บทความ

ไฮบริด “ลูกผสม” อนาคตไกล


ผมเขียนเรื่องนี้เมื่อปลายเดือนกันยายน ก่อนลงมือก็พอดีได้ยินข่าวราวครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา ว่าราคาน้ำมันดิบที่นิวยอร์ควันนี้ ทำสถิติสูงสุดของช่วง 21 ปีที่ผ่านมา ราคาเท่าไรนั้นไม่มีความหมายหรอกครับ สำหรับพวกเราบอกตัวเองได้เลยว่า หมดยุคน้ำมันราคาถูกไปแล้ว แล้วก็หมดยุคที่จะคิดว่า มีเงินเสียอย่าง จะผลาญเชื้อเพลิงและพลังงานที่ได้จากเชื้อเพลิงเท่าใดก็ได้ “สำนึก” ครับ คำเดียวสองพยางค์นี้สำคัญยิ่งนัก ผู้ที่มีจิตใจสูงพอจึงจะมีสิ่งนี้ ต้องมองโลกมองสังคมแบบองค์รวม และมองไปให้ไกลถึงลูกหลานด้วย ในส่วนนี้พวกเราชาวเอเชีย ยังด้อยกว่าพวกชาวตะวันตก ที่คอยเอาเปรียบอยู่แล้ว เราก็เลยเสมือนเสียเปรียบสองต่อ พวกเขามองปัญหาในอนาคต โดยไม่เอาอายุตัวเองเป็นหลักครับ ส่วนพวกเรามองตนเองเป็นศูนย์กลาง ตายแล้วก็จบ ไม่ต้องรับรู้อะไรทั้งนั้น ลูกหรือ ? ก็ไม่ต้องห่วง เพราะกอบโกยทรัพย์สิน ทิ้งไว้ให้แล้ว

การประหยัดพลังงาน เป็นสิ่งที่ทุกคน ต้องช่วยกันทำ โดยไม่ต้องคำนึงถึงฐานะ เพราะเป็นพลังงานที่เราต้องซื้อมาจากต่างชาติเกือบทั้งสิ้น โดยเฉพาะในส่วนที่ เกี่ยวกับรถยนต์ ถ้าไม่นับแกสธรรมชาติที่กำลังทดลองใช้กับรถสาธารณะบางประเภท เช่นแทกซี รถประจำทางแล้ว เชื้อเพลิงทั้งหมดของเราได้มาจากการนำเข้า ลองนึกภาพชาวไร่ ชาวนาไทย ปลูกข้าว ปลูกถั่ว ปลูกมัน ขายเอาเงินไปแลกน้ำมันดิบของฟรีจากใต้ดินของบางชาติในราคามหาโหด ดูก็คงจะพอเข้าใจนะครับ

เพราะฉะนั้นสิ่งที่พวกเราต้องทำ ก็คือประหยัดพลังงาน และในขณะเดียวกัน ก็ต้องหาเชื้อเพลิงได้เองในราคาต่ำ มาทดแทนเชื้อเพลิงบางส่วนที่ต้องซื้อจากต่างชาติด้วย

ในฉบับที่ผ่านมา เราได้รู้จักข้อดีและข้อเสียของแกสโซฮอลกันแล้ว เดือนนี้เปลี่ยนบรรยากาศจากเชื้อเพลิง มาเป็นตัวรถกันบ้าง ที่รู้จักกันในนามไฮบริด หรือลูกผสม อันหมายถึงต้นกำลังสำหรับขับเคลื่อนสองแบบในรถคันเดียว คือมีทั้งเครื่องยนต์ลูกสูบ และมอเตอร์ไฟฟ้าผู้ที่ค่อนข้างคุ้นเคยกับเรื่องพลังงาน อาจจะรีบแย้งในใจว่า ถึงจะใช้มอเตอร์ไฟฟ้า ก็ต้องเอาประจุไฟฟ้ามาจากแบทเตอรีแล้วการอัดแบทเตอรีก็ต้องใช้พลังงาน ซึ่งอย่างไรเสียก็ต้องได้มากจากเชื้อเพลิงอยู่ดี

