บทความ

สำนวนไทยในมุมที่น่ามอง


มีคนถามมาว่า ถ้อยคำสำนวนไทย ใคร หรือสถาบันใดเป็นคนชี้ผิดชี้ถูก มีคนตอบว่า ก็คงเป็นราชบัณฑิตยสถานมั้ง ทำไมหรือ ?

ไม่ทำไมหรอก ทำไมทุกวันนี้มีคนใช้ภาษาผิดๆ มาก ไม่เว้นแม้คนระดับผู้นำประเทศ และผู้นำพรรค ?

พอถึงตรงนี้ก็เลยไม่มีคำถามคำตอบต่อไป

เมื่อไม่กี่วันก่อน ผู้เขียนได้พบกับเพื่อนนักกลอนร่วมสมัย (คืออายุรุ่นราวคราวเดียวและรุ่นน้องที่พอเห็นหลังกันในวงการ ) คุยกันไปมาก็มาถึงเรื่องที่เราสนใจร่วมกัน แล้วก็เกิดคำถามคำตอบข้างต้นทั้งๆ ที่รู้กันอยู่แล้ว

เพื่อนคนหนึ่งซึ่งยังรับราชการอยู่บอกว่า ผมกำลังชักชวนเพื่อนมาทำงานเพื่อชาติร่วมกัน นั่นคือ จะตั้งชมรมจับผิดพจนานุกรม ปรากฏว่ามีคนเสนอตัวร่วมด้วยหลายคน โดยเฉพาะการสะกดการันต์ก็ดีการอ่านคำที่เราเห็นว่าไม่น่าจะอ่านอย่างนั้นก็ดี หรือที่มีคำอ่าน หรือการออกเสียงอย่างที่ฟัง-ดูแล้วขัดหูขัดตา รวมทั้งที่คำแปล หรือความหมายไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น

พอดีมีเวลาเล็กน้อย เราเลยเสวนาอย่างไม่เป็นทางการ

ผู้เขียน ก็เลยมีถ้อยคำสำนวน จากเพื่อนร่วมวง มาฝากท่านผู้อ่านเป็นตัวอย่างต่อไปนี้ ถ้าท่านผู้อ่านเห็นด้วย-ไม่เห็นด้วยอย่างไร เราก็อยากได้ความคิดเห็นของท่าน ถ้าจะส่งเสียงผ่าน โทรศัพท์ 0-9114-5353 หรือ โทรสาร 0-2719-4656 ก็ยินดี

หรือจะส่งอีเมล์ (prayom_s@yahoo.com <mailto:prayom_s@yahoo.com>) หรือ (prayom_son@truecorp.co.th <mailto:prayom_son@truecorp.co.th>) ก็จะยินดียิ่งเราจะได้ร่วมกันใช้ภาษาไทยให้ถูกให้ควร

สำนวนที่หนึ่ง เราเคยได้ยินแต่ว่า “ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ (ต้อง) เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ ก็ (ต้อง) เอาด้วยคาถา” ซึ่งเราก็เข้าใจตามที่เขาหมายความว่า “คนเราถ้ามีความพยายาม ไม่ได้ด้วยวิธีหนึ่ง ก็ต้องพลิกแพลงหาวิธีอื่น การณ์จึงจะสำเร็จ”

มาวันหนึ่ง เพื่อนของผู้เขียนก็ยกสำนวนนี้ขึ้นมา แล้วก็วิเคราะห์ให้ฟังว่า “เล่ห์กับกล มันก็สิ่งเดียวกันไม่ใช่หรือ มนต์กับคาถามันก็สิ่งเดียวกันอีก แล้วอย่างนี้มันก็เข้าอีหรอบเดิม มันจะสำเร็จได้อย่างไรกัน…จริงไหม…?”

หลายคนฟังแล้วก็เห็นด้วย

เพื่อนเลยบอกว่า เขาเคยได้ยินผู้ใหญ่บางท่านปรารภว่า สำนวนที่เราได้ยินมานั้นน่าจะจำกันมาผิดๆกระมัง ที่ถูกนั้นมันน่าจะเป็นว่า “ไม่ด้วยเล่ห์ ต้องเอาด้วยมนต์ ไม่ได้ด้วยกล ต้องเอาด้วยคาถา” ซึ่งหมายความว่า ถ้าใช้วิธีที่หนึ่ง (คือเล่ห์) ไม่ได้ ก็ต้องใช้วิธีที่สอง (คือมนต์) ในทำนองเดียวกันเมื่อใช้ “กล” ไม่สำเร็จ ก็ต้องลองใช้ “คาถา” ดู ฟังดูแล้วเข้าทีกว่าของเดิม ที่ต้องใช้วิธีซ้ำซาก ซึ่งไม่น่าจะเป็นวิธีที่ฉลาดนัก

