บทความ

เสียมากเสียง่าย


จากสื่อทีวีแท้ๆ ทำให้คนทั้งประเทศตลอดจนชาวโลกยุค “โลกไร้พรมแดน” ได้เห็นภาพข่าวฮือฮาสืบเนื่องจาก นส. เดือนเพ็ญ ศิลาเกษ อายุ 28 ปี เจ้าของร้านจำหน่ายเสื้อผ้าย่านพาหุรัดเธอเกิดความอัดอั้นตันฤดีอย่างสุดๆ ซื้อรถ ฮอนดา ซีอาร์-วี ป้ายแดงแจ๋มาใช้ในราคานับล้านบาทไม่ทันไร ต้องส่งซ่อมซ้ำซาก

พอเธอขอเปลี่ยนรถคันใหม่ บริษัทผู้ขายไม่ยอม แถมยังพูดปลอบ รถยี่ห้อเขาดี รถร้อยคันจะมีปัญหาเพียง 1 คัน ทำนองให้ทำใจยอมรับ เมื่อรบเร้าบริษัทหนักๆ เข้าเธอเจอสวน “เขาจะไม่ยอมให้ลูกค้ามีอิทธิพลเหนือบริษัท”

นส. เดือนเพ็ญ จึงนอทหลุด เอารถมาติดป้ายประจานต่อหน้าธารกำนัล “ถ้าดีจริง ดิฉันคงไม่ทำแบบนี้ ขอไว้ทุกข์ให้ ฮอนดา” ไว้รอบรถ แถลงข่าวเสร็จก็แสดงการเป็นหญิงเหล็ก บรรจงใช้ค้อนปอนด์ทุบกระจกหน้า เอาพลั่วทุบฝากระโปรงจนยับต่อหน้าสื่อมวลชน เหตุเกิดตอนสายวันที่ 27 มกราคม 2548 ที่ กทม.

เกิดเหตุขึ้นแล้ว ผู้รับผิดชอบบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง ฮอนดา ในประเทศไทยซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่นอยู่แล้ว ออกมาแสดงความรู้สึกเสียใจ อ้างว่าบริษัทได้แสดงความรับผิดชอบแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ แต่ไม่อาจจับใจความได้ว่าจะเปลี่ยนรถคันใหม่ให้หรือไม่

ขณะเดียวกันวันรุ่งขึ้นรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบกระทรวงอุตสาหกรรมแสดงความวิตกว่ามหกรรมการทุบรถประจานของ นส. เดือนเพ็ญ จนเห็นกันทั้งโลกน่าจะไม่เป็นผลดีแก่อุตสาหกรรมผลิตรถของไทย ต่างชาติอาจขาดความเชื่อถือในคุณภาพ จึงต้องวางมาตรการกวดขันผู้ผลิตให้เข้มงวดเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง

สำหรับ สคบ. หรือสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภครีบออกมาแจมเหมือนกัน แต่ในลีลาขี้ผึ้งลนไฟอ่อนปวกเปียกตามเคย พูดในทำนองว่าบังคับบริษัทผู้ขายรถไม่ได้มากมายนัก กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้สักเท่าไร ชาวบ้านงี้เซ็งไปตามๆ กัน

งานนี้ นส. เดือนเพ็ญ กลายเป็นฮีโรของผู้ที่ผิดหวังจากการถอยรถป้ายแดงป้ายดำในบ้านเราแล้วเจอปัญหา พึ่งพาใครไม่ได้ การรำค้อนรำพลั่วกระหน่ำรถทำให้ผู้ที่มีหัวอกเดียวกันเกิดความสะใจที่สุดมันที่สุด ผมยังเชื่อว่างานนี้เธอไม่เสียเที่ยว สื่อทีวีอาจเชิญไปออกอากาศ มีรายได้พิเศษจนซื้อรถป้ายแดงคันใหม่ได้ไม่ยาก

อีกอย่างชาวบ้านอย่างเราๆ ท่านๆ คงเดาออกล้านเปอร์เซนต์ว่าหัวเด็ดเท้าขาดเธอไม่ซื้อรถยี่ห้อไหน แต่ยากที่จะเดาว่าเธอจะซื้อรถยี่ห้อใดมาแทน

