บทความ

ปักเป้า-จุฬา


คุณพ่อของผม มีงานอดิเรกที่ชอบอย่างหนึ่งในห้วงชีวิตระหว่างเกษียณอายุราชการ นั่นคือ การผูกว่าวไทยทั้งจุฬา และปักเป้า ซึ่งผมต้องยอมรับว่ามันคือศาสตร์อีกอย่างหนึ่ง ที่น่าภาคภูมิใจของความเป็นคนไทย

คุณพ่อเริ่มงานอดิเรกนี้ ตั้งแต่การเดินทางออกจากบ้านไปหาซื้อลำไม้ไผ่ปล้องงามๆ ในเขตกรุงเทพ ฯซึ่งถ้าเป็นสมัยนี้ก็คงเป็นงานยากลำบากสำหรับท่านไม่น้อย เพราะต้องเดินทางด้วยรถเมล์ประจำทาง และตระเวนหาแหล่งซื้อที่ถูกใจ

สมัยนั้น กรุงเทพมหานครยังไม่มีสภาวะน้ำท่วมขังใหญ่ปี 2526 คุณพ่อเลือกซื้อลำไม้ไผ่ปล้องงามๆ ได้ที่ ตลาดเทเวศม์ บริเวณตลาดนัดต้นไม้ริมคลองและติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา

เมื่อได้ลำไม้ไผ่ซึ่งนิยมใช้ไม้ไผ่สีสุกมาแล้ว ก็ต้องดูความอ่อนแก่ของไม้ ถ้ายังเป็นลำไผ่ที่ยังไม่แห้ง ท่านก็จะแช่น้ำแล้วนำขึ้นมาตากแดด จนแห้งสนิทเป็นไม้ไผ่ที่คงตัว ท่านจึงจัดการผ่าซีก ขัดเกลาผิวจนเกลี้ยง ลงมือเหลาไม้ไผ่ 5 ชิ้นด้วยความเพียร เพื่อใช้เป็นโครงสร้างของว่าวจุฬา ลักษณะโดยรวม ก็คืองดงามทั้งอก และปีก

เข้าทำนอง “อกก็ผาย ไหล่ก็ผึ่ง” สมส่วนความเป็นว่าวจุฬาที่จะต้องทำสงครามจับปักเป้าบนอากาศ พูดแล้วไม่น่าเชื่อ แค่ไม้ซีก 5 อัน สามารถกลายเป็นว่าวจุฬาขึ้นมาได้ และพูดก็พูดเถิดครับ คุณพ่อผูกว่าวจุฬาแต่ละตัวได้สวยงามมากๆ เลย

ท่านผูกว่าวจุฬา และติดกระดาษเรียบร้อยแล้ว ก็นำว่าวไปขึ้นหลังบ้าน ในเดือนมีนาคมอันเป็นห้วงเวลาที่กระแสลมพัดแรง ว่าวก็ขึ้นสูงตามความยาวของสายป่านจน “ติดลมบน” คุณพ่อก็นำพาสายป่านเข้ามาขึงในบ้าน นั่งลงกับพื้นสนามหญ้าแลดูว่าวของท่านในอากาศ

ใกล้ๆ กับเสื่อกกที่ทอดไปตามพื้นสนามหญ้า ก็มี “แม่โขง” ที่ท่านชอบของท่านเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้

เกี่ยวกับการผูกว่าวจุฬา คุณพ่อท่านมีตำราเล่มหนึ่ง เป็นตำราที่กอพพีเป็นแผ่นๆ จากต้นฉบับที่พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์ดีดโบราณ เรียกว่า “ตำราผูกว่าว” เป็นตำราไม่กี่หน้ากระดาษ และผมไม่เคยสนใจจะเรียนรู้เลย เพียงแต่พลิกผ่านไปมาในระยะอันสั้น เห็นมีตัวเลขมากมายปะปนกับตัวหนังสือ

สำหรับว่าวปักเป้า ก็ใช้ไม้ไผ่เพียง 2 อันเช่นเดียวกัน เป็นอกและเป็นปีก ซึ่งต้องได้ส่วนกันและกัน ตามความเห็นของผมที่รู้น้อยเห็นว่า การผูกว่าวปักเป้าดูจะยากลำบากน้อยกว่าการผูกว่าวจุฬามากลักษณะสำคัญของปักเป้าก็น่าจะอยู่ตรงส่วนหาง เพราะดูจะเป็นคันบังคับให้ปักเป้าเยื้องย้ายส่ายไปมาอย่างคล่องตัว

และเป็นความเคลื่อนไหวที่เต็มไปด้วยเล่ห์กล หลอกล่อจุฬาบนอากาศ เช่นเดียวกับนางเมขลาล่อรามสูร ยังไงยังงั้น