สำนวนที่สอง เพื่อนผู้อาวุโสสูงกว่าผู้เขียนบอกว่า พี่สาวของเขาซึ่งเคยเรียนที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬา ฯ สมัยที่พวกเรายังเด็กเคยเล่าให้ฟังว่า ท่านอาจารย์ผู้ใหญ่ที่สอนที่คณะนั้นท่านหนึ่งบอกว่า สำนวนที่ว่า “สิ้นไร้ไม้ตอก” ก็ดี “ลดราวาศอก” ก็ดี น่าจะไม่ถูกต้อง

แต่น่าเสียดายที่สุดที่ตอนนั้น เขายังเด็กไป เลยไม่เอาใจใส่ซักไซ้ว่าท่านอาจารย์ผู้มีคุณูปการผู้นั้นเป็นใคร เพราะที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬา ฯ สมัยก่อนโน้น มีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญภาษาไทยหลายท่านมากล้วนแต่เป็นปูชนียบุคคลทางภาษาทั้งนั้น เช่น พระยาอุปกิตศิลปสาร (ผู้บัญญัติและสอนให้ใช้คำว่า “สวัสดี” เป็นคนแรก) พระยาอนุมานราชธน (เสฐียรโกเศศ) พระสารประเสริฐ (ตรี นาคะประทีป) พระวรเวทย์พิสิฐ อาจารย์ฉ่ำ ทองคำวรรณ (ผู้เชี่ยวชาญภาษาเขมร) เป็นต้น

พี่สาวของเขาเล่า ท่านอาจารย์ตั้งข้อสังเกตว่า คำว่า “สิ้น” กับคำว่า “ไร้” ก็ความหมายเดียวกัน ไม่น่าเอามากล่าวย้ำ และ “ไม้” กับ “ตอก” ก็เป็นสิ่งที่มาเกี่ยวเนื่อง ถ้าเพียงแต่จะบอกว่า “หมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง” ก็ไม่เห็นจะต้องพูดเป็นสำนวนอะไร

แต่ถ้าพูดว่า “สิ้นไม้ไร้ตอก” สิ ดูจะเป็นสำนวนที่เข้าที คือคนที่ยากจนหรือหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกับคนที่ “สิ้นไม้” (คือไม้ไผ่ที่จะเอามาจักตอก) เมื่อไม่มีไม้ก็ย่อม “ไร้ตอก” คือ ไม่สามารถหาอะไรมาจักตอก(สำหรับมัดรั้วหรือมัดสิ่งของ หรือเอามาสานทำภาชนะใดๆ ได้)

ส่วนสำนวน “ลดราวาศอก” ก็เช่นเดียวกัน คำว่า “ลด” กับ “รา” ก็มีความหมายเดียวกัน ในทำนองเดียวกัน คำว่า “วา” กับ “ศอก” ก็เป็นคำที่มีความหมายถึงอวัยวะเช่นกัน แล้วจะเอามาเป็นสำนวนไทยที่มันเก๋ไก๋ได้อย่างไร เพื่อที่จะอธิบายว่า “ต่างฝ่ายต่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ยอมถอยกันคนละก้าว เพื่อให้การเจรจายอมตกลงกันได้”

ท่านอาจารย์จึงอธิบายว่า ถ้าคนหนึ่งจะเอาแต่ให้ได้ดังใจตน คือต้องได้ “เต็มวา” ในขณะที่อีกคนหนึ่งแม้แต่ “ศอก” หนึ่งก็จะไม่ยอมลดให้ แล้วทั้งสองฝ่ายย่อมตกลงกันไม่ได้

แต่ถ้าประนีประนอมกันบ้าง คนจะเอาวา ก็ “ลดวา” ในขณะที่คนจะเอาศอก ก็ยอม “ราศอก” ลงมาบ้าง ทั้งสองฝ่ายก็ย่อมตกลงกันได้ สำนวนนี้จึงต้องว่า “ลดวา-ราศอก” น่าจะถูกกว่า

เพื่อนที่ทำหน้าที่ “ยามภาษา” ช่วยผู้เขียนมานานก็เสนอขึ้นมาว่า เขาเองก็สงสัยสำนวนว่า “บอกเล่าเก้าสิบ” มานานแล้วเหมือนกัน เขาเองเขาเห็นว่า น่าจะไม่ถูกต้อง แถมสมัยนี้ ยังมีพวกสื่อมวลชนที่ว่าอะไรก็ได้ตามใจ แล้วอ้างว่าเป็นไทยแท้ ใช้ว่า “บอกกล่าวเล่าสิบ” ก็มี (พวกที่ว่าทำได้ตามใจ เป็นไทยแท้ พูดได้ตามใจเป็นไทยแท้ แล้วพวกที่ทำและพูดอะไรอย่างระมัดระวังล่ะ เป็นไทยประเภทไหน…?)

