บทความ

“เถ้าแก่เซ็ง”


ขออนุญาตโต๋เต๋ไปคุยเรื่องอื่นก่อนที่จะพาทัวร์โรงศาลตามประสาคนหัวหมอ สิ่งที่อยากเอ่ยถึงในช่วงนี้คือ “กลิ่นรถใหม่”

เพราะตอนนี้คนไทยซื้อรถใหม่ ไม่รู้ว่าร่ำรวยอะไรกันนักกันหนา ราคารถก็ใช่ว่าถูก ขี้หมูขี้หมาราคาเหยียบล้านทั้งนั้น ถ้าขี้แรดขี้ช้างต้องเป็นล้านๆ ขึ้นไป

ไปทางไหนเห็นรถป้ายแดงจนแสบหูแสบตาไปหมด เล่นเอาคนขี่รถป้ายธรรมดาเซ็งไปตามๆ กัน

อันว่ารถใหม่นั้นมีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง คือ “กลิ่นแรง” หมายถึง กลิ่นภายในห้องโดยสาร ซึ่งมาจากเบาะนั่ง กาว สี และอุปกรณ์ตกแต่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลาสติค แม้กระทั่งเบาะหนังแท้ ก็ส่งกลิ่นออกมาด้วยเหมือนกัน

จริงอยู่กลิ่นรถใหม่ทำให้เจ้าของรู้สึกเป็นปลื้ม

“เฮ้อ ตูมีปัญหาซื้อรถใหม่จ๋องมาขี่กะเขาเหมือนกันวุ้ย”

จึงสมัครใจสูดดมกลิ่นรถใหม่ด้วยความรู้สึกชื่นอกชื่นใจซะเหลือเกิน บางครั้งยังพูดจาทำนองโชว์คนอื่น

“เห็นไหม กลิ่นรถใหม่มันเป็นยังงี้เอง รถเก่ารถมือสองไม่มีกลิ่นยังงี้หรอก นายว่าไหม” ทับถมคนขี่รถเก่าส่งไปเลย

นั่นคือ ความรู้สึกลวง อันที่จริงกลิ่นรถใหม่ที่เรานั่งสูดดมเข้าไปไม่เป็นผลดีแก่ร่างกายหรอก เพราะเกิดจากสารเคมีต่างๆ ที่ระเหยออกมากลายเป็นไอพิษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจอดรถกลางแดด ทำให้หายใจไม่สะดวก ตาอักเสบ หมายถึง ลูกนัยน์ตา ไม่ใช่คุณตาที่บ้าน ปวดศีรษะ คลื่นไส้ หมดแรง

ถ้าไม่ใช่เจ้าของที่กำลังเห่อรถใหม่ มุดเข้าไปในรถ รายไหนรายนั้นทำจมูกฟุดฟิด แสดงอาการไม่สบายทั้งนั้น ขณะที่เจ้าของรถกลับหน้าบาน

สรุปแล้วเวลาได้รถใหม่มา ถ้าจอดรถไว้แล้วมีคนเฝ้าไม่กลัวขโมย เช่นจอดที่บ้าน ควรเปิดกระจกหรือประตูให้อ้าซ่า ให้กลิ่นรถระเหยออกไปเยอะๆ จะใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำสบู่พอหมาดๆ เช็ดทุกส่วนในห้องโดยสาร เบาะนั่ง พวงมาลัย แผงประตู หน้าปัด แล้วเช็ดด้วยผ้าชุบน้ำเปล่า ก็จะช่วยขจัดกลิ่นรถใหม่ออกไปได้เร็วขึ้น

จะได้ไม่ต้องสูดดมเพราะคิดว่าโก้นักหนา แต่เป็นอันตรายต่อร่างกาย โดยเฉพาะเด็กอ่อน หรือคนชราแสลงกว่าเพื่อน

พอหอมปากหอมคอแล้ว เรามาดูคดีที่นายจ้างพยายามเด้งเชือกไม่ยอมชดใช้ค่าเสียหายในกรณีที่ลูกจ้างขับรถบรรทุกไปซัดรถอื่น อ้างว่านอกเวลางานแล้ว อั๊วไม่เกี่ยว แต่ศาลจะให้เกี่ยวหรือไม่ เดี๋ยวรู้

วันเกิดเหตุ “นส. สุโขทัย” ซึ่งเป็นคนกทม. ครับ ขับรถเก๋งไปไหนไม่รู้ตอน 5 ทุ่มเห็นจะได้ ถึงคราวซวยโดนรถบรรทุกซึ่งขับขี่โดย “นายตราด” แล่นสวนมากินทาง พุ่งเข้าชนรถของ นส. สุโขทัยเข้าให้แม้จะแตะเบรคทั้ง 2 ฝ่าย แต่รถเล็กก็พังเสียหายอยู่ดี คนที่นั่งมาด้วยในรถเก๋งคือ “นางพิษณุโลก” บาดเจ็บ สาเหตุเกิดจาก นายตราด เมาสุรา และขับรถเร็ว ตามธรรมเนียมในบ้านเรา ผิดถูกไม่จ่ายไว้ก่อน อยากได้ฟ้องเอา นส. สุโขทัย และนางพิษณุโลก จึงต้องพึ่งศาล ร่วมกันเป็นโจทก์ให้ทนายยื่นฟ้อง “นายตราด”และ “บริษัท รับเหมาก่อสร้างแห่งหนึ่ง จำกัด” ซึ่งเป็นนายจ้างของ นายตราด ให้ร่วมกันรับผิดจ่ายค่าเสียหายแก่คนทั้ง 2 พร้อมดอกเบี้ย

