บทความ

ออโตเมติค บิสซิเนสฯ/เอส.ซี.ยอห์นสัน ฯ/บางจาก ฯ/บางกอกโคมัตสุ ฯ


ออโตเมติค บิสซิเนสฯ
เปิดตัวม่านบังแดด

วิบูลย์ ว่องศิลป์วัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออโตเมติค บิสซิเนส กรุ๊ป จำกัด หรือ เอบีจี ผู้แทนจำหน่ายสัญญาณกันขโมย ABT RAKON และ OEM DEALER OF ABG เปิดเผยว่าจากความสำเร็จที่ได้จำหน่ายผลิตภัณฑ์สัญญาณกันขโมยยี่ห้อ OEM DEALER OF ABG ซึ่งมีอัตราการเติบโตเป็นที่น่าพอใจมาก เพราะความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันนิยมผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานเทียบเท่าโรงงานผู้ผลิต

เอบีจี คิดค้นและพัฒนาอุปกรณ์สำหรับรถยนต์คุณภาพมาตรฐาน ม่านบังแดด OEM DEALER OF ABG เพื่อตอบสนองความสะดวกสบายของผู้ใช้รถ โดยออกแบบได้อย่างลงตัวกับโครงสร้างของรถ และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ออกแบบจากโรงงานผลิต จึงไม่มีการดัดแปลงตัดต่อ หรือสร้างจุดยึดขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้เพื่อให้ได้มาตรฐาน OEM อย่างแท้จริง พร้อมด้วยคุณสมบัติพิเศษลดความร้อนและกันแสงแดด รังสียูวี 98 % อีกทั้งยังตอบสนองทัศนวิสัยในการขับขี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม่นยำ ปลอดภัยด้วยรูปลักษณ์อันโดดเด่น ผนวกกับปุ่มควบคุมเพียงปลายนิ้ว

วิบูลย์ กล่าวเสริมอีกว่า นอกเหนือจากความสะดวกสบาย และความสวยงามแล้ว บริษัทยังคำนึงถึงความปลอดภัยในระบบการต่อเชื่อมสายไฟ โดยนำสายไฟนิรภัย COMPLETED SET เชื่อมต่อกับระบบไฟของรถ เพราะเป็นระบบต่อเชื่อมมาตรฐานเดียวกัน ปุ่มสวิทช์มีการออกแบบได้อย่างลงตัว อุปกรณ์ควบคุมม่านอยู่ในตำแหน่งที่มิดชิด ฐานของม่านบังแดดได้ออกแบบให้มีความโค้งมนกลมกลืนกับตัวรถ โดยจำหน่ายชุดละ 6,500 บาท

 

เอส.ซี.ยอห์นสัน ฯ
เปิดตัว กเลด เรซิง ลิมิเทด เอดิชัน

ฉัตรชัย จิรภูมิเดช ผู้จัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์ บริษัท เอส.ซี.ยอห์นสัน แอนด์ ซัน จำกัด เปิดเผยว่า เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านน้ำหอม บริษัทจึงได้แนะนำ กเลด สปอร์ท เรซิง ลิมิเทด เอดิชัน ดีไซจ์นใหม่ล่าสุด ที่นำเอาความสดชื่น มาผสมผสานกับรูปแบบสไตล์ของผู้รักความเร็วด้วยรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยวลวดลายเคฟลาร์ ทั้งนี้เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคที่นิยมอุปกรณ์ตกแต่งที่มีความโดดเด่น และเพิ่มยอดขายของผลิตภัณฑ์น้ำหอมติดรถยนต์ กเลด และยังสร้างความแตกต่างในตัวสินค้าจากคู่แข่ง