เพื่อนให้อรรถาธิบายต่อไปว่า “บอก” กับ “เล่า” มันก็กิริยาทำนองเดียวกัน แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับจำนวนนับที่เป็น “เก้า” กับ “สิบ” เขาเองสงสัยว่า น่าจะเป็น “บอกเก้าเล่าสิบ” มากกว่า คือในการบอกหรือเล่าข่าวหรือเรื่องราวประเภท “จิปาถะ” (หรือ “เบ็ดเตล็ด” หรือ “เก็บเล็กผสมน้อย” หรือ “โน่นนิด-นี่หน่อย” หรือข่าว “ซุบซิบ” ข่าว “กอสซิบ” ฯลฯ) ทำนองนี้ มันมีเรื่องราวที่ต้อง “บอกกล่าว” เฉยๆ ก็มากมายหลายเรื่อง ในทำนองเดียวกัน ก็ยังมีเรื่องที่ต้อง “เล่า” หรือ “อธิบาย” ประกอบอีกเป็นสิบๆ เรื่องมันจึงควรเป็น “บอกเก้า-เล่าสิบ” มากกว่า

นอกจากนี้ ยังมีสำนวนที่คนสมัยใหม่แปลงเอาตามใจ เช่น “ถอยหลังลงคลอง” ตามประสาคนสมัยใหม่คิดถึงแต่ถอยรถ ในขณะที่คนสมัยเก่าท่าน “ถอยหลังเข้าคลอง” เพราะท่านใช้เรือพาย

หรือนักหนังสือพิมพ์คนหนึ่งบอกว่า “เรื่องนี้ทำให้นายกฯกลืนไม่เข้า คลายไม่ออก” ทั้งที่สำนวนโบราณท่านใช้ “กลืนไม่เข้า คายไม่ออก” ( “กลืน” คู่กับคำว่า “คาย” สวน “คลาย” นั้น มันคู่กับ “บีบ” หรือ “รัด”ให้แน่น)

หรือพิธีกรรูปหล่อว่า “เรื่องนี้เข้าทำนองว่า ข้างนอกสุกใส ข้างในต๊ะติ๊งโหน่ง” (ความจริงก็น่าสงสาร และเห็นใจ เพราะ “สคริพท์” ของ “ครีเอทีฟ” เขาเขียนมาให้อย่างนั้น) ทั้งที่สำนวนโบราณเขามีว่า “ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง” (เหมือนมะเดื่อภายนอกก็ดูดี แต่ภายในแย่) ซึ่งมีสำนวนคู่กันว่า “ข้างนอกขรุขระ ข้างในต๊ะติ๊งโหน่ง” (อุปมาดั่งน้อยหน่าหรือทุเรียน )

แต่จะว่าไปแล้วก็น่าสงสารประเทศไทยและเยาวชนยุคใหม่ ที่ทุกวันนี้มีคนระดับชาติพูดและสัมภาษณ์ออกอากาศโครมๆ อย่างลิ้นไม่กระดิกทุกวินาที คือใช้เป็นแต่ “ล-ลิง” ไม่มี “ร-เรือ” พูดควบกล้ำก็ไม่เป็นไม่รู้ว่าผ่านโรงเรียนอนุบาล-ประถม-มัธยม-จนถึงอุดมศึกษาได้อย่างไร ก่อนจะไปได้ปริญญาเอกมาจากเมืองนอก

แม้กระทั่งท่านสมาชิกวุฒิสภาคนดัง ผู้เคยเป็นคนทำสื่อมานานท่านหนึ่งบอกว่า การพูดอภิปรายในสภาไม่จำเป็นต้องห่วงการใช้ภาษาให้ถูกต้องหลักภาษานักก็ได้ เพราะถ้ามัวแต่กังวลเรื่องการใช้ภาษาให้ถูกต้อง เดี๋ยวจะลืมใจความสำคัญเรื่องที่ต้องการพูดไป

ท่านผู้อ่านได้ยินที่ว่ามานี้แล้วคิดอย่างไร ?@



------------------------------
เรื่องโดย : ประยอม ซองทอง
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ตุลาคม ปี 2548
คอลัมน์ : ชีวิตคือความรื่นรมย์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/0FgSH

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด
24 Oct 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
489,000
2.
1,199,000
4.
2,490,000
5.
479,000
6.
939,000
7.
24,500,000
8.
34,000,000
9.
23,795,000
12.
18,900,000
13.
18,999,000
14.
3,199,000
15.
3,399,000
16.
2,549,000
17.
4,499,000
18.
2,299,000
19.
3,199,000
20.
3,299,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th