บทความ

แฟร์รารี คว้าดับเบิลแชมพ์สมัยที่ 5 ซ้อน


หลังจากเรียงแถวเข้าเส้นชัยในอันดับ 1-2 ที่ ฮังการี กรองด์ปรีซ์ ส่งผลให้ทีม แฟร์รารี คว้าแชมพ์โลกประเภททีมผู้ผลิตไปครอง ต่อเนื่องด้วยการเข้าเส้นชัยในอันดับ 2-3 ของสองคู่หูแห่งทีม แฟร์รารี ที่ เบลเยียม กรองด์ปรีซ์ ทำให้ มิคาเอล ชูมาเคร์ คว้าแชมพ์โลกประเภทผู้ขับไปครอง เป็นการคว้าแชมพ์โลก สมัยที่ 7 และเป็นแชมพ์โลก 5 สมัยซ้อน ส่วนทีม แมคลาเรน ควานหาแชมพ์ครั้งแรกของฤดูกาลได้แล้ว โดยคีมี ไรค์โคเนน คว้าชัยชนะแบบพลิกความคาดหมาย จากการออกสตาร์ทในอันดับ 10 ของกริด

สังเวียน ฟอร์มูลา วันประจำฤดูกาลปี 2004 แม้ว่ายังไม่เสร็จสิ้นลง โดยการแข่งขันผ่านไป 14 สนามของ 18 สนามในตารางการแข่งขัน แต่ทีม แฟร์รารี สามารถคว้าดับเบิลแชมพ์ไปครองได้สำเร็จอย่างต่อเนื่องถึง 5 สมัยติดต่อกัน และเป็นการคว้าแชมพ์โลกประเภททีมผู้ผลิตเป็นสมัยที่ 6 ติดต่อกัน

หลังจากการคว้าแชมพ์โลกสมัยที่ 7 อย่างเป็นทางการที่ สปา ฟรองโกชองพ์ เซอร์กิท หลังจบการแข่งขัน มีงานฉลองดับเบิลแชมพ์ในช่วงบ่ายเพื่อเป็นเกียรติกับแชมพ์โลก 7 สมัย นอกจากแขกที่มาร่วมงานราว 150 คน ยังมีบรรดาญาติของนักขับ เพื่อนๆ และผู้สนับสนุนต่าง ๆ ส่วนทาง มิคาเอล ชูมาเคร์ ก็มีทั้งภรรยา โครินนา และบิดาของเขา พร้อมด้วยพี่ชายสองคนและบุคคลอันเป็นที่รัก รวมทั้งทีมงาน แฟร์รารี วิศวกรและช่างเครื่อง และ มิคาเอล กล่าวว่าหลังจากนี้ จะกลับบ้านไปพักผ่อนที่บ้านในสวิทเซอร์แลนด์

 

ฮังการี กรองด์ปรีซ์
มิคาเอล คว้าแชมพ์ 12 สนามต่อฤดูกาล

อีกหนึ่งสถิติล่าสุดที่ มิคาเอล ชูมาเคร์ ทำลายสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่ตนเองเคยทำเอาไว้เมื่อปี 2002 ด้วยการคว้าแชมพ์ในรายการ ฮังการี กรองด์ปรีซ์ เป็นการคว้าแชมพ์ 12 สนามต่อฤดูกาล หลังจากการแข่งขันผ่านไปทั้งหมด 13 สนามในปีนี้ ท่ามกลางบรรยากาศกองเชียร์ของทีม แฟร์รารี ที่เข้ามาลุ้นกันเต็ม ฮังกาโรริง เซอร์กิท

ทีม แฟร์รารีโชว์ฟอร์มดุอีกครั้งด้วยการคว้าแชมพ์แบบม้วนเดียวจบ ด้วยการออกสตาร์ทจากอันดับหัวแถวในอันดับ 1-2 และไปจบการแข่งขันในอันดับ 1-2 ในสนามที่ 13 ของฤดูกาลปี 2004 เป็นการคว้าแชมพ์เป็นสนามที่ 12 ของฤดูกาลนี้ของ มิคาเอล