ถึงบรรทัดนี้ ผมก็ขออนุญาตท่านผู้อ่านถ่ายทอดบทเพลงเอกของ “สุนทราภรณ์” เกี่ยวกับปักเป้าและจุฬาจากการเขียนของ ครูแก้ว อัจฉริยะกุล และทำนองโดย ครูเอื้อ สุนทรสนาน ในเพลง “เย็นลมว่าว”ดังต่อไปนี้

“เย็น ยามเมื่อเย็นลมว่าว ปัดลมร้อนผ่าว เป่าลมที่หนาวไปสิ้น ร่มเย็น ทั่วทุกถิ่น บนแผ่นดิน สายลมรำเพยเรื่อยไป”

เพียงท่อนแรกนี้ก็มองภาพออกแล้วครับว่า ประเทศไทยในฤดูกาลลมว่าวนั้นมีสภาพเป็นอย่างไรลักษณะสำคัญที่ปัจจุบันแทบไม่เหลือแล้วก็คือ ท่อนที่บอกว่า “เป่าลมที่หนาวไปสิ้น”

ครับ หน้าหนาว หรือ “ลมหนาว” คนกรุงเทพ ฯ สมัยนี้สักกี่คนที่จะรู้จัก ผมก็ยังสงสัย

“เย็น เย็นเพราะลมโชยเฉื่อย จิตใจหายเหนื่อย ด้วยลมชโลมจิตใจ ว่าวน้อย ลอยลม ฉันพลอยรื่นรมย์ยิ่งชมยิ่งคิดไปได้ สายลมชื่นใจ ว่าวลอยเหลิงไปเกลื่อนตา”

ความในเพลงท่อนนี้ น่าจะเชื่อได้ว่าครูแก้ว จินตนาการความคิดอยู่ที่ท้องสนามหลวง ในเทศกาลว่าวไทย เพราะสนามหลวงกับกรมโฆษณาการ (กรมประชาสัมพันธ์ในวันนี้) อยู่ติดกัน วงดนตรีที่บรรเลงเพลงนี้ก็เป็น วงดนตรีของกรมโฆษณาการ หรือวง “สุนทราภรณ์” อันมีชื่อเสียงมาก

ครูแก้ว เขียนเพลงนี้ได้อย่างครบถ้วนความหมายของสงครามระหว่างปักเป้ากับจุฬา เป็นความมหัศจรรย์ในอัจฉริยะของครูแก้ว อย่างยิ่ง ท่านบรรยายไว้อย่างถูกต้องทุกประการ

“ดู ดูเหมือนว่าวเริงร่าย จุฬาคว้าส่าย ปักเป้าเจ้าย้ายเริงร่า ยิ่งดู ดูเหมือนว่า เจ้าจุฬา คว้าไปไม่มีผ่อนเบา”

“หลง ความคะนองเพลินพล่าม จิตใจเหิมห่าม จู่โจมเพราะความโฉดเขลา โฉบฉาย กลายมา เดี๋ยวเดียวจุฬา กลับมาติดเหนียงปักเป้า ฝืนดึงฉุดเอา ยิ่งพันรัดเข้าแน่นตัว”

ว่าวจุฬาเปรียบเหมือนชายอกสามศอก ผึ่งผายและแข็งแรง ใหญ่โตและล่ำสัน ส่วนปักเป้าเหมือนสตรีแน่งน้อย เอวเล็กเอวบาง เยื้องกรายในรูปแบบของนางแบบบนแคทวอล์ค

อาวุธสำคัญของปักเป้า ก็คือ เหนียง อันเป็นส่วนหน้าของสายป่านลักษณะเป็นเชือกยาวประมาณ 8ม. ผูกปลาย 2 ข้างกับสายป่านเป็นรูปครึ่งวงกลม กว้างพอที่จะทำให้จุฬาพลัดเข้ามาติดได้ เมื่อติดบ่วงแล้วก็จะดิ้นไม่หลุด

และอาวุธอีกอย่างหนึ่งของปักเป้า คือ สายป่านจะถูกสร้างมาเป็นพิเศษเพื่อให้เป็นเชือกที่มีความคมผมไม่แน่ใจว่าทำจากกาวแข็งหรืออย่างไร ป่านคมนี้จะเป็นเหมือนดาบซามูไรตัดสายป่านของจุฬา ถึงขาด และถึงลอยถลาลงดิน

ในการเขียนเพลง “เย็นลมว่าว” ครูแก้ว ท่านก็มีเมตตาธรรมของท่าน อดคิดถึงผู้หญิง-ผู้ชายไม่ได้ และเมื่อคิดถึงเรื่องนี้แล้วก็เป็นเรื่องเดียว คือ เรื่องของความรัก และท่านก็เปรียบว่าวไทย มรดกไทยกับความรักได้อย่างไม่เคอะเขิน

