บทความ

หรือจะถึงยุคเสื่อมของสื่อ ฯ แล้ว ?


ผมเป็นคนไม่ชอบดูโทรทัศน์ เพราะหารายการที่ถูกใจยากมาก ถึงจะพอมีอยู่บ้าง แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่
ไม่ว่างจากงาน หรือไม่ก็อยู่นอกบ้าน จะได้เห็นบางสิ่งบางอย่างอยู่บ้าง ก็เฉพาะเวลาที่คนอื่นกำลังดูอยู่
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาบังเอิญได้เห็นรายการเกี่ยวกับรถยนต์ของสถานีโทรทัศน์ช่อง 5 ช่วงเย็น ไม่ทราบชื่อ
รายการ เห็นแต่สัญลักษณ์เป็นพยัญชนะ ฅ ชั่วครู่ เนื้อหาของรายการทำให้ผมตกตะลึง แต่เป็นการ
ตะลึงในด้านลบ เพราะสิ่งที่ผู้จัดรายการพูดนั้น แทบไม่มีความถูกต้องทางวิชาเลย เต็มไปด้วยการ
ทึกทักเอาเอง อคติ ใช้ความเห็นส่วนตัว และปราศจากความยุติธรรม ที่จริงแล้วผู้รับผิดชอบของสถานีโทร
ทัศน์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องรถยนต์เป็นพิเศษ ก็น่าจะเห็นได้ว่า การที่ผู้จัดรายการนำรถสองรุ่นสอง
ตรามาเปรียบเทียบกัน แบบไม่มีกฎเกณฑ์หรือมาตรฐานใดๆ ไม่อยู่บนพื้นฐานทางวิชาการ ใช้ความเห็น
ความรู้สึกส่วนตัวเป็นเครื่องตัดสิน นึกอยากจะตำหนิคันไหนก็ได้ ตามแต่ใจหรือผลประโยชน์จะพาไป
มีการวิจารณ์โครงสร้างด้านหน้าของรถคันหนึ่งว่า น่าจะให้ความปลอดภัยเพราะมีส่วนที่อ่อน น่าจะยุบ
ตัวได้ดีเมื่อชน แต่แล้วอีก 5 นาทีต่อมา ก็วิจารณ์รถอีกคันว่า ด้านหน้ามีชิ้นส่วนอยู่ชิ้นหนึ่ง แข็งมาก น่า
จะให้ความปลอดภัยเมื่อชน

รายการประเภทนี้ ผู้ที่จะได้ประโยชน์ ก็คือ เจ้าของสถานี (ซึ่งถ้าเลือกผู้จัดรายการ ที่ให้ความรู้ถูกต้อง
แก่ผู้ชม ก็ได้เงินเท่ากันอยู่ดี) และผู้จัดรายการ ส่วนผู้ที่สูญเสีย ก็คือ ผู้ชมที่ได้ความรู้ผิดๆ ไปหมด สูญ
เวลาเปล่า ถ้าหลงเชื่อแล้วนำไปใช้ หรือนำไปสอนผู้อื่นต่อ ก็ยิ่งหนักเข้าไปอีก กับผู้ผลิตหรือผู้จำหน่าย
รถยนต์ตราที่ถูกตัดสินว่าไม่ดี คุณภาพต่ำ สู้อีกตราไม่ได้ ส่วนผู้สนับสนุนรายการ ในรูปของการ
โฆษณาสินค้า ยังไม่แน่ครับว่าจะได้หรือเสียประโยชน์ คุ้มกับเงินที่จ่ายไปหรือไม่ ขึ้นอยู่กับระดับความ
รู้และภูมิปัญญาของผู้ชม ถ้าส่วนใหญ่รู้เท่าทัน และไม่ยอมรับกับการเปรียบเทียบที่เต็มไปด้วยอคติ
และอุปาทานเหล่านี้ ก็จะเปลี่ยนไปชมรายการของสถานีอื่นแทน

การจัดรายการ “น้ำเน่า” แบบนี้ ถ้าไปทำในประเทศที่พัฒนาแล้ว (สมมตินะครับ เพราะผู้รับผิดชอบ
ของสถานีเขาจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นเด็ดขาด) รับรองได้เลยว่า แค่ 3 วันหลังจากรายการแรก ก็จะมี
ทั้งจดหมายและอีเมลจากผู้ชม นับแสนกลับมาต่อว่าจนท่วมสถานี สำหรับผู้ชมแล้ว ผมขอแนะนำว่า
การไม่ได้ความรู้เพิ่มขึ้น ยังดีกว่าการได้ความรู้ผิดๆ ครับ

