บทความ

ตลาดรถพันทาง


รถพันทาง มลพิษต่ำ เกิดขึ้นจากโครงการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม ที่ผู้ผลิตรถยนต์รวมกับภาครัฐเพื่อลดมลพิษในอากาศ ซึ่งเริ่มขึ้นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา และมีการผลักดันให้ผู้ผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นผลิตรถที่มีมลพิษต่ำ อย่างรถประเภทไฮบริด และไฮโดรเจน ส่งเข้าไปจำหน่ายด้วย

โครงการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมได้ตั้งเป้าที่จะผลิตรถยนต์แบบปลอดมลพิษให้ได้ก่อนปี 2000 โดยยึดหลัก 3 ประการ คือ

1. ใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
2. หาพลังงานอื่นมาทดแทนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง
3. ลดปริมาณการใช้สารซีเอฟซี ที่เป็นอันตรายต่อชั้นบรรยากาศของโลก

วิธีหนึ่งที่วิศวกรของค่ายรถยนต์ชั้นแนวหน้าเลือก คือ การพัฒนาและค้นคิดเครื่องยนต์ลูกผสม หรือ ไฮบริด (HYBRID) ที่นำเอาพลังงานไฟฟ้ามาใช้ขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งจะทำงานรวมกับเครื่องยนต์เบนซินตั้งแต่ขนาด 0.6 ลิตร ไปจนถึง 2.4 ลิตร ในรถยนต์ทั่วไป

สำหรับในประเทศไทย ที่ยังไม่คิดจริงจังกับเรื่อง โครงการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม มากนัก ค่ายรถยนต์ต่างๆ จึงรอคอยการตัดสินใจและการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะเรื่องรถพันทางประเภทที่ใช้เครื่องยนต์ลูกผสม “ไฮบริด”

ครั้งแรกที่คนไทยได้รู้จักกับระบบเครื่องยนต์แบบ “ไฮบริด” คือ เมื่อราว 6 ปีก่อน โตโยต้า ฯ ได้นำเจ้าปรีอุส รุ่นแรกเข้ามาโชว์ตัว และเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนไทยได้ทดลองขับ

ในปีถัดมา ฮอนด้า ฯ ได้เปิดตลาดรถพันทางรุ่นแรก ด้วยเจ้า อินไซจ์ท์ รถขนาดเล็ก 2 ที่นั่งที่เป็นรถไฮบริดที่ได้ชื่อว่าประหยัดที่สุด และอีก 2 ปีต่อมา ฮอนด้า ฯ ได้นำ ซีวิค ไฮบริดพร้อมเปลี่ยนรูปแบบจากการจำหน่ายมาเป็นเช่าใช้กำหนด 4 ปี เดือนละ 36,000 บาท ซึ่งมีเพียงหน่วยบางแห่งตอบรับ

ในปีที่แล้ว รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีใหม่ ทำให้อัตราภาษีรถพันทางลดเหลือ 10 % ทำให้บริษัทนำเข้าอิสระ มองเห็นช่องทางกำไรจากส่วนต่างภาษี และเริ่มนำรถไฮบริดทั้งรุ่นเล็กและรุ่นใหญ่เข้ามาจำหน่ายเสริมรุ่นที่มีอยู่เดิม

อย่างนี้แล้ว รถพันทางเหล่านี้ เป็นเรื่องของแฟชัน หรือความหวังใหม่ ของตลาดรถยนต์เมืองไทย ?

 

รถไฮบริดในตลาด

 

ฮอนดา อินไซจ์ท์

ฮอนดา ออกแบบ อินไซจ์ท์ ให้มีรูปทรงที่ลู่ลมมากที่สุด โดยมีค่าสัมประสิทธิแรงเสียดทานอากาศเพียง 0.25 ซีดี

คอนโซนหน้าตกแต่งด้วยอลูมิเนียม เน้นความทันสมัยสไตล์สปอร์ท มาตรวัดแบบดิจิทอลแสดงข้อมูลทั้ง ความเร็ว รอบเครื่องยนต์ ระดับความสิ้นเปลือง ระดับกระแสไฟในแบทเตอรีและมาตรวัดแสดงการชาร์จและใช้กระแสไฟฟ้า รวมทั้งสัญญาณเตือนเปลี่ยนเกียร์

เบาะนั่งและแผงข้างประตูบุด้วยวัสดุประเภทใยสังเคราะห์ เพื่อลดน้ำหนัก พื้นหลังเบาะคู่หน้าใช้เก็บแบทเตอรี ส่วนบนเหลือไว้เป็นที่เก็บสัมภาระสำหรับการเดินทาง