สิ่งที่น่าคิดอีกอย่างคือ รถค่ายไหนก็ตามที่ น.ส. เดือนเพ็ญ เลือกซื้อหลังจากเล่นบทสะใจกับยี่ห้อที่ทำให้เธอเบรคแตกมาแล้ว เชื่อว่าผู้ขายคงหนาวๆ ร้อนๆ เกรงว่าถ้ารถดันมีปัญหาขึ้นมาบ้างแล้วแก้ไม่ตก หากไม่รับผิดชอบคงดูไม่จืดเหมือนรายแรก ชื่อเสียงที่เพียรรักษาไว้ป่นปี้ไปกับเขาด้วยอย่างแหงๆ

ที่น่าสังเกตอีกอย่างคือ การที่ นส. เดือนเพ็ญ เธอแก้เผ็ดกับการซื้อรถแล้วผิดหวังดูออกจะรุนแรงก็จริงมุทะลุก็จริง แต่มีผลคือได้รับความเห็นใจ แถมสาธารณชนยังเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยว่าเธอเดือดร้อนขนาดหนัก ไม่งั้นคงไม่ทำลายรถที่ซื้อมาหลายบาท เสมอแค่ออกข่าวหรือโอดโอยอย่างเดียว อาจโดนเกกลับว่ามีเบื้องหลังหรือจงใจใส่ร้ายบริษัทก็เป็นได้ นี่คือแง่มุมที่น่าสนใจไม่น้อยใช่ไหมครับ

เอาล่ะมาว่ากันด้วยเรื่องของคดีความอย่างเคย งานนี้เกี่ยวกับการเก็บรักษาเชคไว้ในกระเป๋าแล้วนำไปไว้ในรถยนต์ของตนตามปกติ ปรากฏว่าเชคสูญหายแล้วมีคนนำไปเซ็นปลอมเบิกเงินจากแบงค์ 3 ครั้ง ได้เงินไปเกือบ 2 แสนบาท มาดูสิว่าเจ้าของเชคจะฟ้องร้องเอาเงินคืนจากใครได้หรือไม่

“นายดอกเตอร์” เป็นชาวบ้านเรียนหนังสือแค่อ่านออกเขียนได้เท่านั้นเอง และทำมาค้าขายตามปกติไม่ได้จบดอกเตอร์เหมือนที่เกร่อกันในตอนนี้ เมื่อ นายดอกเตอร์ พอมีเครดิทจึงใช้เชคเพื่อความสะดวกในการทำธุรกิจ และเจ้าตัวเก็บรักษาเชคไว้ที่บ้านบ้าง เอาไว้ในกระเป๋าเก็บไว้ที่รถยนต์ส่วนตัวในยามไปไหนมาไหนบ้างเช่นคนทั่วไป

ปรากฏว่าเชคของ นายดอกเตอร์ เล่มหนึ่งมีเชคอยู่ 2-3 ใบหายไป แต่ นายดอกเตอร์ ไม่รู้ตัวไม่ทันสังเกต เนื่องจากใช้เชคหลายเล่มในคราวเดียวกัน เป็นเรื่องจนได้เมื่อ นายดอกเตอร์ทราบภายหลังว่าเงินฝากในแบงค์หายไปเกือบ 2 แสนบาท จึงขอตรวจสอบ

พบว่ามีคนเอาเชคไปขึ้นเงิน 3 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกันนับเดือน เจ้าตัวทราบดีว่าตนเองไม่ได้สั่งจ่ายเงินดังกล่าว จึงทักท้วงธนาคารขอให้คืนเงิน แต่แบงค์นั้นพอดีพอร้ายไม่รับผิดชอบอะไรง่ายๆ อยู่แล้ว

นายดอกเตอร์ ซึ่งไม่เคยมีปริญญาอะไรสักใบ ชื่อดูเท่ไปงั้นเองยอมไม่ได้ ให้ทนายยื่นฟ้องแบงค์เรียกให้คืนเงินในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของตนพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 17/ปีเพราะแบงค์เรียกเก็บดอกเบี้ยจากตนในกรณีเงินกู้ร้อยละ 17 อยู่แล้ว โดยอ้างว่าแบงค์ประมาทเลินเล่ออย่างแรง ไม่ตรวจสอบลายมือชื่อในเชคให้ดี จ่ายเงินชุ่ยไปเลย

ธนาคารสู้คดี ให้การว่าแบงค์ไม่ได้ประมาท ตรวจสอบลายเซ็นแล้วเป็นลายเซ็นของนายดอกเตอร์ จึงสั่งจ่ายเงิน แบงค์แจ้งให้ นายดอกเตอร์ ทราบทุกเดือนถึงกระแสของเงินในบัญชี นายดอกเตอร์ รู้ตั้งนานนมแล้วว่าเงินหายไปจากบัญชีแต่เพิ่งนำคดีมาฟ้อง
เกิน 1 ปีไปแล้ว คดีขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่าแบงค์ประมาทเลินเล่อจริง ตัดสินให้แบงค์จ่ายเงินแก่นายดอกเตอร์ เต็มตามฟ้อง

