บทความ

“มุกตลก”นั้นไซร้ คือภาษาไทยธรรมดา


ศาสตราจารย์พิเศษจำนงค์ ทองประเสริฐ ประธานกรรมการชำระพจนานุกรมแห่งราชบัณฑิตยสถาน ชี้แจงถึงเหตุผลที่ราชบัณฑิตยสถาน เก็บคำ “มุกตลก” ไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พศ. 2542 ด้วยเหตุผลรวม 5 ข้อ

1. คณะกรรมการชำระปทานุกรม ที่มีนายเกษม บุญศรี เป็นประธานกรรมการ ได้มีมติเก็บคำมุกตลกเพิ่มไว้ในรายงานการประชุมครั้งที่ 4669/54 เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2528 ในการประชุมวันนั้นมีการเก็บคำ และให้บทนิยามของคำต่างๆ ไว้รวม 19 คำด้วยกัน คือ มีดกรีดกล้วย มีดกรีดยาง มีดเจียนหนัง มีดต้องสู้ มีดตัด-กระดาษ มีดหัวเสียม มีดเหน็บ มีดเหลียน มือต้น มือปลาย มุกตลก มุขกระสัน มุขเด็จ มุขโถง มุขลด มุขบาฐ มุขปาฐะ มุขยประโยค มุขโขโลกนะ

ที่คำว่า “มุกตลก” ใช้ ก สะกด คณะกรรมการชำระปทานุกรมได้ให้บทนิยามไว้ว่า “น. วิธีทำให้ขบขัน” ซึ่งก็มิได้มีความหมายเกี่ยวกับ “หน้า” เลย

การประชุมคณะกรรมการชำระปทานุกรมครั้งต่อมา ครั้งที่ 4670/55 เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ.2528 คณะกรรมการชำระปทานุกรมที่มีนายเกษม บุญศรี ทำหน้าที่ประธานกรรมการไม่มีมติแก้ไขใดๆ เกี่ยวกับคำ “มุกตลก” ที่เก็บไว้

2. เมื่อราชบัณฑิตยสถานดำเนินงานจัดทำต้นฉบับพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 (พิมพ์ครั้งล่าสุด พ.ศ. 2539) ให้เป็นพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 และพิมพ์เผยแพร่ได้ใน พ.ศ. 2546 ในการจัดทำได้นำคำศัพท์ต่างๆ ทั้งที่เก็บเพิ่มไว้และพิจารณาแก้ไขไว้แล้ว แต่ยังมิได้มีโอกาสเพิ่มเติมเข้าให้สมบูรณ์ มาเพิ่มเติมในการจัดทำต้นฉบับครั้งนี้ คำ “มุกตลก” จึงปรากฏอยู่ในฉบับดังกล่าว

ช่วง พ.ศ. 2544-2545 ได้ดำเนินการจัดพิมพ์และตรวจพิสูจน์อักษรแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคม 2546 จนกระทั่ง พ.ศ. 2547 ผู้ใช้ภาษามีความสับสนว่าควรใช้คำ “มุกตลก” หรือ “มุขตลก”

คณะกรรมการชำระพจนานุกรมจึงได้พิจารณาทบทวนคำ “มุกตลก” รวม 4 ครั้ง คือมีมติยืนยันว่า “มุกตลก” สะกดด้วย ก

เนื่องจากมีเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวกับการใช้คำว่า “มุก” ดังนี้

กลอนไดเอรีซึมทราบกับตามเสด็จไทรโยค พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ ซึ่งสมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า โปรดให้พิมพ์ประทานช่วยพระเจ้าพี่นางเธอ พระองค์เจ้าหญิงผ่อง ในงานทรงบำเพ็ญพระกุศลฉลองพระชันษาครบ 60 ปีบริบูรณ์ เมื่อ พ.ศ. 2470 มีความตอนหนึ่งว่า