ขุมพลังลูกผสม “ไอเอมเอ” (IMA: INTEGRATED MOTOR ASSIST) ประกอบด้วยเครื่องยนต์เบนซินแบบ 3 สูบเรียง ซิงเกิลโอเวอร์เฮดแคมชาฟท์ 16 วาล์ว วีเทค ความจุ 1.0 ลิตร 70 แรงม้า กับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 144 โวลท์ ให้กำลัง 13.6 แรงม้า และเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ

การทำงานของระบบไอเอมเอ ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นตัวเสริมกำลังให้กับเครื่องยนต์ เมื่อกดคันเร่งซึ่งต่างกับระบบไฮบริดทั่วไป ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นพลังขับเคลื่อนก่อนเสริมด้วยเครื่องยนต์จึงไม่จำเป็นต้องใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ และแบทเตอรีจำนวนมาก ทำให้มีน้ำหนักรวมน้อยจึงสามารถทำความเร็วสูงสุดถึง 184 กม./ชม. และให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายในเวลา 12 วินาที

อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยที่ถือเป็นสถิติโลก ทำไว้รอบเกาะอังกฤษ คือ 36.4 กม./ลิตร โดยใช้ความเร็วระหว่าง 80-120 กม./ชม.

 

ฮอนดา ซีวิค ไฮบริด

ฮอนดา แนะนำ ซีวิค ไฮบริด รถในกลุ่มประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมรุ่นที่ 2 หลังจากที่เปิดตัว อินไซจ์ท์ รถแบบ 2 ที่นั่ง ใช้พลังงานจากเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.0 ลิตร รวมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ที่เรียกว่า “ไอเอมเอ” (IMA: INTEGRTED MOTER ASSIST) ไปก่อนหน้านั้นประมาณ 2 ปี

ซีวิค ไฮบริด คือ รถประหยัดพลังงานคันแรกที่ ฮอนดา พัฒนาขึ้นจากรถตลาด จึงมีรูปลักษณ์เหมือนกับ ซีวิค รุ่นที่ 7 เพียงแต่เปลี่ยนชิ้นส่วนบางตัว เช่น กระจังหน้าเป็นแบบชิ้นเดียวกับกันชน ไฟท้ายใหม่ สีแดง/ขาว และล้อแมก ต่างจาก อินไซจ์ท์ ที่ถูกออกแบบขึ้นมาโดยเฉพาะประหยัดพลังงาน

นอกจากเรือนไมล์และมาตรวัดระดับไฟฟ้าที่ยกชุดมาจาก อินไซจ์ท์ และลายไม้สีดำที่ใช้ตกแต่งบนชุดคอนโซลกลางแล้ว ทุกส่วนภายในห้องโดยสารไม่ได้ถูกดัดแปลงแก้ไขจาก ซีวิค รุ่น วีทีไอ

ฮอนดา ซีวิค ไฮบริด ติดตั้งเครื่องยนต์ ไอ-ดีเอสไอ วีเทค แบบ 4 สูบ ซิงเกิลโอเวอร์เฮดแคมชาฟท์ 8 วาล์ว หัวฉีด 2 หัวเทียน/สูบ ขนาด 1.3 ลิตร 85.7 แรงม้า ที่ 5,700 รตน. แรงบิดสูงสุด 12.1 กก.-ม. ที่ 3,300 รตน. และมอเตอร์ไฟฟ้า ขนาด 10 กิโลวัตต์ ที่ 4,000 รตน. แรงบิดสูงสุด 5 กก.-ม. ที่ 1,000 รตน. พร้อมกับเกียร์อัตโนมัติส่งกำลังแบบต่อเนื่อง ซีวีที

สมรรถนะ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ 11 วินาที 0-400 ม. ที่ 18.2 วินาที ความเร็วปลาย 178 กม./ชม. ในขณะที่ใช้ความเร็วคงที่ 60 กม./ชม. มีอัตราสิ้นเปลืองเพียง 37.7 กม./ลิตร ดีกว่า อินไซจ์ท์ 2 กม.

