บทความ

ประกันภัยรถยนต์


ผมไม่มีโอกาสไปสืบหาสถิติ ว่ารถยนต์นั่งที่ถูกใช้งานในประเทศไทยทั้งหมดนั้น มีการทำประกันภัยไว้คิดเป็นร้อยละเท่าไรของจำนวนทั้งหมด แต่เท่าที่ทราบจากประสบการณ์อย่างไม่เป็นทางการ ก็น่าจะกล่าวได้ว่าเกือบทุกคัน ถ้าท่านผู้อ่านสังเกต จะเห็นว่า ผมใช้คำว่า รถยนต์นั่ง ที่เรียกชื่อในภาษาอังกฤษว่า PASSENGER CARS และในกลุ่ม “รถยนต์นั่ง” ในความหมายส่วนตัวของผม สำหรับใช้เฉพาะกิจในคอลัมน์นี้ ผมก็ขอรวมรถพิคอัพสภาพค่อนข้างดีจนถึงใหม่เอี่ยมที่เจ้าของไม่ได้ใช้บรรทุกของเป็นหลัก แต่ใช้สำหรับเป็นยานพาหนะในการเดินทาง เหมือนกับพวกรถเก๋ง

ที่เลือกรถพิคอัพอาจเพราะความรู้สึกบางอย่าง หรือไม่ก็เลือกตามกระแสนิยม เช่น ในสังคมต่างจังหวัดรถพวกนี้ในภาษาอังกฤษก็ไม่เข้าข่าย PASSENGER CARS แต่เป็น LIGHT TRUCKS “รถยนต์นั่ง” ในเรื่องนี้โดยเฉพาะ คือ รถที่เจ้าของใช้เอง จะขับเองหรือไม่ก็ตาม มีความรู้สึกผูกพันกับมัน ใช้มันช่วยสื่อสถานะสังคมทางอ้อมได้ หากต้องการ ที่จัดกลุ่มแบบนี้ เพราะความสวยงาม ความละเอียดถูกต้องของรูปทรง คุณภาพของชิ้นส่วน หลังการซ่อมเนื่องจากถูกชนหรือไปชนคนอื่นก็ตาม มันมีผลต่อการใช้งานอายุใช้งาน หรือความรู้สึกในฐานะเจ้าของครับ

จากการอยู่ในแวดวงรถยนต์มาหลายสิบปี ได้พบผู้ใช้รถยนต์จำนวนมากพอสมควร มีโอกาสรับข้อมูลความเห็นจากผู้ใช้รถจำนวนมาก ผมยังไม่เคยได้ยินหรือได้พบเรื่องดีเกี่ยวกับการซ่อมรถให้คืนสภาพเดิมโดยผ่านบริษัทประกันภัยเลย มีอยู่บ้างที่อู่ซ่อมมีฝีมือและความรับผิดชอบในระดับที่ไม่ทำให้ลูกค้าผิดหวัง ซึ่งก็ถือว่าเป็นสัดส่วนน้อยมากครับ เมื่อเทียบกับจำนวนอู่ซ่อมที่ทำงานให้บริษัทประกันภัย ฯ ทั้งหมด แต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบริษัทประกันภัยแล้ว ไม่เคยได้ยินหรือประสบเรื่องที่ดีหรือทางด้านบวกเลย

มีความเป็นไปได้ ว่าผู้อ่านจำนวนหนึ่งหรือใครก็ตาม จะรู้สึกว่าการซ่อมรถที่ถูกชนให้คืนสภาพเดิม ก็ราบรื่นดี ถ้าเป็นการชนที่ไม่แรงนัก เป็นไปได้ครับ แต่ผิดจากกรณีนี้ ถ้าเจ้าของรถไม่มีความรู้ความเข้าใจเชิงช่าง หรือไม่มีคนที่รู้ช่วยตรวจสอบให้ ก็อาจจะเข้าใจว่าได้รับรถกลับมาในสภาพถูกต้องสมบูรณ์เหมือนกับตอนก่อนเกิดอุบัติเหตุ แต่ถ้าตรวจสอบกันอย่างถูกหลักวิชาแล้ว เป็นไปได้ค่อนข้างยาก บางอย่างเป็นสิ่งที่กำหนดด้วยสายตาไม่ได้ ต้องใช้การวัดอย่างละเอียด เช่น การดึงโครงรถกลับสู่สภาพเดิม ถึงจะมีเครื่องมือวัดละเอียดพอ แต่อู่เกือบทั้งหมดก็ไม่มีค่ามาตรฐานของรถแต่ละตราแต่ละรุ่นครับ ข้อมูลพวกนี้มีผู้พิมพ์จำหน่ายในต่างประเทศครับ

