 10 กว่าขวบก็รู้ได้จากสามัญสำนึก ว่ามันเป็นการลวงโลก เพราะเครื่องยนต์แต่ละรุ่นแต่ละตราของหลายประเทศ มันไม่ได้เปลี่ยนรุ่นพร้อมกัน มีรถหลายรุ่นที่ผู้ผลิตไม่ได้อนุญาตให้ใช้แกสโซฮอลแต่ใช้แล้วก็ไม่เห็นความผิดปกติ หรือความเสียหาย ถ้าเขียนให้ถูกต้องก็ต้องบอกว่า ยังไม่เห็นความเสียหายทั้งๆ ที่อาจเกิดขึ้นแล้ว

แต่ที่แน่ๆ ก็คือ มีรถหลายรุ่นหลายคันในประเทศไทย ที่ใช้แกสโซฮอลแล้วมีปัญหาที่เห็นชัดพิสูจน์ได้และค่าเสียหายถึงระดับแสนบาท เช่น วัสดุในหัวฉีดเสื่อม หัวฉีดหัวละหมื่นกว่าบาท 6 หัวก็เกือบถึงแสนแล้วครับ ยังไม่รวมส่วนอื่นๆ และค่าซ่อม

ผมอยากถามว่าเหตุใดหน่วยงานที่รับผิดชอบจึงต้องพยายามกำจัดเบนซิน 95 ให้หมดไปด้วย มันคือวิธีเผด็จการในการเพิ่มยอดจำหน่ายเอธานอลจากโรงกลั่น ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า นักการเมืองหรือไม่ก็ตัวแทน ล้วนเข้าไปถือหุ้นไว้ตั้งแต่ตอนเริ่มโครงการแล้ว

และผมทายไว้เลยว่า เมื่อใดที่ผูกขาดบังคับให้พวกเราใช้กันแต่แกสโซฮอลสำเร็จ เราก็จะได้เห็นแกสโซฮอลราคาแพงกว่าลิตรละ 30 บาทแน่นอน



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา ตัณฑเศรษฐี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน สิงหาคม ปี 2550
คอลัมน์ : รู้ลึกเรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/O2bOS

Follow autoinfo.co.th