ปัจจุบัน กเลด ครองส่วนแบ่งการตลาดน้ำหอมในรถยนต์ถึง 73 % ด้วยความหอมที่แตกต่างไม่เหมือนใคร ให้ความรู้สึกเย็นสดชื่น พร้อมรูปแบบเล็กกะทัดรัด สามารถกระจายน้ำหอมได้ทั่วทั้งคัน และดีไซจ์นที่มีให้เลือกตามสไตล์ของกลุ่มผู้ใช้ที่แตกต่างกัน โดยบริษัทคาดว่าในปีนี้จะมียอดขายเพิ่มขึ้น 63 %

 

บางจาก ฯ
ปรับปรุงศักยภาพโรงกลั่น

ดร. อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล ผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้ดำเนินการปรับโครงสร้างธุรกิจและการเงินเมื่อต้นปี 2547 ทำให้สามารถลดดอกเบี้ยจ่ายได้มากกว่า 300 ล้านบาท และมีรายได้จากความร่วมมือทางธุรกิจกับบริษัทพันธมิตรกว่า 700 ล้านบาท ทำให้ผลประกอบการในปี 2547 มีรายได้ก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา 4,117 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 2,636 ล้านบาท

ขณะนี้บริษัทกำลังเร่งดำเนินการตามแผนการปรับโครงสร้างธุรกิจระยะที่ 2 คือ การลงทุนในโครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันและลดปริมาณน้ำมันเตาจากร้อยละ 30 ให้เหลือร้อยละ 10 เพื่อให้ได้น้ำมันเบนซินและดีเซลเพิ่มมากขึ้น การปรับปรุงดังกล่าวได้ว่าจ้างบริษัท FOSTER WHEELER และ UOP ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำด้านโรงกลั่น และปิโตรเคมีของสหรัฐอเมริกาศึกษาความเป็นไปได้ทางเทคนิค และผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ เป็นที่เรียบร้อยแล้วซึ่งคาดว่าโครงการนี้จะมอบผลตอบแทนการลงทุนในเกณฑ์สูง

ด้านความคืบหน้าของโครงการ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการออกแบบหน่วยกลั่น โดยมอบให้ UOP (LICENSOR) และ FOSTER WHEELER ออกแบบร่วมกัน เพื่อให้พร้อมประมูลหาผู้รับเหมาก่อสร้างได้ภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ บริษัทยังได้เตรียมความพร้อมในด้านการวางแผนจัดหาเงินทุน ซึ่งขณะนี้มีนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงนักลงทุนที่เป็นพันธมิตรธุรกิจให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก คาดว่าจะสามารถสรุปทั้งเรื่องเงินกู้ และการจัดหาผู้ร่วมทุนได้ภายในไตรมาสที่ 3 โดยตั้งเป้าให้โครงการแล้วเสร็จภายในปี 2550 ซึ่งจะสามารถสร้างรายได้ให้แก่ บางจาก ฯ และผู้ถือหุ้นมากขึ้น ตามแผนการปรับโครงสร้างธุรกิจและการเงิน

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างดำเนินโครงการ บริษัทจะขยายความร่วมมือกับ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ด้วยการเพิ่มปริมาณน้ำมันเตาที่ส่งไปกลั่นต่อ เป็นน้ำมันใสที่โรงกลั่น ไทยออยล์ มากขึ้น นอกจากนี้จะเร่งขยายความร่วมมือในการเพิ่มรายได้ ลดต้นทุนในรูปแบบต่างๆกับบริษัทน้ำมันพันธมิตร เพื่อให้ทั้ง 2 ฝ่ายได้รับผลประโยชน์ร่วมกันมากยิ่งขึ้น

สำหรับเป้าหมายและยุทธศาสตร์ 5 ปี ระหว่างปี 2548-2552 มุ่งขยายรายได้และสร้างศักยภาพการแข่งขันเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของธุรกิจปิโตรเลียม โดยมุ่งปรับองค์กรให้มีความทันสมัย เสริมสร้างบุคลากรให้มีความสามารถสูงขึ้น เพื่อสมกับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้และมีการบริหารจัดการ ตามหลักธรรมาภิบาล นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการปรับปรุงพัฒนาในทุกๆ ด้าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน สร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้บริโภค และมอบผลตอบแทนที่ดีต่อผู้ถือหุ้น

