บทความ

ปิดฉาก เอฟ 1…อาถรรพ์บราซิลยังเฮี้ยนอยู่


หัวเรื่องย่อย- ศึก ฟอร์มูลา วัน ประจำฤดูกาลปี 2004 ปิดฉากลงด้วยการคว้าแชมพ์ไปครองของมนโตยา แบบพลิกความคาดหมาย ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา นักขับเจ้าถิ่นยังไม่สามารถคว้าแชมพ์ในบ้านของตนเองได้สำเร็จ หลังจากการคว้าแชมพ์ของ อาร์ยทัน เซนนา ส่วนทีม บาร์ คว้ารองแชมพ์ประจำปีนี้ได้สำเร็จ ในขณะที่ทีม เรอโนลต์ ปลายแผ่ว และทีม วิลเลียมส์ คืนฟอร์มร้อนแรงเอาในช่วงท้ายปี เฉือน แมคลาเรน ไปอย่างเฉียดฉิว

สรุปสุดท้ายศึก ฟอร์มูลา วัน ประจำปีนี้ได้เสร็จสิ้นลงแล้วด้วยดี ด้วยการคว้าดับเบิลแชมพ์ไปครองอย่างยิ่งใหญ่อลังการของทีม แฟร์รารี อีกสมัย ขุนศึกตัวแกร่ง มิคาเอล ชูมาเคร์ สร้างสถิติใหม่ล่าสุด ด้วยการเป็นนักขับคนแรกในประวัติศาสตร์ที่สามารถคว้าแชมพ์โลกไปครองได้ถึง 7 สมัย และเป็นการคว้าแชมพ์ 5 สมัยซ้อน ส่วนทีม แฟร์รารี คว้าดับเบิลแชมพ์เป็นสมัยที่ 5 ติดต่อกัน และเป็นการคว้าแชมพ์ประเภททีมผู้ผลิตเป็นสมัยที่ 6 ติดต่อกัน

ทีม บาร์ เป็นทีมที่คว้ารองแชมพ์โลกประจำปีนี้ และเป็นทีมที่โชว์ฟอร์มอันร้อนแรงได้เกินคาดตั้งแต่ต้นฤดูกาล ก้าวขึ้นสู่หัวแถวแซงทีมระดับยักษ์ใหญ่ไปได้แบบพลิกความคาดหมายโดยเบียดขึ้นแท่นรองแชมพ์โลก ในช่วงสุดท้ายกับทีม เรอโนลต์ ขณะที่ทีม วิลเลียมส์ และทีมแมคลาเรน ซึ่งเป็นที่คาดว่าจะขึ้นต่อกรกับทีม แฟร์รารี ได้อย่างสนุก กว่าจะกลับมาคืนฟอร์มอันยิ่งใหญ่ได้ ล่วงเข้าท้ายฤดูกาลไปแล้ว ปิดฉากด้วยการติดอันดับ 4 และ 5 ของตารางในประเภททีมผู้ผลิต โดยทีม วิลเลียมส์ สามารถแซงหน้าทีม แมคลาเรน ไปได้

 

ญี่ปุ่น กรองด์ปรีซ์
สองศรีพี่น้อง ชูมาเคร์ ขึ้นโพเดียม

ฟอร์มูลา วัน สนามที่ 17 สนามรองสุดท้ายประจำปีนี้ จบลงด้วยการเรียงแถวเข้าเส้นชัยของสองพี่น้องตระกูล ชูมาเคร์ จากเมืองเคร์เพนแห่งเยอรมนี โดย มิคาเอล คว้าแชมพ์ไปได้อย่างง่ายดายนำแบบม้วนเดียวจบอีกสนาม หลังจากทำเวลาต่อรอบได้ดีที่สุดในรอบควอลิฟายด์ คว้าโพลโพสิชันไปครองได้อีกสนาม