ทีม แฟร์รารี จบการแข่งขันในอันดับ 1-2 เป็นสนามที่ 7 ของปีนี้และเป็นการคว้าแชมพ์เป็นครั้งที่ 82 ของ มิคาเอล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสถิติใหม่ล่าสุดในประวัติศาสตร์ พร้อมกับการเข้าใกล้ที่จะทำลายสถิติคว้าโพลโพสิชันที่ อาร์ยทัน เซนนา เคยทำเอาไว้

ทีม แฟร์รารี มีโอกาสคว้าดับเบิลแชมพ์ได้อีกสมัยค่อนข้างแน่นอนแล้ว และจะเป็นการคว้าแชมพ์โลกเป็นสมัยที่ 7 ของ มิคาเอล ซึ่งเป็นการคว้าแชมพ์ติดต่อกันเป็นสมัย 5 โดยการคว้าแชมพ์ในรายการ ฮังการี กรองด์ปรีซ์ ครั้งนี้ ส่งผลให้ทีม แฟร์รารี คว้าแชมพ์โลกประเภททีมผู้ผลิตประจำฤดูกาลนี้ไปครองได้อีกเป็นสมัยที่ 6 ติดต่อกัน และเป็นสมัยที่ 14 ของทีม แฟร์รารี ด้วยการทำคะแนนสะสมประเภททีมผู้ผลิตรวมทั้งหมด 202 แต้ม ทิ้งห่างทีม เรอโนลต์ ที่ตามมาเป็นอันดับ 2 โดยมีแต้มสะสมเพียง 91 แต้มเท่านั้น ต้องลุ้นกับทีม บาร์ ในการคว้ารองแชมพ์โลกประจำฤดูกาลนี้ ส่วนการคว้าแชมพ์โลกประจำปีนี้ของ มิคาเอล ในประเภทผู้ขับนั้น เนื่องจากอันดับสอง คือเพื่อนร่วมทีม แฟร์รารี รูเบนส์ บาร์ริเชลโล มีคะแนนสะสมอยู่ 82 แต้ม ส่วนอันดับ 3 เป็นของ เจนสัน บัททัน มีแต้มสะสมอยู่ 65 แต้มเท่านั้น หากสนามต่อไปเขาสามารถเก็บแต้มได้มากกว่า บาร์ริเชลโล เพียง 2 แต้มเท่านั้น เขาจะคว้าแชมพ์โลกไปทันที

ทีม แฟร์รารี ออกสตาร์ทจากแถวแรก โดย มิคาเอล คว้าโพลโพสิชันไปครองได้สำเร็จอีกสนามตามมาด้วย บาร์ริเชลโล และสามารถทำเวลาดีที่สุดในรอบควอลิฟายด์ติดอันดับ 2 ด้วยเวลา 1 นาที 19.146 วินาที ตามหลัง มิคาเอล เพียง 0.2 วินาทีเท่านั้น และแถวที่สองตกเป็นของทีม บาร์ ทั้งสองคัน

มิคาเอล ออกสตาร์ทได้อย่างยอดเยี่ยมอีกครั้ง ด้วยการชิงเข้าโค้งแรกไปได้ ตามมาด้วย บาร์ริเชลโลที่ไม่มีอะไรผิดพลาดเลย หลังจากนั้น มิคาเอล สามารถทะยาน แฟร์รารี ขึ้นไปนำแบบม้วนเดียวจบจนกระทั่งผ่านธงตราหมากรุกไปเป็นคันแรก ตามมาด้วย บาร์ริเชลโล ที่ทำเวลาตามหลังเพียง 4.696 วินาที ส่วนอันดับ 3 อดีตแชมพ์ประจำรายการนี้เมื่อปีที่แล้ว แฟร์นันโด อาลนโซดาวรุ่งจากสเปนได้ขึ้นโพเดียมอีกสนาม เป็นสนามที่ 4 ของฤดูกาลนี้ คะแนนสะสมขึ้นไปตามหลัง ยาร์โน ตรุลลี เพื่อนร่วมทีมอยู่เพียงแต้มเดียวเท่านั้น