 

บางกอกโคมัตสุ ฯ
ฉลองครบ 10 ปี พร้อมขยายกำลังการผลิต

ดร. พรเทพ พรประภา ประธานกรรมการ บริษัท บางกอกโคมัตสุ จำกัด เปิดเผยว่า ปีนี้เป็นปีที่ 10 ที่บริษัทได้ดำเนินกิจการผลิตและประกอบรถขุดตัก โคมัตสุ ในประเทศไทย โดยความร่วมมือระหว่างบริษัท บางกอกมอเตอร์เวอคส์ จำกัด ผู้แทนจำหน่ายสินค้า โคมัตสุ กับ บริษัท โคมัตสุ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น

ที่ผ่านมาสินค้าของ โคมัตสุ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจนรถขุดตัก โคมัตสุ เป็นผู้นำตลอดมา ด้วยขบวนการผลิตอันเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัย ประกอบด้วยหุ่นยนต์ในงานเชื่อม และเครื่องจักรกลอันทันสมัย ระบบการผลิตควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ที่แม่นยำ รวมถึงการตรวจสอบคุณภาพในทุกขั้นตอน จนได้รับการรับรองระบบการบริหารการจัดการคุณภาพ ISO 9001 และระบบการบริหารการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001

โดยปีนี้บริษัทได้ลงทุนเพิ่มอีก 80 ล้านบาท ในการเพิ่มเครื่องจักรการผลิต ทำให้การผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมเดือนละ 60 คัน เป็น 200 คัน เพื่อจำหน่ายภายในประเทศ 30 % และส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ 70 % เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา/ออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์/อินโดนีเซีย/ มาเลเซีย/ฟิลิปปินส์/ไต้หวัน/เวียดนาม/สิงคโปร์/พม่า/เนปาล/ภูฐาน และแอฟริกาใต้

สำหรับผลประกอบการของบริษัทในปีนี้ คาดว่าจะมียอดขายประมาณ 2,400 คัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 7,000 ล้านบาท โดยในปีที่แล้ว บริษัทมียอดขายทั้งสิ้น 1,535 คัน คิดเป็นมูลค่า 4,341 ล้านบาท

 

มาซดา
แต่งตั้งฝ่ายการตลาดใหม่

ฟูมิโอะ โทเนะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้ประกาศแต่งตั้ง พาสกาล เศรษฐบุตร เป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาด แทน ปพนธ์ รัตนชัยกานนท์ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2548 นี้

พาสกาล มีประสบการณ์ในวงการรถยนต์ทั้งเมืองไทยและต่างประเทศมากว่า 15 ปี ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีจากการทำงานกับ มาซดา เริ่มด้วยการทำงานเป็น BRAND MANAGER ของมาซดา 3 ต่อมาในฐานะ BRAND SALES MANAGER ทำงานอย่างใกล้ชิดกับดีเลอร์ในต่างจังหวัด ซึ่งส่งผลให้ยอดขายของ มาซดา ต่างจังหวัดเติบโตเฉลี่ย 44 % เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา

ดังนั้นบริษัทจึงเห็นว่า พาสกาล เป็นผู้ที่เหมาะสมที่จะทำงานในตำแหน่งนี้ เพื่อการทำงานร่วมกันเป็นทีม อันเป็นปรัชญาในการทำงานของบริษัท และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ มาซดา ประสบความสำเร็จมาจนถึงปัจจุบัน