แชมพ์ครั้งนี้ของ มิคาเอล ชูมาเคร์ ที่ ซูซูกะ เซอร์กิท เป็นการคว้าแชมพ์สนามที่ 83 ในชีวิตการแข่งขันรถสูตรหนึ่งของเขา ส่วนการคว้าโพลโพสิชันครั้งนี้เป็นการคว้าโพลครั้งที่ 63 ซึ่งเหลืออีกเพียง 2 ครั้งเท่านั้นจะทำสถิติเทียบเท่า อาร์ยทัน เซนนา อีกหนึ่งตำนาน ฟอร์มูลา วัน ที่เคยทำเอาไว้รวม 65 ครั้งด้วยกัน นอกจากนี้การคว้าแชมพ์ของ มิคาเอล ที่รายการ ญี่ปุ่น กรองด์ปรีซ์ เป็นการคว้าแชมพ์เป็นสนามที่ 13 ของฤดูกาลปี 2004 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่สามารถคว้าแชมพ์ได้มากที่สุดในฤดูกาลเดียว

ทางด้าน ราล์ฟ ชูมาเคร์ ทีม วิลเลียมส์ โชว์ฟอร์มได้ร้อนแรง ด้วยการเข้าเส้นชัยในอันดับ 2 ซึ่งเป็นผลงานที่ดีที่สุดประจำฤดูกาลนี้ และได้ขึ้นโพเดียมเป็นสนามแรกของปีนี้เช่นกัน ผลงานในปีนี้ของ ราล์ฟ ผิดคาดไปมาก ประสบปัญหามาตลอดปี โดยเฉพาะการเกิดอุบัติเหตุอย่างรุนแรงในศึก สหรัฐ กรองด์ปรีซ์ ต้องพักรักษาตัวอยู่หลายเดือน กลับคืนสู่สังเวียน ฟอร์มูลา วัน เป็นสนามแรกที่รายการ จีน กรองด์ปรีซ์ แต่ก็ต้องประสบอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกับ เดวิด คุลธาร์ด ทีม แมคลาเรน จนต้องนำรถเข้าพิท และในที่สุดออกจากการแข่งขันไป

เจนสัน บัททัน แห่งทีม บาร์ ประสบความสำเร็จที่สนามแห่งนี้ ด้วยการเข้าเส้นชัยในอันดับ 3 ได้ขึ้นโพเดียมอีกครั้ง เป็นอีกหนึ่งสนามเจ้าถิ่นที่ทีม บาร์ ประสบความสำเร็จค่อนข้างสูงด้วยการเข้าเส้นชัยแบบมีแต้มทั้ง 2 คัน บัททัน ได้ขึ้นโพเดียมเป็นสนามที่ 10 ของปีนี้
ตามมาด้วยนักขับเจ้าถิ่น ทาคูมา ซาโต เพื่อนร่วมทีมบาร์ เข้าเส้นชัยในอันดับ 4

ในรอบควอลิฟายด์จับเวลาเกิด “ไต้ฝุ่น” ฝนตกลงมาอย่างหนัก ต้องยุติการจับเวลาเป็นช่วงเช้าวันอาทิตย์ และทำการแข่งขันกันต่อในช่วงบ่าย มาร์ค เวบเบอร์ ทีม แจกวาร์ ที่คว้าอันดับ 3 ของโพลโพสิชันออกสตาร์ทไม่ค่อยดี อันดับหล่นไปอยู่ที่ 6 และต้องออกจากการแข่งขันเป็นคันแรก หลังจากเครื่องยนต์ร้อนจัด แข่งขันไปได้ 20 รอบสนาม

ศึก ญี่ปุ่น กรองด์ปรีซ์ ปีนี้ ยังคงใช้สนาม ซูซูกะ เซอร์กิท เป็นสังเวียนประลองความเร็วอีกครั้งสร้างเสร็จเมื่อปี 1987 สามารถบรรจุผู้เข้าชมได้ 100,000 คน ถูกบรรจุเข้าตารางการแข่งขันในรายการ ฟอร์มูลา วัน เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 1987 เซอร์กิทแห่งนี้ได้ถูกใช้เป็นสนามแข่งขัน ฟอร์มูลา วัน รวม 18 ครั้ง