“แถมโลกย, ฤๅแถม เปล่าเขาก็ใช้ ลางทีโลกย, เปล่าก็ได้ไม่รู้เรื่อง

ลางทีเหลือแต่ โลโก โอ๊น่าเคือง อีกอย่างเยื้องไปเปนหยอด, ก็ยังมี

บางครั้งว่า หยอดตาลงขลุ้กขลุ้ก จะเล่นกันมุกใดไฉนนี่

หฤๅว่าเราสูบกันชาเปนราคี ก็ใช่ที่ไม่มีเค้าเราไม่รับ”

– ละครชุดเบิกโรง เรื่องรามเกียรติ์ ตอนอภิเษกสมรส พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว องค์การค้าของคุรุสภาจัดพิมพ์ ครั้งที่หนึ่ง พ.ศ. 2504 มีความตอนหนึ่งว่า

(ศรทะนง: พระรามและพระลักษมัณแผลงศร, มารีจตกจากรถแล้วเซหายเข้าโรงไป สุวาหุตกจากรถตายกลางโรง, และพวกพลยักษ์ตายโดยมาก เชิด :

“สองกษัตริย์เข้าโรง, พวกยักษ์ที่รอดตายวิ่งหนี, และพวกพราหมณ์ไล่ตามตีด้วยพลอง และขว้างด้วยก้อนหิน, เล่นกวนมุกพอสมควร, แล้วหายเข้าโรงหมด)”

– ใน “ไวพจน์ประพันธ์” ของพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) อ้างถึงคำว่า “มุก” (จัดวรรคตอนใหม่เฉพาะช่วงที่เป็นกาพย์ยานี 11 นี้ – “สุดสงวน”)

“เรือใครใช้บันทุก เปลือกหอยมุกเอามาขาย/ช่างมุกประดับลาย ตลุ้มมุกสุกแวววาม/พวงสร้อยย้อยระยับ ล้วนประดับไข่มุกงาม/ในสวนของขุนราม กล้วยหักมุกสุกคาหวี/มุก กอ สกดใช้ มุกคำไทยใช้พาที/ฝ่ายมุขคำบาฬี สะกด ขอ ข้อสำคัญ/มุขะแลมุขา แปลว่าหน้าทุกสิ่งสรรพ์/ใช้ทั่วทุกสิ่งอันอวิญญาณสวิญญาณ/หนึ่งมุขแปลว่าปาก อีกคำหลากว่าประธาน/มคธบทพิจารณ์ คำปาโมกษ์ประมุขมี/มุข ที่แปลว่าหน้า เหมือนคำว่ามุขมนตรี/หัวหน้าหมู่เสนี คือเสนาธิปะไตย/บ่ายมุขะมณฑล คือว่าคนบ่ายหน้าไป/มุขลดคล้อยพาไล ลดเป็นหลั่นชั้นหลังคา/น่ามุขคือสฐาน ที่เป็นด้านยื่นออกมา/ดังมุขแห่งพลับพลา ที่ประทับเจ้าภูวดล/ตรีมุขว่าสามน่า เช่นศาลาสาม-มุขยล/เป็นอย่างอ้างยุบล แบบตรีมุขทุกสฐาน/น่ามุขทั้งสี่ทิศ งามไพจิตรเพียงวิมาน/สยามนามขนาน จัตุระมุขสี่น่าบัน/คำเรียกแก้วมุกดา ใช้กันมามากครามครัน/มคธบทสำคัญ นั้นท่านว่ามุตตาตรง/คำแผลงสังสกฤษฎ์ ตัว ตอ บิดผันผ่อนลง/เป็น กอ สกดคง คำใช้ชุกเป็นมุกดา/เช่นคำว่าสัตติ เป็นศักดิโดยภาษา/กด กับ กก วาจา เปลี่ยนกันได้ในวิถี/มุขเขมรใช้เจรจา แปลว่าหน้าเหมือนบาลี/ชรอยแต่เดิมที มคธใช้ได้ติดมา/รวมมุกที่รำพัน หมดด้วยกันสิบวาจา/นักเรียนเพียรศึกษา ได้ปัญญาใหญ่กว้างขวาง”