ถูกต้องแล้วครับ แต่รถไฮบริดมีเทคนิคประหยัด หรือ ทีเด็ดอยู่ที่การใช้งาน โดยมีคอมพิวเตอร์พร้อมระบบควบคุม คอยเลือกว่าเมื่อใดจะให้เครื่องยนต์ทำงานอย่างเดียว เมื่อใดจะให้เฉพาะมอเตอร์ไฟฟ้าทำงาน หรือในสภาวะใดที่ควรให้มันทำงานร่วมกัน แม้แต่เวลาที่ทำงานพร้อมกัน ก็ยังควบคุมต่อไปอีกว่า ใครทำมากใครทำน้อย หลักการของรถไฮบริดก็คือ ใช้เครื่องยนต์เบนซิน (ที่จริงไม่เกี่ยวว่าเป็นเชื้อเพลิงอะไร) ขนาดเล็ก กำลังไม่ต้องมาก เมื่อเทียบกับขนาดและน้ำหนัก กำลังของมอเตอร์ควรจะเกินครึ่งหนึ่งของกำลังเครื่องยนต์ แต่ถ้าไม่ถึงก็ไม่เป็นไร แล้วก็ต้องมีเกียร์แบบที่รับกำลังของทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์มาใช้งานพร้อมกันได้ด้วย ซึ่งก็คือเกียร์ดาวเคราะห์ (PLANETARY GEAR) แล้วก็ต้องมีแบทเตอรีคุณภาพและประสิทธิภาพสูงมาก ซึ่งก็คือแบทเตอรีที่ทนทาน และเก็บประจุไฟฟ้าได้มากเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว

ที่จำเป็นอย่างยิ่งคือระบบควบคุมแสนรู้หรือ “อัจฉริยะ” ที่จะเลือกสั่งการว่าให้มอเตอร์หรือเครื่องยนต์ทำงานเมื่อใด และถ้าช่วยกันทำ ใครจะทำมากทำน้อยเพียงใดในสถานการณ์ต่างๆ คงพอจินตนาการได้นะครับ ว่ารถไฮบริดที่ทำงานได้ดีพอ ระดับที่พวกเราไม่เกี่ยงหากต้องขับนั้น สร้างยากขนาดไหนถ้าได้ยินพวกที่คุยโม้ว่าจะสร้างหรือสร้างรถไฮบริดมาขาย โดยที่รถ 4 ล้อธรรมดาก็ยังสร้างไม่เป็นอย่าไปเชื่อหรือฟังให้เสียเวลาครับ เพราะรถไฮบริดคือ “ของสูง” สำหรับโรงงานผลิตรถชั้นนำของโลกเท่านั้นในวันนี้ เจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะของกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพลังงาน ฯ ต้องระวังนักประดิษฐ์กำมะลอไว้ให้ดีครับ อย่าให้มาหลอกเอาเงินของรัฐ ซึ่งมาจากภาษีของประชาชนไปใช้โดยไม่ชอบธรรมเด็ดขาด

มาดูสภาพใช้งานจริงกันบ้าง ขอยกตัวอย่างจากรถจริงเลยนะครับ โดยปกติแล้วผมจะไม่พยายามเอ่ย “ยี่ห้อ” เพราะผู้ที่ไม่ถูกเอ่ยถึง ก็จะรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม แต่ถ้าบริสุทธิ์ใจไม่เคยรับจ้างชมใครก็คงไม่เป็นไรต้องยอมรับว่าผู้ที่บุกเบิกในเรื่องนี้จนเชี่ยวชาญจริงๆ ก็คือ โตโยตา จากประเทศญี่ปุ่น เพราะคนญี่ปุ่นและชาวอเมริกัน ไม่นิยมประหยัดเชื้อเพลิงด้วยเครื่องยนต์ดีเซล ก็เลยให้ความสำคัญกับรถไฮบริดเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในสหรัฐ ฯ กำลังกลายเป็นแฟชันไปแล้ว โตโยตา ผลิตรถไฮบริดขายมาหลายปีแล้วครับ ใช้กับรุ่น ปรีอุส (PRIUS) รุ่นล่าสุดที่จำหน่ายในยุโรป ใช้เครื่องยนต์ 1,500 ซีซี กำลังสูงสุด 78 แรงม้า ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้า เป็นรุ่นแรงสูงมาก คือ 68 แรงม้า เมื่อหมุนด้วยความเร็ว 1,200-1,540 รตน.