ซูซูกะ เซอร์กิท มีความยาวรอบสนามเท่ากับ 5.807 กม. แข่งขันรวม 53 รอบสนาม ระยะทางรวม 307.573 กม. มีโค้งทั้งหมด 21 โค้ง แบ่งเป็นโค้งซ้าย 10 และขวา 11 โค้ง ในช่วงทางตรงรถแข่งสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 330 กม./ชม. ลักษณะของเซอร์กิทแห่งนี้มีดาวน์ฟอร์ศระดับปานกลาง

สถิติความเร็วประจำสนามก่อนการแข่งขันในปีนี้ ราล์ฟ เป็นนักขับที่สามารถทำความเร็วต่อรอบได้ดีที่สุด ด้วยเวลา 1 นาที 33.408 วินาที เมื่อปีที่แล้ว สังกัดทีม วิลเลียมส์ ส่วน มิคาเอล ทำความเร็วต่อรอบได้ดีที่สุดในรอบควอลิฟายด์ ด้วยเวลา 1 นาที 31.317 วินาที เมื่อปี 2002 สังกัดทีม แฟร์รารี ส่วนแชมพ์ประจำรายการนี้เมื่อปีที่แล้วเป็นของ รูเบนส์ บาร์ริเชลโล ตามมาด้วยสองคู่หูประจำทีม แมคลาเรน เป็นส่วนหนึ่งของการช่วยให้ มิคาเอล คว้าแชมพ์โลกได้เมื่อปีที่แล้ว

ก่อนหน้านี้รายการ ญี่ปุ่น กรองด์ปรีซ์ ได้ถูกบรรจุเป็นสนามปิดฤดูกาล นักขับได้มาตัดสินแชมพ์โลกกันที่รายการนี้หลายครั้งด้วยกัน ในปีแรกของการแข่งขันเมื่อปี 1987 ไนเจล แมนเซล ต้องพลาดแชมพ์โลกประจำปีนั้นไปอย่างน่าเสียดาย เมื่อเกิดอุบัติเหตุในระหว่างการแข่งขัน ปีต่อมา 1988 เซนนา คว้าแชมพ์ไปครอง หลังจากออกสตาร์ทได้ไม่ดีนัก แต่สามารถกดคันเร่งแซงขึ้นไปรับแชมพ์

ปี 1989 ยุคที่สองสิงห์สังกัดถ้ำเดียวกัน ต่างผลัดกันคว้าแชมพ์ไปครองได้เกือบทุกสนาม อาร์ยทัน เซนนาปะทะกับ อแลง พรอสต์ เพื่อนร่วมทีม แมคลาเรน เพื่อช่วงชิงอันดับนำ และท้ายที่สุดแม้ว่าเขาจะเข้าเส้นชัยไปเป็นคันแรก แต่ถูกจับปรับฟาล์ว ส่งผลให้ อเลส ซานโด แนนนินี จากทีม เบเนททัน คว้าแชมพ์ไปครอง ในปี 1990 พรอสต์ กับ เซนนา ยังคงเป็นคู่ปรับตลอดกาล แม้ว่าจะแยกย้ายทีมกันไปแล้ว ปีนั้น เซนนา คว้าแชมพ์ไปครองได้สำเร็จ ปีต่อมาเกิดอุบัติเหตุอีกครั้ง พรอสต์ ต้องออกจากการแข่งขันไป

ริการ์โด เปเตเซ สามารถมาคว้าแชมพ์ครั้งแรกในชีวิตการแข่งขัน เอฟ 1 ได้ในรายการนี้เป็นครั้งแรกเมื่อปี 1992 หลังจาก ไนเจล แมนเซล ต้องออกจากการแข่งขันไป และปี 1993 อาร์ยทัน เซนนา มาคว้าแชมพ์ในรายการนี้ได้อีกครั้งในสภาพสนามที่มีทั้งฝนตก และแห้ง

สนามแห่งนี้ค่อนข้างถูกโฉลกกับ มิคาเอล ซึ่งเป็นนักขับที่มาคว้าแชมพ์ได้ที่สนามแห่งนี้มากที่สุดรวม 6 สมัยด้วยกัน โดย 5 ปีครั้งหลังสุดนี้ทีม แฟร์รารี สามารถกวาดแชมพ์ไปครองได้ทั้งหมด มิคาเอลคว้าแชมพ์ไป 4 สมัย