จำเลยคือธนาคารไม่ถอย เดินหน้ายื่นอุทธรณ์ ยืนยันว่า นายดอกเตอร์ ประมาทต่างหากเก็บรักษาเชคไว้ไม่ดี ดันไปเก็บไว้ในรถยนต์จึงเกิดเรื่องขึ้น โทษแบงค์ง่ายๆ ไม่ได้ดอกต้องตัดสินยกฟ้อง

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษายืน ให้ นายดอกเตอร์ ชนะอีกยกหนึ่ง

เรื่องยาวถึงศาลฎีกา เพราะแบงค์ไม่ยอมแพ้

ศาลฎีกาพินิจพิจารณาคดีนี้อย่างสุขุม แล้วชี้จนขาดออกมาว่า

จากการตรวจพิสูจน์ลายมือในเชคปรากฏว่าเป็นลายเซ็นปลอม และเมื่อดูด้วยสายตาก็เห็นชัดว่าปลอม การที่เจ้าหน้าที่แบงค์จ่ายเงินตามเชคไปจึงเป็นการกระทำโดยประมาท เถียงไม่ขึ้น

ข้ออ้างของแบงค์ที่ว่า นายดอกเตอร์ ประมาทด้วย เพราะไม่เก็บรักษาเชคให้ดี ยอมรับต่อศาลว่าเอาไว้ในรถยนต์บ้างที่บ้านบ้าง จึงฟ้องเรียกร้องไม่ได้ ถือว่าเจ๊านั้น ศาลฎีกาชี้ว่า การเก็บรักษาเชคไว้ที่บ้านก็ดี ใส่กระเป๋าเก็บไว้ในรถยนต์ก็ดี เป็นเรื่องปกติของวิญญูชนทั่วไปไม่ได้บกพร่องดังที่แบงค์อ้าง แบงค์ประมาทฝ่ายเดียว

สำหรับอายุความนั้น เป็นกรณีที่ นายดอกเตอร์ ฟ้องให้คืนเงินที่อยู่ในบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน เนื่องจากแบงค์ประมาทเลินเล่อจ่ายเงินไปเมื่อมีคนนำเชคลายเซ็นปลอมมาเบิกไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องถือว่ามีอายุความยาวเหยียดคือ 10 ปีคดีที่ นายดอกเตอร์ นำมาฟ้องจึงไม่ขาดอายุความ

ศาลฎีกาพิพากษายืน ให้แบงค์แพ้คดีแบบหลุดลุ่ย

สิ่งที่อยากจะบอกคือ การเก็บรักษาเชคไว้ในรถนั้นศาลในคดีนี้ฟันธงว่าเป็นเรื่องปกติทีวิญญูชนปฏิบัติ ไม่ได้บกพร่องหรือประมาทเลินเล่อ เมื่อเชคหายหรือโดนลักขโมยแล้วมีคนเซ็นปลอมไปเบิกเงิน เจ้าของเงินในบัญชีฟ้องแบงค์เรียกเงินคืนได้ดังที่เห็น

ที่อยากให้รู้อีกอย่างคือ อายุความงานนี้ 10 ปี ไม่ใช่เรื่องละเมิด ซึ่งมีอายุความสั้นๆ แค่ 1 ปีดังที่แบงค์เขาอ้าง แต่ฟังไม่ขึ้น

ครับการเป็นความแล้วเอาชนะแบงค์ได้ถือว่าไม่เลว และไม่ใช่เรื่องง่ายเลยล่ะตัว

ก่อนจบขอฝากผู้ผลิตสินค้าออกมาขายอีกเตื้อหนึ่ง นั่นคือ อย่าทำตัวในลักษณะ

“เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่ายนะนายจ๋า”



------------------------------
เรื่องโดย : "จอมยุทธ"
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มีนาคม ปี 2548
คอลัมน์ : ร่มไม้ชายศาล
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/buvYA
อัพเดทล่าสุด
8 Oct 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
2.
2,090,000
3.
2,229,000
4.
779,000
5.
3,590,000
7.
1,316,000
8.
1,749,000
9.
1,699,000
11.
3,299,000
12.
5,399,000
13.
6,799,000
14.
3,249,000
15.
4,980,000
16.
53,500,000
18.
3,600,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th