ด้วยความสามารถในด้านการบริหารของ พาสกาล ผนวกกับการทำงานร่วมกันเป็นทีมของพนักงาน มาซดา บริษัทมั่นใจว่า จะสามารถทำให้การเติบโตของ มาซดา ทั้งในแง่ของภาพลักษณ์และยอดขายมีต่อไปอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการรับตำแหน่งในครั้งนี้ พาสกาล จะทำหน้าที่เกี่ยวกับกลยุทธ์การตลาดการพัฒนาแบรนด์ การสื่อสารการตลาด การส่งเสริมการขาย และกิจกรรมการตลาดต่างๆ

 

อีซูซุ
มอบรางวัลเยาวชนสัมพันธ์

บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด จัดพิธีมอบรางวัลการประกวด “วาดภาพโพสเตอร์พร้อมคำขวัญ” ใน “โครงการ อีซูซุ เยาวชนสัมพันธ์ 2547″ เพื่อรณรงค์ปลุกจิตสำนึกเยาวชนไทยในการประหยัดน้ำมัน โดยในรอบคัดเลือกใช้หัวข้อ “60 ล้านไทย ร่วมใจประหยัดน้ำมัน” และหัวข้อรอบชิงชนะเลิศ “เราจะอยู่อย่างไร ถ้าโลกไร้น้ำมัน”

ทั้งนี้ในรอบชิงชนะเลิศ ได้มีการตัดสินผลงานที่ส่งเข้าประกวดเหลือเพียง 40 ผลงานเพื่อร่วมในกิจกรรมทัศนศึกษาโรงกลั่นน้ำมัน บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และ บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เพื่อสัมผัสประสบการณ์ การเดินทางรูปแบบใหม่ของรถไฟฟ้าใต้ดิน

สำหรับผู้ชนะเลิศการประกวดจะมีทั้งหมด 6 ทีม รวม 12 คน จะได้รับรางวัล “อีซูซุ พาน้องๆท่องญี่ปุ่น” พร้อมโล่ประกาศเกียรติยศ จาก พตท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งเยาวชนที่ได้รับรางวัล แบ่งเป็นระดับ คือ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 3 ทีม
1. ศิริชัย แซ่กู้ และ โยธิน อินต๊ะวงศ์ โรงเรียนพะเยาพิทยาคม จ. พะเยา
2. ปาริชาต ทองสุก และ วิไลวรรณ ตาดำ โรงเรียนวิไลเกียรติอุปถัมภ์ จ. แพร่
3. อธิคม ขัติยศ และ โสภณ เวียงลอ โรงเรียนพญาลอวิทยาคม จ. พะเยา

ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 3 ทีม
1. หริษา เทียบโพธิ์ และ กนกศรี ระลึกมูล โรงเรียนเสิงสาง จ. นครราชสีมา
2. สันติ เนียมคำ และ นาถธิดา เพิ่มพูล โรงเรียนปากช่อง จ. นครราชสีมา
3. พุทธิพงศ์ พงศ์ศาสตร์ และ ศรีศักดิ์ รูปเหลี่ยม โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ธวัชบุรี จ. ร้อยเอ็ด

นอกจากนี้รางวัลรองชนะเลิศ จะได้รับทุนการศึกษา พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ รวมถึงสถานศึกษาที่ให้การสนับสนุนทีมชนะเลิศ และรองชนะเลิศอีกด้วย “โครงการ อีซูซุ เยาวชนสัมพันธ์ 2547″ เป็นกิจกรรมเพื่อสังคมที่บริษัท ตรีเพชร ฯ จัดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพเยาวชนไทย ด้วยการส่งเสริมพลังแห่งการแสดงออกด้านความคิดสร้างสรรค์ ทักษะด้านศิลปะ การปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่อสังคม การทำงานร่วมกันเป็นทีม รวมถึงมอบประสบการณ์และโอกาสที่ดีแก่เยาวชนไทย

 