ในช่วงแรกของการแข่งขัน ราล์ฟ ไล่กดดันพี่ชายในช่วง 3 รอบแรก หลังจากนั้น มิคาเอล เริ่มทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆ และตลอดการแข่งขันไม่มีปัญหาเกิดขึ้นแก่เขาเลย จนกระทั่งเขาทะยาน แฟร์รารี สีแดงเพลิงผ่านธงตราหมากรุกเข้าเส้นชัยไป ด้วยเวลาที่ทิ้งห่างอันดับ 2 ถึงกว่า 14 วินาที

แฟร์นันโด อาลนโซ ทีม เรอโนลต์ เข้าเส้นชัยในอันดับที่ 5 ตามมาด้วย คีมี ไรค์โคเนน/ฮูอัน ปาบโล มนโตยา ทีม วิลเลียมส์ และ จานการ์โล ฟิสิเกลลา แห่งทีม เซาเบอร์

บัททัน พยายามที่จะช่วงชิงอันดับ 2 โดยขับเคี่ยวกับ ราล์ฟ อย่างดุเดือดในช่วงกลางของการแข่งขันแต่ราล์ฟ เหนียวแน่น สามารถประคองรถได้ดีมาตลอดการแข่งขัน ส่วนทางด้าน บาร์ริเชลโลรถเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกับ เดวิด คุลธาร์ด ที่โค้งแบบชิเคนในรอบที่ 38 ในขณะที่ คุลธาร์ด อยู่อันดับ 3 เป็นผลให้ทั้งคู่ต้องออกจากการแข่งขัน เนื่องจากระบบกันสะเทือนพัง ไม่สามารถแข่งขันต่อไปได้
โดยรถของบาร์ริเชลโล ต้องจอดสงบนิ่งอยู่ข้างทแรค ซึ่งเป็นการแข่งที่ไม่จบการแข่งขันเป็นครั้งแรกในฤดูกาลนี้ของเขา

ชากส์ วิลล์เนิฟ อดีตแชมพ์โลกได้ลงมาขับให้แก่ทีม เรอโนลต์ เป็นสนามที่ 2 แทน ยาร์โน ตรุลลีที่ย้ายไปขับให้ทีม โตโยตา และทีม จอร์แดน ได้ส่งนักขับทดสอบ ทิโม กลอค ลงมาขับแทน ปันตาโนจากอิตาลีที่ทางทีมประกาศถอนตัวออกกลางคัน

 

ผลการแข่งขัน ญี่ปุ่น กรองด์ปรีซ์
อันดับ ผู้ขับ ทีม เวลารวม
1 มิคาเอล ชูมาเคร์ แฟร์รารี 1 ชั่วโมง 24 นาที 26.985 วินาที
2 ราล์ฟ ชูมาเคร์ วิลเลียมส์ +14.008
3 เจนสัน บัททัน บาร์ +19.662
4 ทาคูมา ซาโต บาร์ +31.781
5 แฟร์นันโด อาลนโซ เรอโนลต์ +37.767
6 คีมี ไรค์โคเนน แมคลาเรน +39.302
7 ฮูอัน ปาบโล มนโตยา วิลเลียมส์ +55.347
8 จานการ์โล ฟิสิเกลลา เซาเบอร์ +56.276

 

บราซิล กรองด์ปรีซ์
มนโตยา คว้าแชมพ์ปิดฉาก เอฟ 1 2004

จากรายการ บราซิล กรองด์ปรีซ์ สนามปิดฤดูกาลปี 2004 ปิดฉากลงด้วยการคว้าแชมพ์ไปครองแบบพลิกความคาดหมายของ ฮูอัน ปาบโล มนโตยา ดาวรุ่งชาวโคลัมเบีย สังกัดทีม วิลเลียมส์ เป็นการคว้าแชมพ์แรกประจำฤดูกาลนี้ของ มนโตยา และทีม วิลเลียมส์ เป็นการสร้างผลงานทิ้งท้ายให้แก่ทีมก่อนที่จะย้ายทีมไปขับให้ทีม แมคลาเรน ในปีหน้า