ในแถวที่สองของตำแหน่งสตาร์ท เป็นของทีม บาร์ และมีโอกาสในการเบียดลุ้นรองแชมพ์โลกประเภทผู้ขับ ทาคูมา ซาโต ดาวรุ่งหนึ่งเดียวจากญี่ปุ่น ทำเวลาดีที่สุดในรอบควอลิฟายด์ติดอันดับ 3 ตามมาด้วย บัททัน ที่ได้ออกสตาร์ทจากอันดับ 4 อาลนโซ ทีม เรอโนลต์ ติดอันดับ 5 และ ตรุลลี เพื่อนร่วมทีมติดอันดับ 6

การออกสตาร์ทในรายการนี้ในช่วงแรกมีฝนตกลงมาเล็กน้อย เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกัน สามารถแข่งต่อไปได้ ซาโต ออกสตาร์ทได้ไม่ดีนัก จากอันดับ 3 ร่วงไปอยู่อันดับที่ 8 ส่วน ฮูอัน ปาบโล มนโตยา ออกสตาร์ทได้อย่างยอดเยี่ยมจากอันดับ 7 แซงขึ้นมา 3 อันดับขึ้นไปอยู่อันดับ 4 มนโตยานักขับจากทีมวิลเลียมส์ รายการนี้เข้าเส้นชัยในอันดับ 4

การแข่งขันรายการนี้ เราได้เห็นการดวลล้อกันอย่างดุเดือดของสองนักขับดาวรุ่ง ระหว่าง ทาคูมา ซาโต ที่พยายามปิดไลน์ของ แฟร์นันโด อาลนโซ ท้ายที่สุดสามารถแซงไปได้สำเร็จ จนกระทั่งไปคว้าอันดับ 3 ได้ แต่ไม่สามารถขึ้นไปแซง รูเบนส์ บาร์ริเชลโล ได้ เนื่องจากถูกบังไลน์ตลอดทุกโค้ง ทีม บาร์ ทั้งสองคันสามารถจบการแข่งขันแบบมีแต้มทั้งคู่ โดย บัททัน เข้าเส้นชัยในอันดับ 5 ตามมาด้วย ซาโต อันดับ 6

มิคาเอล ชูมาเคร์ คว้าแชมพ์ในรายการนี้ด้วยการทำเวลารวมตลอดการแข่งขันครบ 70 รอบสนามได้ด้วยเวลา 1 ชั่วโมง 35 นาที 26.131 วินาที โดยการเข้าพิทสตอพรวม 3 ครั้ง ซึ่งทุกทีมแข่ง ฟอร์มูลา วันได้วางแผนให้รถแข่งเข้าพิทสตอพรวม 3 ครั้งเท่ากันทุกทีม

ด้านทีม แมคลาเรน ไม่สามารถเก็บแต้มได้เลยแม้แต่แต้มเดียวจากรายการนี้ โดย ไรค์โคเนนต้องออกจากการแข่งขันไปเป็นคันแรก หลังจากแข่งขันไปได้เพียง 13 รอบสนามเท่านั้น โดยในรอบควอลิฟายด์สร้างผลงานได้ไม่ดีเช่นกัน ไปออกสตาร์ทจากอันดับ 10 ส่วน เดวิด คุลธาร์ด เข้าเส้นชัยในอันดับ 9 ไม่มีแต้ม

ทางด้านการเปลี่ยนแปลงนักขับประจำทีมแข่งต่างๆ ในฤดูกาลแข่งขันปีหน้า ได้มีการปรับเปลี่ยนทีมกันไปบ้างแล้ว โดย เจนสัน บัททัน ดาวรุ่งจากอังกฤษได้ย้ายไปขับให้กับทีม วิลเลียมส์ เป็นที่เรียบร้อย ส่วนนักขับที่มีข่าวว่าจะกลับเข้ามาประจำทีม บาร์ เป็นอดีตแชมพ์โลกชาวแคนาดา ชากส์ วิลล์เนิฟ ที่เคยเป็นนักขับประจำทีมตั้งแต่เริ่มก่อตั้งทีม และได้ถูกปลดออกกลางอากาศไปเมื่อปีที่แล้ว