ผู้ขับไม่ต้องทำอะไรมากครับ โยกคันบังคับเลือกว่าจะเดินหน้าหรือถอยหลัง ระบบควบคุมชุดขับเคลื่อนจะเตรียมพร้อมทันที ออกรถโดยเหยียบคันเร่งเหมือนทำกับรถทั่วไป ไม่ต้องมีการติดเครื่องยนต์ล่วงหน้า มอเตอร์ไฟฟ้าจะขับเคลื่อนรถทันที เงียบกริบเหมือนขับรถไฟฟ้าล้วนๆ ถ้าคนขับยังคงเหยียบคันเร่งไว้ อีกครู่เดียวระบบสตาร์ทเครื่องยนต์ขึ้นมาทำงานเสริม แต่จะไม่ได้ยินเสียงดังจากสตาร์เตอร์เหมือนที่พวกเราคุ้นหูกันนะครับ

เพราะรถนี้ใช้มอเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นอัลเทอร์เนเตอร์ปั่นไฟได้ด้วย มันจึงหมุนเครื่องยนต์ให้ติดได้อย่างนุ่มนวลและเงียบ ถ้าคนขับยังมีเจตนาขับต่อ คือเหยียบคันเร่งอยู่ตลอด ระบบก็จะจัดการให้เครื่องยนต์ และ/หรือมอเตอร์ ทำงานอย่างเหมาะสม

เมื่อใดที่กำลังของเครื่องยนต์เกินความต้องการ มอเตอร์ก็จะทำหน้าที่เป็นอัลเทอร์เนเตอร์ ปั่นไฟ (ซึ่งก็คือพลังงาน) เข้าไปเก็บไว้ในแบทเตอรี และเมื่อผู้ขับต้องการอัตราเร่งสูงสุด โดยเหยียบคันเร่งมิดระบบควบคุมจะสั่งการให้มอเตอร์ออกแรงช่วยเครื่องยนต์ด้วย

หัวใจของการประหยัดเชื้อเพลิงด้วยระบบไฮบริดอยู่ที่ตอนลดความเร็ว และตอนเบรคครับ ถ้าเป็นรถทั่วไป พลังงานในเชื้อเพลิงที่เครื่องยนต์ใช้ในการเร่งความเร็วของรถ และถูกสะสมไว้ในรูปมวล (หรือน้ำหนัก) ที่เคลื่อนที่ของตัวรถ (สำหรับผู้ที่เคยศึกษาวิชาพลศาสตร์ คือครึ่งหนึ่งของมวลรถคูณด้วยความเร็วยกกำลังสอง) จะถูกทิ้งไปในรูปของความร้อนที่จานเบรค

แต่ในรถไฮบริด เราเปลี่ยนพลังงานนี้เป็นพลังงานไฟฟ้า แล้วเก็บไว้ในแบทเตอรี สำหรับนำมาใช้อีกตอนต้องขับเคลื่อนหรือเร่งความเร็ว ในทางปฏิบัติก็คือ ทันที่ที่ผู้ขับถอนคันเร่งระบบควบคุมจะเปลี่ยนหน้าที่มอเตอร์ขับเคลื่อนให้กลายเป็นอัลเทอร์เนเตอร์ปั่นไฟทันที โดยเอาแรงเฉื่อยของรถมาหมุนมันนั่นเอง และถ้าคนขับเหยียบแป้นเบรค ระบบควบคุมก็จะสั่งให้อัลเทอร์เนเตอร์ปั่นไฟอย่างหนักเพื่อลดความเร็วของรถ และเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าไปเก็บไว้ในแบทเตอรี