ไม่ “CLUMSY” ว่าอย่างนั้นก็แล้วกันครับ

“โอ้ ความรักเราเหมือนว่าว ว่าวลอยหาญห้าว ดังคราวที่รักเกลือกกลั้ว ไม่ดู ดีหรือชั่ว ใจมืดมัว เพราะรักพันพัวติดตรา”

“แม้ ใครคะนองลองเล่น อวดดีถือเด่น จะเป็นเหมือนเช่นจุฬา ลุ่มหลง เริงใจ หลงเข้าบ่วงไป ก็ควรให้สมน้ำหน้า ช้ำในอุรา ต้องกินน้ำตาร่ำไป”

ครูแก้ว เปรียบเปรยผู้ชายอกหักเพราะผู้หญิง ก็เหมือนกับว่าวจุฬาที่อวดดีจนติดเหนียงปักเป้า และความในท่อนต่อมานี้ยิ่งเป็นสัจธรรมของมนุษย์ทุกยุคทุกสมัยครับ

“แม้ คนทะนงเองเล่า จัดเจนเสียเปล่า ก็ยังโง่เขลาไปได้ พูดมา จริงหรือไม่ ใครต่อใคร ช้ำใจตายไปมากครัน”

ครับแม้คนที่ทะนงตัวเอง หลงตัวเอง ทั้งๆ ที่เป็นบุคคลจัดจ้านด้วยความชำนาญหรือมากด้วยประสบการณ์ หากมีพฤติกรรมเช่นว่าวจุฬาก็คงไม่พ้นความชอกช้ำใจในที่สุด

“ขอ จงคะนึงดูบ้าง เล่ห์เหลี่ยมหลายอย่าง ต้องตรองทุกทางให้ทัน ว่าวเหลิง เริงลม หลงต้องป่านคมขาดลอยหล่นผล็อยไปนั่น รักเราเช่นกัน หมั่นคอยระวังเถิดเอย”

นี่คือครูแก้ว อัจฉริยะกุล ผู้มีพรสวรรค์ ว่าวจุฬาเมื่อโฉบไปมาเยี่ยงความคะนองและต้องสายป่านคมกริบของปักเป้าครั้งใด ก็จะต้องขาดลอยหล่นผล็อยถึงดินทุกครั้ง

ยามเมื่อปักเป้าล่อจุฬาจนติดบ่วง คนที่ชักว่าวปักเป้าก็จะรีบขันสายป่าน ชักรอกสายป่านกันอย่างสนุกสนานเพื่อนำว่าวปักเป้าที่มีจุฬาในเหนียงให้ลงมาถึงพื้นโดยรวดเร็ว ถือเป็นชัยชนะขั้นเด็ดขาดที่มีต่อจุฬา

ขณะเดียวกัน ว่าวจุฬาก็มีอาวุธสำคัญที่สายป่านเรียกว่าดอกจำปา มัดแน่นกับสายป่านเพื่อตะปบปักเป้า ตะปบได้เมื่อไรก็รอกกันเป็นที่สนุกสนานให้ปักเป้าเข้ามาในแดนของตัวเอง

ผมไม่แปลกใจเลยว่า เพราะเหตุใดเพลงเหล่านี้จึงเป็นอมตะ ไม่มีวันตาย ด้วยการเขียนเพลงสมัยนั้นล้วนถูกหลอมมาจากความคิดที่เต็มไปด้วยพรสวรรค์ เล่าเรียนศึกษาลอกแบบกันไม่ได้

และผมก็รู้สึกภาคภูมิใจ ในสงครามอมตะของว่าวจุฬากับปักเป้า ซึ่งมีให้ดูทุกปีที่ท้องสนามหลวง เป็นวัฒนธรรมของเราที่สืบทอดมาช้านาน และเป็นรูปแบบที่ไม่มีประเทศใดเหมือน แม้จะรู้ถึงวิธีผูกว่าวก็ตาม

นอกจากคุณพ่อของผม จะผูกว่าวจุฬาปักเป้าเป็นงานอดิเรกแล้ว HOBBY อีกอย่างที่ท่านชอบประพฤติ ก็คือ ลักลอบเดินทางออกจากบ้านไปโรงแรมเพื่อกิน “ข้าวต้มกลางวัน” ตามประเพณีปฏิบัติของผู้ชายทั่วไปครับ



------------------------------
เรื่องโดย : บรรเจิด ทวี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน พฤษภาคม ปี 2549
คอลัมน์ : เล่นท้ายเล่ม
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/QmbWV
อัพเดทล่าสุด
8 Oct 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
2.
2,090,000
3.
2,229,000
4.
779,000
5.
3,590,000
7.
1,316,000
8.
1,749,000
9.
1,699,000
11.
3,299,000
12.
5,399,000
13.
6,799,000
14.
3,249,000
15.
4,980,000
16.
53,500,000
18.
3,600,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th