โตโยตา
ลงทุนสร้างโรงงานใหม่

อากิโอะ โตโยดะ กรรมการบริหารอาวุโส โตโยตา มอเตอร์ คอร์พอเรชัน ประเทศญี่ปุ่น พร้อมด้วย เรียวอิจิ ซาซากิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ นินนาท ไชยธีรภิญโญ รองประธานกรรมการ และไพบูลย์ ไวความดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมกันแถลงข่าว แผนการลงทุนขยายกำลังการผลิต เพื่อตอบสนองยอดขายรถพิคอัพในโครงการ IMV รวมถึงการขยายกำลังการผลิตของโรงงานเกทเวย์ ซึ่งเป็นโรงงานผลิตรถยนต์นั่งอีกด้วย

สำหรับแผนการลงทุนในครั้งนี้ แบ่งออกเป็นการลงทุนสำหรับผลิตรถพิคอัพ แห่งใหม่ และการขยายกำลังการผลิตของโรงงานเกทเวย์ ซึ่งผลิตรถยนต์นั่ง จะมีมูลค่าการลงทุนรวมทั้งสิ้น 37,000 ล้านบาท โดยแบ่งการลงทุนออกเป็น

โรงงานผลิตรถพิคอัพแห่งใหม่ จะเริ่มก่อสร้างกลางปี 2548 นี้ และคาดว่าจะเริ่มผลิตรถพิคอัพ ไฮลักซ์ ได้ในต้นปี 2550 โดยจะมีกำลังการผลิตประมาณ 100,000 คัน/ปี มีมูลค่าการลงทุน 15,000 ล้านบาท และคาดว่าจะสร้างการจ้างงานอีก 2,000 คน

ส่วนโรงงานเกทเวย์ ซึ่งปัจจุบันผลิตรถยนต์ แคมรี โคโรลลา โซลูนา วีออส และวิช จะขยายกำลังการผลิตจากเดิม 110,000 คัน/ปี เป็น 200,000 คัน/ปี โดยจะใช้เงินลงทุนประมาณ 3,000 ล้านบาท และจะเริ่มดำเนินการต้นปี 2549 นอกจากนี้ยังมีการลงทุนในส่วนเกี่ยวเนื่องอีก 19,000 ล้านบาท

สำหรับการส่งออกจะเพิ่มขึ้นจาก 150,000 เป็น 250,000 คัน ภายในปี 2550 ซึ่งคาดว่ามูลค่าการส่งออกดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นถึง 60,000 ล้านบาท

ดังนั้นในปี 2550 บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด จะสามารถผลิตรถยนต์ด้วยกำลังการผลิตสูงสุด 550,000 คัน/ปี ซึ่งรวมถึง บริษัท ไทย ออโต้ เวิร์ค จำกัด (TAW) ซึ่งผลิตรถยนต์ รุ่น ฟอร์ทูเนอร์ ในโครงการ IMV ด้วย

ปัจจุบัน โครงการ IMV ได้รับการสนับสนุนจาก โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่นเพื่อมุ่งสร้างเครือข่ายการผลิตรถยนต์ โตโยตา สู่ตลาดโลกตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2547 โครงการ IMV ได้เริ่มผลิตรถในประเทศไทย/อินโดนีเซีย/อาร์เจนตินา/แอฟริกาใต้/อินเดีย/ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ซึงประเทศเหล่านี้ ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถพิคอัพ รถอเนกประสงค์ (MPV) และเครื่องยนต์ดีเซล



------------------------------
เรื่องโดย : นุสรา เงินเจริญ
ภาพโดย : ฝ่ายภาพ และบริษัทผู้ผลิต
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2548
คอลัมน์ : บันทึกธุรกิจ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/HYrSR

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด
23 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
21,900,000
2.
11,530,000
3.
14,900,000
4.
3,699,000
5.
2,930,000
6.
679,000
7.
1,290,000
8.
21,890,000
9.
3,090,000
10.
75,000,000
12.
1,545,000
13.
1,465,000
14.
2,390,000
15.
489,000
16.
1,199,000
18.
2,490,000
19.
479,000
20.
939,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

What's New