ศึก บราซิล กรองด์ปรีซ์ ประจำปีนี้ ได้ถูกจัดให้เป็นสนามปิดฤดูกาล ซึ่งสร้างความผิดหวังให้แก่บรรดาแฟนๆ เจ้าถิ่นที่เข้ามาเชียร์ รูเบนส์ บาร์ริเชลโล นักขับเจ้าถิ่นแห่งทีม แฟร์รารี นักขับรายนี้ไม่เคยคว้าแชมพ์ในสนามบ้านเกิดได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว และการคว้าโพลโพสิชันในปีนี้ของ บาร์ริเชลโล ได้สร้างความหวังให้กับเจ้าถิ่นไว้อย่างมาก แต่ท้ายที่สุด บาร์ริเชลโล ก็ไปไม่ถึงดวงดาว จบการแข่งขันในอันดับ 3

ศึกในปีนี้ยังคงอาถรรพ์เช่นเดิม เป็นรายการที่นักขับเจ้าถิ่นไม่สามารถมาคว้าแชมพ์ออกไปจากเซอร์กิทแห่งนี้ได้เลยเป็นเวลานานติดต่อกันถึง 10 ปี โดย อาร์ยทัน เซนนา อีกหนึ่งตำนาน ฟอร์มูลา วันนักขับเจ้าถิ่นเคยคว้าแชมพ์ครั้งหลังสุดได้เป็นครั้งสุดท้ายเมื่อปี 1991 ครั้งสังกัดทีม แมคลาเรน

อันดับ 2 ตกเป็นของ คีมี ไรค์โคเนน สังกัดทีม แมคลาเรน หลังจากคว้าอันดับ 3 ของตำแหน่งโพลโพสิชัน ซึ่งมีโอกาสในการคว้าแชมพ์ประจำรายการนี้เช่นกัน หลังจากการเข้าพิทในรอบสุดท้าย แต่ไม่สามารถทำเวลาขึ้นมานำหัวแถวได้สำเร็จ จากความร้อนแรงของ ฮูอัน ปาบโล มนโตยา ที่ไม่มีผิดพลาดเลยในสนามแห่งนี้ ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นสนามบ้านเกิดของเขาเช่นกัน เนื่องจากมีชาวโคลัมเบียเข้ามาเชียร์ไม่น้อยเลย มนโตยา ได้ออกสตาร์ทจากอันดับ 2 ของกริด และในช่วงท้าย บาร์ริเชลโล พยายามที่จะแซงไรค์โคเนน แต่ก็ไม่สำเร็จ ขณะที่ทางด้าน มิคาเอล ชูมาเคร์ ต้องประสบปัญหาตั้งแต่ก่อนออกสตาร์ท ถูกจับปรับออกสตาร์ทในอันดับที่ 18 หลังจากกรรมการตรวจพบเครื่องยนต์ไม่ถูกต้องตามกฎ และรถไปหมุนกลางทแรคอีกในระหว่างการแข่งขัน แต่ไปจบการแข่งขันในอันดับ 7 เก็บได้อีก 2 แต้ม

เจ้าถิ่นอีกราย เฟลิเป มัสซา แห่งทีม เซาเบอร์ สามารถเก็บแต้มติดมือออกไปได้ด้วยการเข้าเส้นชัยในอันดับ 8 และสามารถทำผลงานในรอบควอลิฟายด์ได้ดี ติดอันดับ 4 ของตาราง ส่วนอันดับ 4 ตกเป็นของ อาลนโซ ซึ่งขึ้นมานำได้ในช่วงแรก แต่อันดับร่วงลงไปเช่นเดียวกับ ราล์ฟ ชูมาเคร์สนามนี้เข้าเส้นชัยในอันดับ 5 และ ทาคูมา ซาโต ดาวรุ่งหนึ่งเดียวจากญี่ปุ่น เข้าเส้นชัยในอันดับ 6

ศึก บราซิล กรองด์ปรีซ์ ทำการแข่งขันที่สนาม อินเตร์ ลาโกส เซอร์กิท ซึ่งได้รับการบรรจุเข้าตารางการแข่งขันเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 1973 รวมสนามแห่งนี้ได้จัดการแข่งขัน ฟอร์มูลา วัน 21 ครั้ง สนามแห่งนี้สามารถจุผู้เข้าชมได้ 119,000 คน มีความยาวรอบสนามเท่ากับ 4.309 กม.ทำการแข่งขันทั้งหมด 71 รอบสนาม ระยะทางรวม 305.909 กม.