สนามนี้เป็นอีกหนึ่งสนามที่ ราล์ฟ ชูมาเคร์ ยังไม่ได้ลงแข่งขันอีกสนาม เป็นสนามที่ 4 ติดต่อกันเข้าไปแล้ว หลังจากประสบอุบัติเหตุอย่างรุนแรงในศึก สหรัฐ กรองด์ปรีซ์ โดย อันโตนีโอ ปิสโซนีอา ได้ลงมาขับแทนในกับทีม วิลเลียมส์ อีกครั้ง รายการนี้ทำเวลาดีที่สุดในรอบควอลิฟายด์ติดอันดับ 6 ส่วน มนโตยา จากทีม วิลเลียมส์ ติดอันดับ 7 ซึ่งเป็นครั้งที่ 2 แล้ว ในรอบควอลิฟายด์ตามหลัง ปิสโซนีอา นักขับทดสอบประจำทีมวิลเลียมส์ ที่ลงมาขับแทน ราล์ฟ

 

ผลการแข่งขัน ฮังการี กรองด์ปรีซ์
อันดับ ผู้ขับ ทีม เวลารวม
1 มิคาเอล ชูมาเคร์ แฟร์รารี 1 ชั่วโมง 35 นาที 26.131 วินาที
2 รูเบนส์ บาร์ริเชลโล แฟร์รารี + 4.696 วินาที
3 แฟร์นันโด อาลนโซ เรอโนลต์ + 44.599 วินาที
4 ฮูอัน ปาบโล มนโตยา วิลเลียมส์ + 1 นาที 2.613 วินาที
5 เจนสัน บัททัน บาร์ + 1 นาที 7.439 วินาที

 

เบลเยียม กรองด์ปรีซ์
คีมี ไรค์โคเนน คว้าแชมพ์แรกของปีนี้ให้ แมคลาเรน

ศึก เบลเยียม กรองด์ปรีซ์ ได้รับการบรรจุเข้าตารางการแข่งขันอีกครั้งในปีนี้ หลังจากห่างหายไปเป็นเวลา 1 ปี รายการนี้เป็นสนามที่ 14 ของการแข่งขันทั้งหมด 18 สนามของฤดูกาล 2004 คีมี ไรค์โคเนน ดาวรุ่งจากฟินแลนด์ สามารถคว้าแชมพ์ไปครองได้สำเร็จ เป็นการคว้าแชมพ์แรกของฤดูกาลให้กับทีม แมคลาเรน โดยการแข่งขันในปีนี้เกิดการพลิกลอคแบบพลิกความคาดหมาย ส่วนสองคู่หูจากทีม แฟร์รารี เรียงแถวตามหลังเข้าเส้นชัยในอันดับ 2-3 ได้ขึ้นโพเดียมทั้คู่

การคว้าแชมพ์ของ ไรค์โคเนน ครั้งนี้เป็นการหยุดสถิติของ มิคาเอล ชูมาเคร์ ที่คว้าแชมพ์ต่อเนื่องกันมาถึง 4 สนามซ้อน หลังจบการแข่งขันครบ 44 รอบสนาม สปา ฟรองโกชองพ์ และการเข้าเส้นชัยในอันดับ 2 ของ มิคาเอล ในรายการนี้ส่งผลให้เขาคว้าแชพ์โลกประเภทผู้ขับไปครองทันที เป็นแชมพ์โลกสมัยที่ 7 ของเขาหลังจากสนามที่แล้วทีม แฟร์รารี คว้าแชมพ์ประเภททีมผู้ผลิตไปครอง ทำให้ปีนี้ทีม แฟร์รารี คว้าดับเบิลแชมพ์ได้อีกสมัย ซึ่งการแข่งขันในรายการนี้เป็นการลงแข่งขันในศึก ฟอร์มูลา วันของทีม แฟร์รารี เป็นสนามที่ 700 พอดี