3. การสอบถามข้อมูลจากบุคคล เช่น ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ศาสตราจารย์วิสุทธ์ บุษยกุล ศาสตราจารย์เรืองอุไร กุศลาสัย ดร.สวนิต ยมาภัย สรุปได้ความว่า คำ “มุก” เป็นคำที่ใช้กันมานานแล้ว เป็นคำไทย สะกดแบบไทย ทั้งนี้ ดร.สวนิต ยมาภัย ให้ข้อมูลว่า ประมาณ พ.ศ. 2485 มีคำว่า มุก มุกกิ๊ก และโม้กิ๊ก ใช้ในภาษาพูด เป็นคำภาษาปากหรือคำคะนอง แปลว่า ปด หลอกให้คนอื่นมีอารมณ์ขัน คำว่า กิ๊ก เป็นคำที่ตัดมาจาก กิ๊กหน้าวุ้ย ซึ่งเป็นคำผวนมาจาก กุ๊ยหน้าวิก

4. เมื่อพิจารณาตามหลักภาษาศาสตร์ เรื่องการกลมกลืนเสียง (ASSIMILATION) จากคำมุกกิ๊ก ที่มีใช้กันมาเกิดการกลมกลืนเสียง ก “มุก” ก็ควรสะกดด้วย ก หรือพิจารณาตามหลักนิรุกติศาสตร์คำ โม้กิ๊ก กลายเสียงเป็น มกกิ๊ก แล้วเป็น มุกกิ๊ก ในที่สุด ซึ่งการกลมกลืนเสียงลักษณะเช่นนี้พบในคำไทยหลายคำ เช่น โท่ง เป็น ทุ่ง อ่อนไท้ เป็น อรไท

5. ในพจนานุกรมภาษาบาลีสันสกฤต ให้ความหมายคำว่า “มุข” ไว้ว่า หน้า ปาก ประธาน พจนานุกรมภาษาเขมร ให้ความหมาย “มุข” ไว้ว่า หน้า ปาก ประธาน ที่ หน้าที่ แผนก แบบอย่าง ทางสาธารณะ ไม่พบความหมายของ มุข ที่หมายถึงเจรจาหรือพูด

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว คำใดที่พอจะอนุโลมเข้ากับคำบาลีหรือสันสกฤตได้ ท่านก็มักจะ “จับบวช” หรือ “ลากเข้าวัด” เช่นคำว่า “เข้าสาน” ก็กลายเป็น “ข้าวสาร” คำว่า “สานหลวง” ก็กลายเป็น “ศาลหลวง” คำว่า “ปากใต้” ก็กลายเป็น “ปักษ์ใต้” ฯลฯ พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ (น.ม.ส.) ได้ทรงเขียนไว้ในคำนำหนังสือ “ปกีรณำพจนาตถ์” ของพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ตอนหนึ่งว่า นักปราชญ์ในสมัยก่อนท่านจะบัญญัติคำอะไรขึ้นมา ท่านมิได้บัญญัติจาก “ความไม่รู้”

โดยเหตุผลดังที่กล่าวมาข้างต้น คณะกรรมการชำระพจนานุกรมได้พิจารณาด้วยความรอบคอบแล้วจากทั้งเอกสารบุคคล และการวิเคราะห์ตามหลักภาษา มีมติยืนยันว่า ในคำว่า “มุกตลก” นั้น คำ “มุก” ต้องสะกดด้วย ก ไม่ใช่ ข

(ขอกราบขอบพระคุณศาสตราจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐและราชบัณฑิตยสถานเป็นอย่างยิ่ง ที่กรุณาอนุญาตให้เผยแพร่คำชี้แจงนี้-ประยอม ซองทอง)



------------------------------
เรื่องโดย : ประยอม ซองทอง
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มกราคม ปี 2548
คอลัมน์ : ชีวิตคือความรื่นรมย์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/ZC8Ey

Follow autoinfo.co.th