…………………………

ยังมีคนจำนวนไม่น้อย เชื่อว่าอะไรก็ตามที่รัฐบาลบอกนั้น จะต้องเป็นความจริง หรือไม่ก็อะไรก็ตาม
ที่รัฐบาลบอกให้หรือขายแก่ประชาชนนั้น มันต้องดีหรืออย่างน้อยก็ใช้ได้เสมอ ใครที่กำลังมีความคิด
เช่นนี้กำลังเข้าใจผิดอย่างมหันต์ครับ ในยุคที่นักการเมืองมองการเมืองเป็นธุรกิจ ที่จะต้องใช้กอบโกย
ผลประโยชน์ พวกเราหวังไม่ได้ว่า สิ่งที่รัฐมอบให้แก่ประชาชนนั้น จะเป็นสิ่งที่ดี หรือมีประโยชน์ต่อ
พวกเราเสมอไป องค์กรของรัฐจำนวนมากถูกครอบงำ และใช้หาผลประโยชน์ให้นักการเมืองและ
เครือญาติหรือพวกพ้อง

ผมเคยเขียนในคอลัมน์นี้เกินกว่าหนึ่งครั้ง ว่าเอธิลแอลกอฮอล์นั้น มีคุณสมบัติในการกัดกร่อนและ
ทำลายวัสดุต่างๆ ได้สูงมาก แม้จะผสมเพียงร้อยละ 10 ในเชื้อเพลิง ก็ยังจะให้โทษต่อวัสดุหลายอย่าง
ของเครื่องยนต์และระบบจ่ายเชื้อเพลิง ยังไม่พูดถึงความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น จากค่าพลังงาน
ในเอธานอลหรือเอธิลแอลกอฮอล์ซึ่งต่ำกว่าในเบนซิน แต่การลดราคาให้ต่างกันพอสมควรในระดับ
ที่เป็นอยู่นี่ ก็ชดเชยกับความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นได้เพียงพอ

ตรงจุดนี้ผมไม่ขอตำหนิ ใครที่คิดว่าเติมแกสโซฮอล หรือเชื้อเพลิง อี-10 แล้วจะประหยัดได้เท่ากับส่วน
ต่างของราคา เมื่อเทียบกับเบนซินนั้น กำลังเข้าใจผิดครับ ผมไม่ขอฉายซ้ำอีก แต่ที่งงมากก็คือการที่มี
บางคนโต้แย้งทางอินเตอร์เนทว่า ถึงไม่ดูที่ราคา ใช้แกสโซฮอลแล้ว ก็กลับสิ้นเปลืองน้อยกว่าเบนซิน
อีก เมื่อเทียบความสิ้นเปลืองเป็น กม./ลิตร ไม่มีทางเป็นไปได้ครับ ถ้าคนเหล่านี้ไม่ใช่ “หน้าม้า” ของ
พวกมีผลประโยชน์กับการจำหน่ายแกสโซฮอล ก็ต้องผิดพลาดที่การวัดหรือการคำนวณ

กลับมาปัญหาการกัดกร่อนโดยเอธานอลกันต่อครับ ผมเคยเสนอไว้ว่า ถ้าต้องการช่วยเหลือเกษตรกร
พร้อมกับลดปริมาณการใช้น้ำมันดิบ ซึ่งต้องซื้อจากต่างประเทศ โดยไม่ทำให้เครื่องยนต์และระบบ
เชื้อเพลิงของผู้ใช้รถเสียหาย ผสมเอธานอลเพียง 3 ถึง 5 % ก็พอแล้วครับ ส่วนค่าออคเทนก็ใช้สาร
ช่วยเพิ่มค่าไปตามสมควร ถ้าผสมเจือจางระดับนี้ ก็ค่อนข้างมั่นใจว่าจะไม่มีความเสียหายต่อรถของ
ประชาชน

ตอนนี้มีหลักฐานสนับสนุนแล้วครับ นิตยสาร AUTO MOTOR UND SPORT ซึ่งเป็นนิตยสารเก่า
แก่ที่มีชื่อเสียงของประเทศเยอรมนี และพิมพ์จำหน่ายหลายประเทศในยุโรป รวมทั้งหนึ่งประเทศ
ในเอเชีย คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ออกแบบสอบถามเป็นทางการ ต่อผู้ผลิตรถทุกตราที่
จำหน่ายในประเทศเยอรมนีว่า การผสมของเอธานอลในเชื้อเพลิงเบนซินและไบโอดีเซลในเชื้อ
เพลิงดีเซล ในสัดส่วนเท่าใด ที่ไม่ต้องมีการดัดแปลงใดๆ เป็นพิเศษ และไม่ให้โทษต่อเครื่องยนต์
และระบบเชื้อเพลิง