ไรค์โคเนน ทะยานรถแข่งรหัสใหม่ล่าสุดของทีม แมคลาเรน เอมพี 4-19บี ผ่านธงตราหมากรุกไปเป็นคันแรกอย่างน่าอัศจรรย์ หลังจากเขาออกสตาร์ทจากอันดับ 10 ของกริด และขึ้นมานำหลังจากออกจากพิทครั้งแรก แม้ว่าจะประสบปัญหากับระบบชิฟท์เกียร์ต่ำ แต่ความร้อนแรงของ ไรค์โคเนน ที่ส่อแววมาตั้งแต่รายการ เยอรมนี กรองด์ปรีซ์ ที่สามารถไล่เบียดบี้กับ มิคาเอล ได้อย่างสูสีที่สุดนั้น แต่ประสบอุบัติเหตุแผงสปอยเลอร์หลุดเสียก่อน

การออกสตาร์ทในรายการนี้ ทีม เรอโนลต์ เป็นทีมที่โชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงเช่นกัน ยาร์โน ตรุลลีได้ออกสตาร์ทจากหัวแถว หลังจากในรอบควอลิฟายด์ทำเวลาต่อรอบได้ดีที่สุดท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมาตลอด ส่วนอันดับ 2 จากจุดสตาร์ทเป็นของ มิคาเอล และในช่วงสตาร์ททีม เรอโนลต์ ทั้งสองคันสามารถขึ้นมานำอยู่หัวแถวได้สำเร็จ โดย แฟร์นันโด อาลนโซ ที่ออกสตาร์ทจากอันดับ 3 แซง มิคาเอล ขึ้นมาได้สำเร็จ และ เดวิด คุลธาร์ด ที่ออกสตาร์ทจากอันดับ 4 สามารถแซง มิคาเอล ขึ้นมาอยู่อันดับ 3 และรูเบนส์ บาร์ริเชลโล ถูก มาร์ค เวบเบอร์ ทีม แจกวาร์ จนท้ายในโค้งแรก เป็นผลให้ ทาคูมา ซาโต ทีม บาร์ หักหลบจนรถหมุนหล่นไปขอบทแรค ระบบรองรับพังและระบบรองรับด้านหน้าของ เวบเบอร์ ก็พังเช่นกัน และรถของ ลูซีอาโน บรู์ตี ทีม มินาร์ดีไปชนกำแพง ขณะที่รถของทีม จอร์แดน ที่ขับโดย แพนทาโน ชนด้านข้างของ มินาร์ดี ช่วงสตาร์ทมีรถออกจากการแข่งขันไป 4 คัน รถเซฟที คาร์ออกมาเคลียร์สนาม ก่อนจะมีการรีสตาร์ทกันใหม่

ยาร์โน ตรุลลี ยังคงนำหลังจากรีสตาร์ท และได้เข้าพิทเพื่อเติมเชื้อเพลิงไปเป็นคันแรก ปล่อยให้อาลนโซ เพื่อนร่วมทีมขึ้นไปนำ และเป็นช่วงที่ ไรค์โคเนน ไล่ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 2 แล้วจนกระทั่งในรอบที่ 12 รถของ อาลนโซ มีปัญหาเครื่องยนต์ ต้องออกจากการแข่งขันไปอย่างน่าเสียดาย

หลังจาก ไรค์โคเนน ขึ้นมานำหัวแถว ถูก มิคาเอล ไล่จี้กดดันอย่างหนัก แต่ไม่สามารถแซงขึ้นไปได้รถเซฟที คาร์ออกมาเป็นครั้งที่สอง หลังจากยางของ บัททัน ระเบิดขณะวิ่งมาด้วยความเร็วสูงต้องออกจากการแข่งขันไปอีกคัน เช่นเดียวกับรถของ คุลธาร์ด ยางแตกเช่นกัน แต่สามารถนำกลับเข้าพิทไปเปลี่ยนสปอยเลอร์ด้านหน้าและยางใหม่ได้ หลังจากรถชนกำแพง กลับเข้ามาแข่งขันต่อได้ จนสามารถเก็บแต้มออกไปจากสนามนี้ได้ด้วยการเข้าเส้นชัยในอันดับ 7