ฮูอัน ปาบโล มนโตยาได้ฝากผลงานทิ้งท้ายไว้ให้กับทีม วิลเลียมส์ ก่อนที่เขาจะย้ายไปขับให้กับทีมแมคลาเรน ในปีหน้า หลังจากอยู่กับทีม วิลเลียมส์ มาเป็นเวลายาวนานถึง 4 ปีเต็ม การคว้าแชมพ์ในครั้งนี้ของ มนโตยา ต้องขับเคี่ยวอย่างหนักกับ ไรค์โคเนน และได้รับการกดดันในช่วงท้ายๆ ของการแข่งขัน ซึ่ง ไรค์โคเนน พยายามที่จะเบียดแซงมาโดยตลอด จนกระทั่งเข้าเส้นชัยไปด้วยเวลาที่ห่างกันเพียง 1.022 วินาทีเท่านั้น

การแข่งขันในปีนี้มีฝนตกลงมาเช่นเดียวกับปีที่แล้ว รถแข่งประสบปัญหากันหลายคันจากการเลือกใช้ยางจนต้องออกจากการแข่งขันไปจากอุบัติเหตุหลายราย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเลือกใช้ยางสำหรับการขับบนเส้นทางแห้ง

อีกหนึ่งไฮ-ไลท์ในสนามแห่งนี้ เป็นการช่วงชิงอันดับในระหว่างการเข้าพิทของ ไรค์โคเนน กับ มนโตยา ซึ่งเข้าพิทเพื่อเปลี่ยนยางพร้อมกัน แต่ มนโตยา สามารถออกจากพิทก่อนได้สำเร็จ ก่อนเข้าพิทไรค์โคเนน ขึ้นไปนำอยู่อันดับ 2

หลังการเข้าพิทของสองคู่ปรับ แต่ปีหน้าจะมาเป็นเพื่อนร่วมทีม แมคลาเรน ทำให้ เฟลิเป มัสซานักขับเจ้าถิ่นขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 2 แทน โดยมี บาร์ริเชลโล อยู่หัวแถว ซึ่งเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆที่สองนักขับเจ้าถิ่นขึ้นมานำได้เพียงรอบเดียวเท่านั้น และอันดับของ มัสซา ร่วงไปอยู่ที่ 10 หลังออกจากพิท บาร์ริเชลโล เสียเวลาในพิทไปมาก อันดับร่วงไปอยู่ที่ 6 ตามหลัง ทาคูมา ซาโต แห่งทีม บาร์

นิค ไฮด์เฟลด์ ทีม จอร์แดน คาดหวังจะได้อันดับดีๆ กลับออกไปเนื่องจากฝนที่ตกลงมา แต่ต้องเจอปัญหาระบบเกียร์พัง ต้องออกจากการแข่งขัน ส่วนทีม แจกวาร์ ค่อนข้างจะโชคไม่เข้าข้างกับสนามสุดท้ายของฤดูกาลนี้ สาเหตุจากอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกันเอง ระหว่าง มาร์ค เวบเบอร์ กับ คริสเตียน คไลน์ เพื่อนร่วมทีมที่โค้งแรก จนกระทั่ง เวบเบอร์ ต้องออกจากการแข่งขัน ผลจากแผงสปอยเลอร์ด้านหน้าหัก ส่วน คไลน์ สามารถนำรถเข้าพิทเพื่อเปลี่ยนสปอยเลอร์หน้าได้

ทางด้าน ฟิสิเกลลา นักขับที่สามารถมาคว้าแชมพ์ให้แก่ทีม จอร์แดน ได้เมื่อปีที่แล้ว หลังจากการแข่งขันได้ยุติลงกลางคัน และ ชากส์ วิลล์เนิฟ ลงขับให้ทีม เรอโนลต์ เป็นสนามที่ 3 ติดต่อกัน วิลล์เนิฟ เคยมาคว้าแชมพ์ได้ที่สนามแห่งนี้เมื่อปี 1997 ครั้งสังกัดทีม วิลเลียมส์ ในปีนั้นเขาสามารถคว้าแชมพ์โลกได้สำเร็จ สนามนี้จบการแข่งขันติดอันดับ ทอพเทน ตามมาด้วย คุลธาร์ด