แต่งานซ่อมรถบ้านเราไม่ได้ให้ความสำคัญแก่สิ่งเหล่านี้ ยกเว้นอู่มาตรฐานของแต่ละตราโดยเฉพาะ ซึ่งบริษัทประกัน ฯ ก็ไม่ยอมให้เราเข้าใช้บริการอยู่ดี ถ้ายอมก็จะไม่ยอมจ่ายค่าซ่อมให้ครบหมด คงเกี่ยงให้เจ้าของรถร่วมจ่ายด้วย

เมื่อตัวถังหรือโครงรถ ไม่ได้กลับสู่ระยะและตำแหน่งที่ถูกต้อง ชิ้นส่วนอื่นก็อยู่ในตำแหน่งผิดพลาดตามไปด้วย ถ้าเป็นชิ้นส่วนเกี่ยวกับความสวยงามหรืออย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการเบรค การเกาะถนนทรงตัวของรถ ก็ไม่ค่อยน่าห่วง เพราะมองเห็นได้ และช่างซ่อมก็มักจะหาทางดัดแปลงชดเชยจนมองดูเสมือนสภาพปกติได้ แต่ในส่วนที่เกี่ยวกับระบบรองรับ ถ้าตำแหน่งผิดไปจากค่ามาตรฐานที่ผู้ผลิตรถกำหนดไว้ การเกาะถนนทรงตัว เสถียรภาพของรถจะสูญเสียไปเลย

เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นเรื่องจริงล้วนๆ เพราะผมไม่เคยใช้ตัวอักษรไปใส่ร้ายใคร เกิดขึ้นกับคนใกล้ชิดกับผม หรือแม้แต่กับตัวผมเอง มีที่มาที่ไปอ้างอิงได้ตลอดเวลา เป็นตัวอย่างจำนวนน้อยจริงๆ แต่ช่วยให้ใครที่อ่านแล้วเห็นภาพทันทีว่า มันต้องเกิดขึ้นกับพวกเราส่วนใหญ่อย่างแน่นอน

กรณีแรกเป็นเพื่อนของผมเอง และที่ทราบรายละเอียดขนาดนี้ เพราะหลังจากเขารับรถออกมาจากอู่ในเครือของบริษัทประกันภัย มันแทบจะไม่เหลือความรู้สึกอะไรเหมือนเมื่อตอนก่อนเกิดอุบัติเหตุ เป็นรถโฟล์คสวาเกน รุ่น เวนโต ที่ผมคุ้นเคยดี เพราะพบกันเป็นประจำ รถนี้มีประกันภัยประเภท 1 หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า “ประกันเต็ม” ไปชนท้ายรถคันหน้าแรงปานกลาง

หลังจากรับรถออกมาจากอู่ เพื่อนบอกว่าขับกลับมาบ้านแทบไม่ได้ ถ้าจะกลับไปให้อู่นี้แก้ไขต่อ เขาก็เกิดความรู้สึกว่า มันไม่น่าจะมีอะไรดีขึ้นได้ นอกจากเสียเวลากับเสียความรู้สึกเพิ่มขึ้น จึงประคองกลับมาบ้าน เพื่อจะนำมาให้ผมทดลองขับและตรวจสภาพในวันรุ่งขึ้น ตอนเลี้ยวรถเข้ามา ผมก็จำไม่ได้แล้วครับ ว่ามันเป็น เวนโต คันเดิมของเพื่อนผม เพราะอู่เจ้าเล่ห์ มันไปหาตะแกรงหน้า (ที่สมัยนี้ชอบเรียกกันว่ากระจังหน้า) รุ่นไหนก็ไม่ทราบมาใส่ให้ ต้องเพ่งกันจริงๆ จึงจะรู้ว่าเป็นเจ้า เวนโต คันเดิม

