บทความ

“จีน” ผู้นำคนใหม่แห่งโลกอุตสาหกรรมรถยนต์


เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ซึ่งได้พบเห็น สภาพบ้าน
เมืองที่พัฒนาอย่างรวดเร็วในทุกๆ ด้าน ความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศจีนนั้น เกิดขึ้นตั้งแต่มี
การเปิดประเทศ ทำให้จีนกลายเป็นแหล่งผลิตสินค้าที่ใหญ่ที่สุดของโลกก็ว่าได้

 

ด้วยจำนวนประชากรมหาศาล และค่าครองชีพที่แสนถูก จีนจึงเป็นแหล่งผลิตสินค้าของคนทั่วโลกที่มี
ต้นทุนต่ำที่สุด เพราะการผลิตแบบจำนวนมหาศาล โดยใช้หลัก ECONOMY OF SCALE หมายถึง ยิ่ง
ผลิตจำนวนมากเท่าไร ต้นทุนต่อชิ้นก็จะถูกลงเท่านั้น

หลังจากมีการสั่งผลิตสินค้าจากทั่วโลก สินค้าบแรนด์ดังๆ มากมายได้มาว่าจ้างให้จีนผลิต ทำให้มีการ
ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการผลิตอย่างต่อเนื่อง จีนจึงมีศักยภาพที่จะผลิตสินค้าได้หลากหลาย แต่บ
แรนด์เนมดังๆ ที่ให้โรงงานในจีนผลิตล้วนแล้วแต่โดนละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยของกอพพีมากมาย ถ้าสังเกตกันดีๆ แล้ว ปัจจุบันของกอพพีเหล่านั้นถูกดัดแปลงให้แตกต่างจากของแท้ออกไป ด้วยการออกแบบของคน
จีนเอง ซึ่งน่าจะถึงเวลาของ “ทฤษฎี การพัฒนาแบบต่อยอด” แล้วนั่นเอง

เนื่องจากปัจจุบัน ความรู้ต่างๆ ถูกถ่ายทอดกันได้อย่างรวดเร็ว ประเทศจีนจึงนำทฤษฎีการพัฒนาแบบ
ต่อยอดนี้มาใช้พัฒนาประเทศ ความหมายก็คือ นำสิ่งที่ผู้อื่นพัฒนามาจนใช้ได้ดีแล้ว มาพัฒนาต่อซึ่งจะ
สามารถประหยัดงบประมาณได้อย่างมหาศาล เช่นเดียวกับวงการรถยนต์ของจีน ที่เริ่มจากศูนย์
เพราะสมัยก่อนนั้นใช้แต่จักรยาน เมื่อเริ่มเปิดประเทศ ก็เริ่มมีบริษัทรถยนต์จากต่างประเทศเข้ามาลงทุน ที่
เห็นมากที่สุดก็น่าจะเป็นกลุ่ม โฟล์คสวาเกน

ต่อมารถยนต์สัญชาติจีนอีกหลายยี่ห้อก็เกิดขึ้นในหลายรูปแบบ ตั้งแต่เลือกซื้อสายพานการผลิตของรถ
รุ่นที่คิดว่าเหมาะกับการใช้งานในภูมิภาคนั้น เช่น ยี่ห้อ LANDWIND ก็ซื้อสายพานการผลิตของ อีซูซุ
เวกา มาทั้งหมด เพื่อมาผลิตและขายใหม่ เป็นต้น

ในระยะแรกนั้น เครื่องไม้เครื่องมือยังไม่ดีพอ ทำให้รถที่ออกมาดู ไม่เรียบร้อย บวกกับการออกแบบที่
ไม่ใช่มืออาชีพ ทำให้รถจีน ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร หลายปีผ่านไป การพัฒนาด้านวงการ
รถยนต์ของจีนมีมากขึ้น หน้าตาของรถรุ่นใหม่ๆ ดูดีกว่าเมื่อหลายปีก่อน ด้วยการพัฒนาแบบต่อยอด
สังเกตได้ว่า รถจีนที่ได้เห็นหลายรุ่นมีเค้าโครงจากรถที่เรารู้จักกันดีทั้งนั้น เช่น เมร์เซเดส-เบนซ์ ซี-
คลาสส์ บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์ 5 มิตซูบิชิ สเปศแวกอน เป็นต้น

จากการประกอบและผลิตในส่วนที่ไม่เรียบร้อยในระยะแรก ปัจจุบัน จีน สามารถพัฒนาได้ดีขึ้นอย่าง
เห็นได้ชัด แต่ก็ยังไม่เทียบเท่ารถญี่ปุ่น หรือรถยุโรป ที่เขาใช้เวลาในการพัฒนามาเป็น 100 ปี

ถ้าจะให้วิเคราะห์กันจริงๆ ต้นแบบที่จีนน่าจะใช้เป็นแนวทางที่ดีที่สุด ก็คือ ญี่ปุ่น เป็นรถขนาดเล็ก
สร้างมาเพื่อตอบสนองคนท้องถิ่น หน้าตาของรถก็ดูธรรมดา แต่มีรายละเอียดของการออกแบบลวด
ลายกระจังหน้าที่ต่างจากรถยุโรป ในแบบฉบับของชาวตะวันออกโดยเฉพาะ

แต่เมื่อกลับมาดูจุดแข็งของจีนแล้ว ถือว่ามีพร้อมเกือบทุกด้าน ตั้งแต่วัตถุดิบ จำนวนประชากร ค่าแรง
ที่ต่ำ เงินลงทุนที่พร้อม เศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง การพัฒนาแบบต่อยอด ผมจึงมั่นใจและสามารถหลับตา
ทำนายได้เลยว่า จีนจะเป็นมหาอำนาจแห่งอุตสาหกรรมรถยนต์รายต่อไปอย่างแน่นอน



------------------------------
เรื่องโดย : แมน ดีไซจ์น
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มีนาคม ปี 2550
คอลัมน์ : มุมมองนักออกแบบ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/W6NGL
อัพเดทล่าสุด
18 Jan 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
2,990,000
2.
990,000
3.
1,397,000
4.
4,090,000
5.
16,950,000
6.
3,500,000
7.
3,065,000
8.
11,530,000
9.
24,500,000
10.
17,440,000
11.
14,900,000
12.
679,000
13.
21,900,000
14.
14,900,000
15.
3,699,000
16.
2,930,000
17.
1,290,000
18.
21,890,000
19.
3,090,000
20.
75,000,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

What's New

บทความที่เกี่ยวข้อง

ซูบารุ เอกซ์วี ใหม่ เปลี่ยนลุค แต่ไม่เปลี่ยนแนว
โตโยตา ยารีส VS ยารีส เอทีฟ ที่สุดของความคุ้มค่า
บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์ 5 รสชาติเดิม เพิ่มเติมความกลมกล่อม
เอาดี คิว 2 ผู้นำดีไซจ์น สไตล์ BAUHAUS
โวลโว เอส 90 รถสวีเดน สัญชาติจีน กลิ่นเยอรมัน
นิสสัน โนท ภายนอกสดใส ภายในเย็นชา