ด้วยโครงสร้างภาษีทำให้รถรุ่นนี้มีราคาสูงถึงกว่า 1.7 ล้านบาท บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จึงไม่ได้จำหน่าย แต่ให้เช่าในอัตรา 36,000 บาท/เดือน นาน 4 ปี

 

โตโยตา ปรีอุส

ปรีอุส ใหม่ แตกต่างไปจากรุ่นแรก ที่ โตโยต้า ฯ นำเข้ามาเพื่อให้สื่อมวลชนได้ทดลองขับ เมื่อ 6 ปีก่อนมาก โดยเฉพาะรูปทรงที่ลู่ลมสวยงาม

ไฟหน้าเรียวยาวเกือบถึงแนวกระจก หลังคาที่โค้งมนลาดเท่ทั้งด้านหน้า/หลังรับกับฝากระโปรงและส่วนท้ายที่สั้นแบบรถ 5 ประตู ช่วยให้ ปรีอุส มีค่าสัมประสิทธิแรงเสียดทานเพียง 0.28 ซีดี

ภายในห้องโดยสารหรูหรา ทันสมัย ด้วยชุดตกแต่งอลูมิเนียม และคอนโซลแบบชิ้นเดียว มาตรวัดความเร็วแบบดิจิทอลซ้อนไว้ใกล้แนวกระจกบังลมหน้า และมีจอมอนิเตอร์แสดงการทำงานของเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง

ปรีอุส ใช้เครื่องยนต์เบนซินแบบ 4 สูบเรียง ดับเบิลโอเวอร์เฮดแคมชาฟท์ 16 วาล์ว ขนาด 1.5 ลิตร 77 แรงม้า และมอเตอร์ไฟฟ้า กำลังสูงสุด 17.7 แรงม้า พร้อมเกียร์อัตโนมัติแปรผันต่อเนือง

ในการออกตัวแบทเตอรีจ่ายไฟให้กับมอเตอร์ไฟฟ้าและเสริมด้วยกำลังเครื่องยนต์ซึ่งทำให้มีอัตราสิ้นเปลืองต่ำเพียง 30 กม./ลิตร และสามารถทำความเร็วสูงสุดถึง 160 กม./ชม.

สำหรับสนนราคาที่จำหน่าย 1.6 ล้านบาท และหน้าตาที่ต่างไปจาก โคโรลลาจึงไม่ใช่เรื่องยากที่ผู้นำเข้าอิสระจะจำหน่ายให้แก่ผู้สนใจ

 

โตโยตา เอสตีมา ไฮบริด

เอสอีซี กรุ๊ป ฯ ผู้นำเข้ารายใหญ่ ใช้ช่องว่างของภาษีรถยนต์ ที่มีระดับเครื่องยนต์ความจุไม่เกิน 2.4 ลิตร นำเข้ารถเอมพีวี “ไฮบริด” ผสมผสานกำลังจากเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า 2 รุ่น คือ เอสตีมา (ESTIMA) และอัลฟาร์ด (ALPHARD)

เอสตีมา ไฮบริด เป็นรถยนต์พลังงานผสมขับเคลื่อน 4 ล้อรุ่นแรกของโลก ที่ผลิตออกจำหน่ายจริง (THE WORLD’S FIRST MASS-PRODUCED GASOLINE/ELECTRIC DRIVE VEHICLE)

เอสตีมา และอัลฟาร์ด ใช้ขุมพลังสองสายพันธุ์ คือ เครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตร มอเตอร์ไฟฟ้า และ เกียร์อัตโนมัติแบบซีวีที (CVT: CONTINUOUSLY VARIABLE RANSMISSION) ขับเคลื่อนล้อหน้ากับมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหลังอีกตัวหนึ่ง ทำให้รถคันนี้กลายเป็นขับเคลื่อน 4 ล้อโดยอัตโนมัติ “อี-โฟร์” (E-FOUR) ซึ่งจะทำงานทันทีเมื่อ “เร่งเครื่องยนต์” หรือเมื่ออยู่บนผิวถนน “ลื่นไถล”

เอสตีมา ไฮบริด เป็นรถยนต์รุ่นแรกที่ติดตั้งระบบอีเลคทรอนิคควบคุมเบรค “อีซีบี” (ECB:ELECTRONICALLY CONTROLLED BRAKE) อีซีบี จะรับสัญญาณความรุนแรงจากแป้นเบรคแล้วส่งการควบคุมกระจายแรงดันน้ำมันเบรคในระบบเบรคทั้งหมดอย่างสมดุล ไม่ว่าล้อรถข้างนั้นจะมีแรงเสียดทานและแรงดันน้ำมันเบรคมากน้อยและต่างกันเพียงใด

ในเรื่องความปลอดภัย โตโยตา ได้ติดตั้งระบบโทรทัศน์วงจรปิด รับภาพจากกล้องโทรทัศน์ติดตั้งอยู่ที่กระจังหน้าตัวรถ แบ่งภาพออกเป็นด้านซ้าย/ขวา ทำหน้าที่จับภาพในส่วนที่ผู้ขับไม่สามารถมองเห็น เช่น กรณีขับรถออกจากปากซอย และมองไม่เห็นรถบนถนนใหญ่ทั้งซ้าย/ขวา และภาพตรงหน้าตัวรถ อำนวยความสะดวกต่อการขับใช้งาน ลดอุบัติเหตุลักษณะเฉี่ยวชน