บริษัทสู้คดี ให้การว่า นายตราด เอารถไปขับโดยพลการ นอกเวลางาน ไปเที่ยวกินเหล้าเมายา ไม่ได้ขับรถไปในทางการที่จ้าง อีกอย่าง นส. สุโขทัย นั่นแหละประมาท ขับรถ “ซิ่ง” ขอให้ยกฟ้อง

นายตราด คนขับรถบรรทุกไม่สู้คดี ไม่ไปศาล เพราะเห็นว่าตัวเองไม่มีอะไรที่จะเสียอยู่แล้ว

ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้อย่างเคร่งขรึม ต่อจากนั้นก็ตัดสินให้จำเลยร่วมกันจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย แต่ลดลงมาเล็กน้อยตามที่เห็นว่าโจทก์พิสูจน์ได้

นส. สุโขทัย และนางพิษณุโลก พอใจคำตัดสิน ไม่ว่าอะไร

จำเลยที่ 1 คือ บริษัทก่อสร้าง เจ้าของรถบรรทุก ดิ้นรน ต่อสู้คดี อ้างว่าลูกจ้างเอารถไปขับนอกเวลางานขอให้ยกฟ้อง

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นด้วยกับจำเลย พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

เรื่องถึงศาลฎีกา เพราะนส. สุโขทัย และนางพิษณุโลก ยื่นฎีกาขึ้นไป ยืนยันว่า นายตราด ขับรถส่งยามของบริษัทตามคำสั่งของบริษัท ขากลับเอารถไปเก็บที่บริษัท ดันไปเที่ยวกินเหล้าเมาจนเกิดเรื่องตอน 5 ทุ่มแบบนี้นายจ้างหนีไม่พ้น

ศาลฎีกาเพ่งดูคดีนี้แล้วชี้ขาดออกมาว่า

จากการนำสืบของโจทก์ได้ความว่า นายตราด ขับรถไปส่งยามของบริษัทตามที่บริษัทมอบหมาย เสร็จแล้วขับรถกลับบริษัท ระหว่างนั้น นายตราด ถือโอกาสเถลไถลแวะก๊งเหล้า พอได้ที่ราวๆ 5 ทุ่ม จึงขับรถกลับแล้วเกิดเรื่องขึ้น

ศาลฎีกาแทงว่า นายตราด ปฏิบัติงานตามคำสั่งของบริษัท แม้นายตราดจะขับรถไปเที่ยวจนถึง 5 ทุ่ม จึงขับรถกลับบริษัท ก็ถือว่าขณะเกิดเหตุ นายตราด ปฏิบัติงานตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายจากบริษัท เป็นการกระทำในทางการที่จ้าง บริษัทดิ้นไม่หลุด ต้องรับผิดในการขับรถชุ่ยของลูกน้อง ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องศาลฎีกาไม่เอาด้วย

ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามที่ศาลชั้นต้นว่าไว้

ก็มีแง่มุมว่า ถ้าบริษัทอนุญาตให้ นายตราด ขับรถไปเก็บไว้ที่บ้านของตน ไม่ต้องขับกลับที่ทำงาน แล้วไปเกิดเรื่องขึ้น ศาลจะเกณฑ์ให้นายจ้างรับผิดด้วยหรือไม่

ครับ ผลออกมาคงเหมือนคดีนี้ เพราะเริ่มต้นเกิดจากการขับรถไปส่งยาม หรือคนงานตามคำสั่งของนายจ้างแล้ว ไม่ใช่ นายตราด ขับรถ หรือเอารถไปโดยพลการ นายจ้างไม่ได้สั่ง ไม่รู้เรื่อง

จุดที่ทำให้การตัดสินคดีนี้ของศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ไม่ตรงกัน คือ เหตุเกิดนอกเวลางานตอน 5 ทุ่มเลยชวนให้คิดว่านายจ้างไม่เกี่ยว

เมื่อดูจากแนวคำตัดสิน ศาลเพ่งดูตอนเอารถออกไปจากบริษัทเป็นสำคัญ ถ้าทำตามคำสั่ง รถหลุดจากบริษัทโดยการปฏิบัติหน้าที่แล้ว แม้จะไปเกิดเหตุนอกเวลางาน ก็ถือว่ากระทำในทางการที่จ้าง นายจ้างเด้งเชือกไม่พ้น โดนนอคจนได้

นายจ้างเซ็งก็แล้วกันครับ

 



------------------------------
เรื่องโดย : "จอมยุทธ"
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน พฤศจิกายน ปี 2549
คอลัมน์ : ร่มไม้ชายศาล
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/0f7Jf

Follow autoinfo.co.th