ปรากฎผลว่าทุกโรงงานผู้ผลิต ตอบเป็นเสียงเดียวกันหมดว่า ไม่เกินร้อยละ 5 ไม่ว่าจะเป็นเอธานอล
ในเบนซิน หรือไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซล ถ้าเกินกว่านี้มีปัญหาแน่ ขณะนี้อยู่ระหว่างประเมินผล
ว่าจะต้องดัดแปลงแก้ไขส่วนใดบ้าง เพื่อให้ผสมได้ในอัตราส่วน 10 % ไม่ว่าจะเป็นเอธานอลใน
เบนซิน หรือไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลที่กลั่นจากน้ำมันดิบ

มีเพียง 2 รายครับ คือ เปอโฌต์ แจ้งกลับมาว่า อนุญาตให้ผสมได้ถึงสัดส่วน 30 %
ในเชื้อเพลิงดีเซล ส่วน โฟล์คสวาเกน บอกว่ายอมให้ใช้แกสโซฮอล (ซึ่งก็คือเอธานอลผสมกับ
เบนซิน) ที่มีปริมาณเอธานอล 10 % ได้โดยไม่มีปัญหา ผู้ผลิตอื่นทั้งหมดนอกเหนือจากนี้ ล้วนบอก
ว่ากำลังศึกษาผลกระทบของการใช้แกสโซฮอล ระดับ อี-10 คือ เอธานอล 10 % อยู่ ว่าต้องดัดแปลง
แก้ไขส่วนใดบ้าง ส่วนการใช้ไบโอดีเซลผสมในอัตรา 10 % ขึ้นไป ต้องดัดแปลงแก้ไขเครื่องยนต์
ที่จะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นมากพอสมควร

…………………………………………….

ใครที่ติดตามข่าวสารในวงการรถยนต์อย่างสม่ำเสมอหรือสังเกตสติคเกอร์ตามกระจกรถบนท้อง
ถนน คงจะทราบแล้วนะครับว่า ขณะนี้กำลังมีความนิยมตั้งสมาคม ชมรมของผู้ใช้รถ ส่วนใหญ่
ก็จะเป็นชมรมผู้ใช้รถตราใดตราหนึ่ง หรือไม่ก็เฉพาะรุ่นใดรุ่นหนึ่ง สมาคมหรือชมรมทำนองนี้
ในต่างประเทศที่พัฒนาแล้ว มีกันมานานมาก ของเราเพิ่งมาเริ่มกัน พร้อมกับความแพร่หลาย
ของเครือข่ายสารสนเทศด้วยอีเลคทรอนิคส์ เช่น อินเตอร์เนท ซึ่งที่จริงแล้วก็ไม่ใช่เงื่อนไข
สำคัญของการก่อตั้งสมาคมหรือชมรม เพียงแต่ให้ความสะดวกเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในการ
สื่อสารและให้ข้อมูล

การก่อตั้งสมาคม หรือชมรมของผู้ใช้รถนั้น โดยหลักการแล้วควรจะมีประโยชน์ต่อทุกฝ่ายครับ
ถ้ามีกฎระเบียบและเป้าหมายที่ดี ให้ทุกอย่างเป็นไปในทางสร้างสรรค์ โดยส่วนตัวแล้วผมเห็น
ด้วยอย่างยิ่ง และต้องการเห็นชมรมเหล่านี้เติบโตแบบยั่งยืน เลยอยากให้ข้อคิดสำหรับผู้ที่กำลัง
จะก่อตั้งชมรม หรือแม้แต่กลุ่มที่ก่อตั้งสำเร็จเรียบร้อยแล้วก็ตาม

สิ่งดีๆ ทั้งหลายนั้น มิได้หาง่าย แต่การทำให้ได้มาซึ่งสิ่งดีๆ เหล่านั้น ก็ยังง่ายกว่าการรักษามัน
ให้คงไว้ครับ การก่อตั้งชมรมผู้ใช้รถหรือผู้ชื่นชมรถตราใดหรือรุ่นใดก็ตาม จึงไม่ใช่เรื่องยาก
ถ้าเพียงขอให้มี หรือขอให้เป็นชมรม แค่รวบรวมสมาชิกให้ได้จำนวนหนึ่ง ตั้งชื่อแล้วไปขึ้น
ทะเบียนเป็นทางการหรือไม่ก็ตาม