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 12.2 กม./ชม. ส่วนความสิ้นเปลีองที่ความเร็วคงที่ 60 กม./ชม. อยู่ที่ 18.6 กม./ลิตร

 

โตโยตา อัลฟาร์ด ไฮบริด

อัลฟาร์ด (ALPHARD) ก็เป็นรถเอมพีวีหรูอีกรุ่นหนึ่ง ที่ โตโยตา ติดตั้งชุดขุมพลัง 2 สายพันธุ์ หรือ “ไฮบริด” และติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกไฮเทคเข้าไปมากมาย

ไม่ว่าจะเป็น ระบบโทรทัศน์วงจรปิด รับภาพจากกล้องโทรทัศน์ติดตั้งอยู่ที่กระจังหน้าตัวรถด้านซ้าย/ขวาเป็นอุปกรณ์สั่งพิเศษ เป็นเพคเกจควบคู่มากับ WIDE MULTI-AV STATION พร้อมทั้งระบบนำทาง DVD ด้วยเสียง

ระบบช่วยจอดโดยโทรทัศน์วงจรปิดผสานการทำงานกับจอภาพเส้นสีและเสียงสัญญาณเมื่อถอยหลัง อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ขับรถมีนีแวนถอยหลังเข้าจอดในซองที่จอดรถได้ง่ายมากขึ้น และไม่เสี่ยงต่อการเฉี่ยวชนด้านท้ายรถเพราะเป็นจุดบอดที่ผู้ขับไม่สามารถมองเห็นได้ถนัดกล้องโทรทัศน์วงจรปิดซึ่งใช้ “เลนส์มุมกว้าง” ติดตั้งอยู่ที่แผงมือจับประตูบานท้ายรถภาพที่ปรากฏในรถ จะเป็นเส้นสี 2 สี บอกทิศทางให้ผู้ขับกะระยะถอยหลังเข้าจอดได้ง่ายขึ้น

เซนเซอร์วัดระยะห่างท้ายรถส่งสัญญาณไฟเตือนบนหน้าปัดทันทีเมื่อมีรถอื่นวิ่งเข้าใกล้ท้ายรถในระยะที่อาจเกิดอุบัติเหตุชนท้ายได้ ทำงานโดยคลื่นเสียงความถี่สูง (อุลทราโซนิค) ติดตั้งบริเวณท้ายรถและมุมท้ายของรถยนต์

นอกจากนี้ ระบบไฮบริดยังให้กำลังไฟฟ้าสูงถึง 1,500 วัตต์ ไม่ว่าตัวรถจะจอดอยู่กับที่หรือว่าเคลื่อนที่ ปลั๊กไฟ AC 100 วัตต์ที่อยู่ตรงคอนโซลกลางและผนังท้ายรถ อันเป็นระบบไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) สามารถใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ในบ้านเรือนมาชาร์จหรือใช้ไฟในตัวรถได้โดยสะดวก เช่น. เครื่องเป่าผม เตาไมโครเวฟ รถจักรยานมอเตอร์ไฟฟ้า

ประตูบานเลื่อน 2 ด้านคู่ อำนวยความสะดวกในการขึ้น/ลงรถสำหรับผู้โดยสารตอนกลางและตอนหลัง อีกทั้งสะดวกต่อการหยิบสัมภาระเมื่อจอดรถในที่แคบและติดผนัง พร้อมระบบประตูปิด/เปิดด้วยไฟฟ้า และสามารถบังคับการปิด/เปิดได้ด้วยรีโมท

อัตราความสิ้นเปลีองในความเร็วคงที่ 60 กม./ชม. อยู่ที่ 16.4 กม./ลิตร ทำได้ใกล้เคียงรถขนาดเล็ก

 



------------------------------
เรื่องโดย : ธนสาร เสาวมล
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน เมษายน ปี 2548
คอลัมน์ : บทความ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/oKITE
อัพเดทล่าสุด
28 Mar 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
1,699,000
3.
3,299,000
4.
5,399,000
5.
6,799,000
6.
3,249,000
8.
53,500,000
10.
3,600,000
11.
4,539,000
12.
13,339,000
13.
2,999,000
14.
1,749,000
15.
1,800,000
17.
499,000
18.
979,000
19.
990,000
20.
13,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th