ส่วนนี้แหละครับที่ทำให้รถไฮบริดประหยัดเชื้อเพลิงกว่ารถทั่วไป ถ้าเป็นการเดินทางไกล โดยขับความเร็วคงที่เป็นเวลานาน เครื่องยนต์ก็จะทำงานเหมือนรถปกติ แต่ก็ยังได้เปรียบครับ เพราะการเลือกใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กกำลังน้อย (เพราะมีมอเตอร์ไฟฟ้าคอยช่วยตอนจำเป็น) ทำให้เครื่องยนต์ทำงานโดยลิ้นผีเสื้อหรือลิ้นคันเร่งเปิดกว้างกว่า ซึ่งเป็นสภาวะที่เครื่องยนต์มีประสิทธิภาพสูง คือใช้เชื้อเพลิงน้อยกว่าเครื่องใหญ่ที่ลิ้นเปิดน้อย โดยให้กำลังเท่ากัน

โรงงาน ฮอนดา ก็ผลิตรถไฮบริดออกขายในตลาดโลกเหมือนกันครับ แต่ใช้มอเตอร์ขนาดกำลังเพียง 9 แรงม้า โดยใช้กับตัวรถรุ่น ซีวิค เครื่องยนต์ 1,300 ซีซี 83 แรงม้า ในชื่อรุ่น IMA (INTEGRATED MOTOR ASSIT) หรือรุ่นใช้มอเตอร์ทำงานเสริม ถ้าดัดจริตตามสมัยก็ต้องตามด้วย “แบบบูรณาการ” เห็นมอเตอร์กำลังแค่นี้อย่าดูถูกนะครับ ได้ระบบควบคุมบริหารจัดการอย่างดี ผลลัพธ์ก็ดีตามไปด้วย ความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเมื่อขับแบบประหยัดต่อระยะทาง 100 กม. เพียง 4.9 ลิตร PRIUS ใช้ 4.7 ลิตร ขับแบบปกติทั่วไปในมาตรฐานเดียวกัน CIVIC IMA ใช้ 6.9 ลิตร ส่วน PRIUS ใช้ 6.2 ลิตร

บทสรุปก็คือ รถใช้บริดช่วยประหยัดเชื้อเพลิงได้มากพอสมควร เมื่อเที่ยบกับรถ “ธรรมดา” เครื่องยนต์เบนซิน ส่วนจะคุ้มกับราคารถหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับส่วนต่างเมื่อเทียบกับรุ่นธรรมดาครับ นอกจากนี้ผู้ที่จะใช้ ก็ยังต้องคำนึงถึง อายุใช้งานและราคาของแบทเตอรีทั้งชุดด้วย อีกปัญหาที่สำคัญไม่น้อยกว่า ก็คือเมื่อต้องการขาย จะมีผู้ต้องการมากน้อยเพียงไร และในราคาเท่าใดด้วย

สำหรับผมโดยส่วนตัวแล้ว รถไฮบริดเป็นสิ่งดีสำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วเท่านั้นครับ สำหรับคนไทยเรา แค่เลิกผลาญเงินแบบไร้สาระ ลดการฉ้อฉลกันในระดับชาติ ประหยัดพลังงานในการปรับอากาศอาคารสำนักงานและที่อยู่อาศัย โดยใช้ฉนวนให้ถูกหลักวิชาการ ก็ประหยัดกว่าใช้รถไฮบริดเป็นพันเท่าแล้ว



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา ตัณฑเศรษฐี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน พฤศจิกายน ปี 2547
คอลัมน์ : รู้ลึกเรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/TXH8C
อัพเดทล่าสุด
10 Apr 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
3,299,000
2.
5,399,000
3.
6,799,000
4.
3,249,000
6.
53,500,000
8.
3,600,000
9.
4,539,000
10.
13,339,000
11.
2,999,000
12.
1,749,000
13.
1,800,000
15.
499,000
16.
979,000
17.
990,000
18.
4,090,000
19.
1,699,000
20.
13,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

บทความที่เกี่ยวข้อง

กดปุ๊บ มาปั๊บ ?
รอยต่อแห่งยุคสมัย
แรงตก ไม่ต้องตกใจ
แนวคิดที่เปลี่ยนไปของเทคโนโลยียานยนต์
ไขปริศนาน้ำมันเครื่อง เรื่องลับของการหล่อลื่น ?