ก่อนปิดฉากการแข่งขันในศึก บราซิล กรองด์ปรีซ์ มีการขับเคี่ยวกันอย่างหนักระหว่างอันดับต่างๆอย่างสนุกสนาน ราล์ฟ ไล่เบียดบี้กับ แฟร์นันโด อาลนโซ แห่งทีม เรอโนลต์ แต่ อาลนโซสามารถบังไลน์ได้สำเร็จ ในขณะที่ ซาโต พยายามที่จะไล่แซง ราล์ฟ และในที่สุดเข้าเส้นชัยในอันดับ 4-6 ตามลำดับ ด้วยเวลาที่ห่างกันเพียงเศษเสี้ยววินาทีเท่านั้น

ทางด้าน เจนสัน บัททัน ที่จะย้ายทีมไปขับให้กับต้นสังกัดเดิม ทางคณะกรรมการได้ตัดสินออกมาแล้วว่ายังมีสัญญาอยู่กับทีม บาร์ ต่อไป และจะย้ายออกจากทีมไปอยู่ทีม วิลเลียมส์ ก็ต้องรอถึงปี 2006

ศึก ฟอร์มูลา วัน ประจำฤดูกาลนี้ปี 2004 ได้ปิดฉากลงเรียบร้อยแล้ว ด้วยการคว้าดับเบิลแชมพ์ของทีมแฟร์รารี อีกสมัย ส่วนทีมระดับหัวแถว และระดับกลาง ได้มีการปรับเปลี่ยนอันดับทีมผู้ผลิต

 

ผลการแข่งขัน บราซิล กรองด์ปรีซ์
อันดับ ผู้ขับ ทีม เวลารวม
1 ฮูอัน ปาบโล มนโตยา วิลเลียมส์ 1 ชั่วโมง 28 นาที 1.451 วินาที
2 คีมี ไรค์โคเนน แมคลาเรน +1.022 วินาที
3 รูเบนส์ บาร์ริเชลโล แฟร์รารี +24.099 วินาที
4 แฟร์นันโด อาลนโซ เรอโนลต์ +48.908 วินาที
5 ราล์ฟ ชูมาเคร์ วิลเลียมส์ +49.740 วินาที
6 ทาคูมา ซาโต บาร์ +50.248 วินาที
7 มิคาเอล ชูมาเคร์ แฟร์รารี +50.626 วินาที
8 เฟลิเป มัสซา เซาเบอร์ +1 นาที 2.310 วินาที
สรุปผลการแข่งขันศึก ฟอร์มูลา วัน ฤดูกาลปี 2004
ประเภทผู้ขับ
อันดับ ผู้ขับ ทีม คะแนนรวม
1 มิคาเอล ชูมาเคร์ แฟร์รารี 148
2 รูเบนส์ บาร์ริเชลโล แฟร์รารี 114
3 เจนสัน บัททัน บาร์ 85
4 แฟร์นันโด อาลนโซ เรอโนลต์ 59
สรุปคะแนนสะสมรวม 18 สนาม
ประเภททีมผู้ผลิต
อันดับ ทีม คะแนนรวม
1 แฟร์รารี 262
2 บาร์ 119
3 เรอโนลต์ 105
4 วิลเลียมส์ 88


------------------------------
เรื่องโดย : ไททาเนียม
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ธันวาคม ปี 2547
คอลัมน์ : เจาะสนามแข่งต่างประเทศ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/JrfVF
อัพเดทล่าสุด
10 Apr 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
3,299,000
2.
5,399,000
3.
6,799,000
4.
3,249,000
6.
53,500,000
8.
3,600,000
9.
4,539,000
10.
13,339,000
11.
2,999,000
12.
1,749,000
13.
1,800,000
15.
499,000
16.
979,000
17.
990,000
18.
4,090,000
19.
1,699,000
20.
13,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th