เรื่องอะไหล่นี่ ผมขอติดไว้เอ่ยถึงในตอนหลังครับ มาดูปัญหาของรถคันนี้กันก่อน เพื่อนผมบอกว่า ไม่รู้ว่าอู่ที่ซ่อมมันลองขับรถคันนี้หรือเปล่า เวลาผ่อนคันเร่งแล้ว คันเร่งจะเร่งค้างอยู่เพราะฝืดมาก เพื่อนผมต้องถอดรองเท้าขับมา จะได้ใช้เท้าสอดเข้าไปใต้คันเร่งเพื่องัดขึ้น เวลาต้องการถอนคันเร่ง

ผมตรวจสอบรถนี้ทั้งคันแล้วขนลุกครับจากความชุ่ยของคนซ่อม เหตุที่คันเร่งค้างก็เพราะตอนที่ชนเครื่องยนต์ได้กระแทกอัดแผ่นกั้นระหว่างห้องเครื่องยนต์กับห้องโดยสารหรือ FIREWALL จนยุบโป่งยื่นเข้าไปในห้องโดยสาร ไปอัดกับราวหูแป้นเบรค คลัทช์ และคันเร่ง มันจึงฝืดจนไม่คืนกลับเวลายกเท้าถอนคันเร่ง ไม่มีการซ่อมแซมอะไรเลยในส่วนเหล่านี้ครับ ถ้าขนาดเครื่องยนต์อัด FIREWALL จนตุงได้ยางแท่นเครื่องยนต์ย่อมฉีกหมด แต่ก็ไม่มีการเปลี่ยนให้หรอกครับ

เมื่อตรวจดูจุดอื่นๆ อีก ก็พบว่าสาเหตุที่มีเสียงน่ากลัวมากเวลาหมุนพวงมาลัย เพราะมีการดึงรั้งอย่างรุนแรงของชุดบังคับเลี้ยว เนื่องจากแกนพวงมาลัยสั้นกว่าตอนก่อนชนมาก รถรุ่นนี้ถึงจะมีอายุพอสมควร แต่ผลิตในประเทศเยอรมนี ที่เน้นความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญ แกนพวงมาลัยจึงเป็นแบบที่ยุบสั้นลงได้เมื่อถูกกระแทกขณะเกิดอุบัติเหตุ ป้องกันไม่ให้พวงมาลัยอัดหน้าอกผู้ขับ ซึ่งอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ต้องเปลี่ยนแกนพวงมาลัยนี้ทุกครั้ง เมื่อมันทำหน้าที่ลดอันตรายให้ผู้ขับแล้ว แต่ในงานนี้ไม่มีการทำอะไรทั้งสิ้นครับ

เมื่อตรวจส่วนอื่นต่อไปก็พบว่าเสียงที่ดังเกือบตลอดเวลามาจากเหล็กกันโคลง ซึ่งมีลักษณะเหมือนตัวยูที่กว้างและแขนสั้น ปลายเหล็กกันโคลงจะถูกยึดกับปีกนกของล้อหน้าทั้งสองข้าง ส่วนแนวตรงหรือก้นตัวยูจะต้องถูกยึดกับท้องรถหรือโครงรถ โดยเป็นประกับเหล็กรัด มียางคั่นเพื่อไม่ให้เกิดเสียง ไม่มีการประกอบประกับรัดเหล็กกันโคลงมาให้ทั้งสองข้างครับ เหมือนกับรถนี้ไม่ได้มีเหล็กกันโคลงทำงานอยู่ เพราะมันพาดอยู่เฉยๆ เท่านั้น