ทางด้านทีม โตโยตา สนามนี้เก็บแต้มได้จาก ออลีวีแอร์ ปานีส นักขับจากฝรั่งเศส ด้วยการเข้าเส้นชัยในอันดับ 8 และเพื่อนร่วมทีมที่เข้ามาใหม่ ริการ์โด ซนตา จากบราซิลเครื่องยนต์พังขณะที่เหลือการแข่งขันอีกเพียง 2 รอบสนามเท่านั้น

ทีม เซาเบอร์ แห่งสวิทเซอร์แลนด์เป็นทีมที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในฤดูกาลนี้ ด้วยการเข้าเส้นชัยแบบมีแต้มทั้งสองคันในอันดับที่ 4 และ 5 โดย เฟลิเป มัสซา จบการแข่งขันในอันดับ 4 ตามมาด้วย จานการ์โล ฟิซิเกลลา และอันดับที่ 6 เป็นการเก็บแต้มแรกของ คริสเตียน ไคล์น แห่งทีม แจกวาร์

สปา ฟรองโกชองพ์ เซอร์กิท เป็นสนามแห่งแรกในชีวิตการแข่งขันรถสูตรหนึ่งของแชมพ์โลก 7 สมัยคนล่าสุด โดยลงแข่งขันให้กับทีม จอร์แดน เมื่อปี 1991 เซอร์กิทแห่งนี้ได้เปิดทำการแข่งขันเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 1950 ได้รับการบรรจุเข้าตารางการแข่งขัน ฟอร์มูลา วัน รวม 38 ครั้ง ก่อนหน้านี้ได้เปิดทำการแข่งขันเป็นครั้งแรกมาตั้งแต่ปี 1924 มีความยาวต่อรอบสนามเท่ากับ 6.973 กม. แข่งขันทั้งหมด 44 รอบสนาม ระยะทางรวม 306.812 กม. มีโค้งทั้งหมดรวม 15 โค้ง แบ่งเป็นโค้งซ้าย 7 โค้งและโค้งขวา 8 โค้ง เป็นอีกหนึ่งสนามที่รถแข่งสามารถใช้พละกำลังของเครื่องยนต์ได้อย่างสูงสุด สามารถทำความเร็วได้ถึง 335 กม./ชม. เส้นทางมีความราบเรียบมากเป็นพิเศษ มีทางขึ้นเนิน-ลงเนิน ลักษณะดาวน์ฟอร์ศต่ำ สภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย ขณะที่อีกด้านหนึ่งของสนามมีแดดจ้า อีกด้านอาจมีฝนตก จิม คลาค อดีตแชมพ์โลกฟอร์มูลา วัน ไม่ค่อยชอบสนามแห่งนี้เท่าไรนัก แต่ยังสามารถมาคว้าแชมพ์ในรายการนี้ไปได้ถึง 4 สมัยติดต่อกันในระหว่างปี 1962-1965

มิคาเอล ชูมาเคร์ เป็นนักขับที่มาคว้าแชมพ์ได้ในรายการนี้มากที่สุด รวม 6 สมัย และสร้างสถิติสูงสุดประจำสนามเอาไว้ทั้งรอบแข่งจริงและในรอบควอลิฟายด์เมื่อปี 2002 ซึ่งในปีนั้นทีม แฟร์รารี ได้ขึ้นโพเดียมในสองอันดับแรกปีที่แล้วรายการนี้ไม่ได้รับการบรรจุเข้าตารางการแข่งขัน เนื่องจากปัญหาในเรื่องการโฆษณาบุหรี่