แต่การทำให้เป็นชมรมที่ดีมีคุณภาพนั้นยากกว่ามากครับ และที่ยากยิ่งกว่านี้อีก ก็คือ การรักษา
มันไว้ให้ยั่งยืน ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ที่จะตั้งขึ้นมาได้ไม่ถึงครึ่งปี แล้วก็เลิกรากันไป ผมเชื่อ
ว่าการก่อตั้งชมรมผู้ใช้รถหรือนิยมรถตราใดหรือรุ่นใดก็ตาม ต้องมีกลุ่มผู้ก่อตั้ง หรือจะเรียก
แบบไม่เป็นทางการว่ากลุ่มแกนนำก็ได้

(ใช้คำนี้แล้วทำให้นึกถึงนักการเมืองขี้ฉ้อ เสียอารมณ์ครับ) กำหนดเป้าหมาย กฎระเบียบ และ
ขั้นตอนการดำเนินงานให้ชัดเจน เช่น ไม่ยอมให้ผู้ผลิตรถตรานั้น มามีอิทธิพลครอบงำ แต่
ยินดีรับการสนับสนุนแบบไม่ผูกมัด หรือ ห้ามสมาชิกรายใดก็ตาม ใช้ชมรมเป็นโอกาสใน
การทำธุรกิจ หรือหาผลประโยชน์ส่วนตัว เป็นต้น

หัวใจของความยั่งยืนและคุณภาพของชมรมอยู่ที่การเสียสละของสมาชิกครับ แม้จะไม่ทุกคน
ก็ตาม ถ้าทุกคนหวังแต่ว่า จะหาโอกาสฉกฉวยผลประโยชน์อะไรได้จากชมรมบ้าง รับรองว่า
ชมรมจะตายตั้งแต่ตอนเกิดแล้วครับ

ถ้ามีการดำเนินการในทางที่ควรจะเป็นแล้ว ชมรมทำนองนี้ให้ประโยชน์แก่ทุกฝ่ายครับ ตั่งแต่
ผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายรถตรานั้นหรือรุ่นนั้น ที่จะมีโอกาสเข้าถึงกลุ่มลูกค้าโดยตรง มีโอกาสสร้าง
ความประทับใจ เพื่อขยายฐานลูกค้าออกไปอีก เพราะไม่มีการโฆษณาใดได้ผลเท่าคำชมจากผู้ใช้
รถตรานั้น ฝ่ายผู้ใช้รถที่เป็นสมาชิก ก็มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ ความเห็นเกี่ยวกับการใช้รถ
การหาซื้ออะไหล่ มีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้น

เมื่อรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน เช่น รวมกันสั่งซื้ออะไหล่ที่ใช้บ่อย ได้ในราคาพิเศษจากจำนวนที่สั่ง
มีการนัดทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น การร่วมเดินทางท่องเที่ยว การนัดประลองความเร็วและฝีมือขับ
ในสนามแข่งอย่างปลอดภัย การเชิญวิทยากรมาให้ความรู้เกี่ยวกับการขับรถ การบำรุงรักษา

แม้แต่คนภายนอกชมรมที่ไม่เกี่ยวข้องด้วย ก็ยังมีโอกาสได้รับประโยชน์เลยครับ เช่น ถ้าสมาชิก
นัดรวมตัวกัน ไปทำบุญหรือบริจาคสิ่งของหรือทรัพย์เพื่อช่วยเหลือนักเรียนที่ยากจนในชนบท
การมีเวบไซท์ไม่ได้หมายความว่ามีชมรมนะครับ อย่าหลงประเด็นตรงนี้ มันเป็นเพียงสิ่งช่วย
อำนวยความสะดวกอย่างหนึ่งเท่านั้น เพราะถ้าขาดสิ่งอื่นที่ผมกล่าวมาแล้วเพียงไม่กี่เดือนมัน
ก็จะถึงจุดที่เรียกกันว่า “ตาย” แล้ว เพราะไม่มีใครคอยดูแลและปรับปรุง



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา
ภาพโดย : -
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มีนาคม ปี 2550
คอลัมน์ : รอบรู้เรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/bDUqn
อัพเดทล่าสุด
18 Nov 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
3.
524,000
4.
599,000
5.
3,599,000
7.
2,090,000
8.
2,229,000
9.
779,000
10.
3,590,000
12.
1,316,000
13.
1,749,000
15.
3,299,000
16.
5,399,000
17.
6,799,000
18.
3,249,000
19.
4,980,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th