งานซ่อมทั้งหมดนี้อยู่ในความรับผิดชอบของบริษัทประกันภัยโดยตรง แม้ใครที่อยากแก้ตัวให้แบบข้างๆ คูๆ อาจจะบอกว่ามันเป็นความชุ่ยของอู่ซ่อม มีความเป็นไปได้ทั้งแบบสุมหัวกันเอาเปรียบ หรือแบบอู่เป็นฝ่ายเอาเปรียบ เช่น เก็บเงินค่าซ่อมจากบริษัทประกัน แต่ไม่ได้ซ่อมจริง เพื่อนผมไม่มีเวลาที่จะไปไล่ตามตรวจสอบหาความจริงและถึงจะทำ ก็ไม่น่าจะได้รับความร่วมมือจนได้พบความจริงหรอกครับ

ผมสงสัยว่ารถที่มีถุงลมนิรภัย และทำงานแล้วเมื่อเกิดอุบัติเหตุ จะได้รับการติดตั้งถุงลมนิรภัยใหม่ ถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ จากความรู้สึกที่ได้รับจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมไม่เชื่อว่าจะได้รับการชดใช้ให้กลับสภาพเดิม พร้อมทำงานช่วยชีวิตผู้โดยสารและผู้ขับ หากเกิดอุบัติเหตุครั้งต่อไป ถ้าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่มีบุคลากรและองค์กรในการพิสูจน์หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ จะถูกปรับกันเป็นเงินมหาศาลและน่าจะมีการจำคุกแถมด้วยแน่นอน

อีกเรื่องหนึ่งก็คือ คุณภาพของอะไหล่ที่ใช้ในการซ่อม ซึ่งผู้ใช้รถหรือผู้เอาประกันถูกเอาเปรียบกันมายาวนานแล้ว มีการใช้อะไหล่เทียมคุณภาพต่ำ หรือไม่ก็อะไหล่แท้แต่เป็นของใช้แล้ว มันเป็นการเอาเปรียบกันอย่างหน้าด้าน เวลาพวกเราจ่ายเบี้ยประกัน เราไม่ได้ใช้เงินปลอมจ่ายนะครับ อย่ามาเล่นสิ้นแบบศรีธนญชัย อาศัยกฎระเบียบที่เจตนาเขียนไว้ว่าคุณภาพ “เทียบเท่า” ผมเห็นใช้อะไหล่ใต้หวันบ้างเกาหลีบ้าง ไทยบ้าง กับชิ้นส่วนที่ของเดิมผลิตในญี่ปุ่นหรือยุโรป บางทีพวกมัน (ขอโทษครับไม่มีคำไหนเหมาะกับคนพวกนี้แล้ว) ก็อ้างว่า มีสิทธิ์เอาของเก่ามาซ่อมให้ เพราะของที่รถของพวกเรา มันก็ไม่ได้ใหม่จริง ถูกใช้งานมาเท่ากับอายุรถ เช่นไฟหน้า ไฟท้าย กันชน

ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็มีสิทธิ์ทำหมึกหกใส่เสื้อผ้าของไอ้ศรีธนญชัยพวกนี้ แล้วหาเสื้อใช้แล้วมาคืนมันหรือไม่ก็ซื้อเสื้อใหม่ มาใส่กันเองก่อน จนเก่าเท่าที่พวกมันใส่อยู่ แล้วค่อยเอาไปชดใช้มัน สิ่งที่คนพวกนี้ไม่มีทางเถียงได้และไม่มีสิทธิ์อ้าง ก็คือ การคำนวณเบี้ยประกันภัยของรถ มีฐานมาจากราคาอะไหล่ใหม่ของรถแต่ละตราแต่ละรุ่นอยู่แล้ว

เดือนหน้าผมจะมาเล่าประสบการณ์ส่วนตัวล้วนๆให้ท่านผู้อ่านรับทราบ หรือท่านใดต้องการให้ข้อมูลทำนองนี้ สามารถส่งเป็นอี-เมล์ หรือจะเป็นจดหมายส่วนตัวมายังบรรณาธิการก็ได้ครับ



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา ตัณฑเศรษฐี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน พฤศจิกายน ปี 2549
คอลัมน์ : รอบรู้เรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/5mtmP

Follow autoinfo.co.th