สำหรับรายการต่อไป ราล์ฟ ชูมาเคร์ ไม่ผ่านความฟิทอีกสนามเป็นสนามที่ 5 ติดต่อกัน ไม่ได้ลงทดสอบที่ มนซา เซอร์กิท จากการเปิดเผยของทีมงาน วิลเลียมส์ โดยราล์ฟได้รับบาดเจ็บตั้งแต่ประสบอุบัติเหตุที่ศึก สหรัฐ กรองด์ปรีซ์ เมื่อ 20 มิถุนายนที่ผ่านมา

“ราล์ฟ จะไม่ได้ร่วมไปทดสอบกับเราที่มนซา โพรแกรมฟื้นฟูของเขาเป็นไปด้วยดีครับแต่คงต้องหลังจากอิตาลี กรองด์ปรีซ์ เพื่อความมั่นใจ ดังนั้นที่อิตาลีโอกาสจะตกเป็นของ อันโตนีโอ ปิสโซนีอา อีกครั้ง” วิลเลียมส์ กล่าว

ปิสโซนีอา ทำหน้าที่แทน ราล์ฟ มาแล้วใน 3 สนามล่าสุด สามารถคว้าอันดับ 7 ที่ เยอรมนี และฮังการี แต่ล่าสุดที่ เบลเยียน กรองด์ปรีซ์ ไม่จบการแข่งขันเพราะเจอปัญหาเครื่องพัง

ทีม แฟร์รารี คว้าดับเบิลแชมพ์ไปครองได้สำเร็จอีกสมัย เป็นช่วงที่ทีมแข่งจากมาราเนลโลก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดอย่างที่ไม่เคยมีทีมแข่ง ฟอร์มูลา วัน ทีมใดในประวัติศาสตร์ทำได้มาก่อน การแข่งขันที่เหลืออีก 4 สนาม จะเป็นการลุ้นตำแหน่งรองแชมพ์โลกทั้งประเภทผู้ขับและประเภททีมผู้ผลิตเท่านั้น ส่วนแชมพ์โลกต้องรอไปลุ้นกันใหม่ในฤดูกาลหน้า

 

ผลการแข่งขัน เบลเยียม กรองด์ปรีซ์
อันดับ ผู้ขับ ทีม เวลารวม
1 คีมี ไรค์โคเนน แมคลาเรน 1 ชั่วโมง 32 นาที 35.274 วินาที
2 มิคาเอล ชูมาเคร์ แฟร์รารี + 3.132 วินาที
3 รูเบนส์ บาร์ริเชลโล แฟร์รารี + 4.371 วินาที
4 เฟลิเป มัสซา เซาเบอร์ + 12.504 วินาที
5 จานการ์โล ฟิซิเกลลา เซาเบอร์ + 14.104 วินาที
สรุปคะแนนสะสมรวม 14 สนาม
ประเภทผู้ขับ
อันดับ ผู้ขับ ทีม คะแนนรวม
1 มิคาเอล ชูมาเคร์ แฟร์รารี 128
2 รูเบนส์ บาร์ริเชลโล แฟร์รารี 88
3 เจนสัน บัททัน บาร์ 65
4 ยาร์โน ตรุลลี เรอโนลต์ 46
5 แฟร์นันโด อาลนโซ เรอโนลต์ 45
ประเภททีมผู้ผลิต
อันดับ ทีม คะแนนรวม
1 แฟร์รารี 216
2 เรอโนลต์ 91
3 บาร์ 83
4 วิลเลียมส์ 54
5 แมคลาเรน 49


------------------------------
เรื่องโดย : ไททาเนียม
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ตุลาคม ปี 2547
คอลัมน์ : เจาะสนามแข่งต่างประเทศ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/Q4vqG
อัพเดทล่าสุด
24 Oct 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
489,000
2.
1,199,000
4.
2,490,000
5.
479,000
6.
939,000
7.
24,500,000
8.
34,000,000
9.
23,795,000
12.
18,900,000
13.
18,999,000
14.
3,199,000
15.
3,399,000
16.
2,549,000
17.
4,499,000
18.
2,299,000
19.
3,199,000
20.
3,299,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th